ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 861-2 คนเคยรักเจ้าก็จะไม่มีทางโดดเดี่ยว
ตอนที่ 861-2 คนเคยรักเจ้าก็จะไม่มีทางโดดเดี่ยว
พี่ใหญ่ฟังจบก็พูดออกมาว่า “เขามีพร้อมทุกอย่าง ท่านอ๋องใหญ่ คนโง่ก็ยังรู้ว่าต้องเลือกอะไร”
หยางหมิงหย่วนหัวเราะ
“ไม่ใช่ น้องชาย พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น เจ้าเองก็ดีมาก เจ้าดีที่สุดในสายตาของพี่”
เขากลัวว่าน้องชายจะหัวเราะด้วยความขมขื่น
โชคชะตาของน้องชายเขามันน่าเศร้า เจอคู่แข่งเป็นถึงท่านอ๋องใหญ่ ทุ่มเทจนเหนื่อยตายก็สู้ไม่ได้
หยางหมิงหย่วนกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองหัวเราะขมขื่น เมื่อเทียบกับตอนยืนหน้ากระดานประกาศ แม้จะคิดได้แล้ว แต่ตอนนั้นความรู้สึกหนักอึ้งมาก
พอหมดสติตื่นมาอีกครั้ง ไม่รู้ทำไม รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ
ที่เขาหัวเราะเป็นเพราะเขามันมโนเพ้อพกไปเอง นอกจากฝูหลิงจะเป็นผู้หญิงที่เขาอยากได้มาเป็นภรรยาแล้ว ยังเป็นเพราะนางคือลูกสาวของอาซ่ง น้องสาวของเขา
เขาอยากให้ลูกสาวของอาซ่งได้ดี ทุกคนข้างกายอาซ่งได้ดี อาซ่งได้สิ่งดีๆ
เขาคิดจริงว่าตัวเองเป็นลูกเขยของอาซ่ง อืม ที่เขาหัวเราะก็เพราะแบบนี้
ในขณะเดียวกันครอบครัวตัวเองก็ต้องดีด้วย
“พี่ เลิกทะเลาะกับพี่สะใภ้เถอะ”
“เจ้าไม่รู้ ปากนางไม่มีหูรูด นางยัง…”
พี่ใหญ่ลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้เล่าที่เมียชอบเอาน้องชายไปคุยโวให้บ้านพ่อแม่ฟัง เขาพูดว่า “นางยังทำตัวไม่ซื่อ แอบขโมยเงินเก็บไว้ส่วนตัวลับหลังข้า ลับหลังท่านแม่”
สะใภ้ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกใจหายวาบ รู้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
“พี่ พี่สะใภ้คงไม่อยากให้เสียเงินไปกับคนอื่น ถึงข้าจะไม่รู้ว่านางแอบเก็บเงินโดยมีจุดประสงค์อะไร อาจจะเคยยากจนจนฝังใจ แต่เก็บนิดเก็บหน่อยมันจะสักเท่าไรกัน ถ้านางชอบ เมื่อเทียบกับตอนนี้ที่พวกเรามี ไม่ได้เดือดร้อนกับเงินพวกนั้น พี่ก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ หลอกให้นางดีใจไปแล้วกัน ปล่อยนางเก็บไปเถอะ ในปีนึงเก็บได้ยี่สิบสามสิบตำลึง อย่างมากก็ห้าสิบตำลึง คงไม่มากไปกว่านี้แล้ว”
สะใภ้ใหญ่ที่อยู่ด้านนอกน้ำตาร่วง คราวนี้นางเอามือปิดปากแอบร้องไห้
นางเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดประสงค์อะไร ครอบครัวฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ สามีก็ใจกว้างกับนาง แต่นางก็แค่อยากจับเงิน
สะใภ้ใหญ่กำลังร้องไห้ที่น้องสามีเข้าใจนาง
คราวก่อนที่คุยโวเสร็จอวดเสร็จ คนในครอบครัวนางก็มาหาจริงๆ จ่ายเงินไปตั้งมากขนาดนั้นนางปวดใจ ร้อนในเป็นตุ่มเต็มปาก ตอนนั้นถึงได้นึกเสียใจว่าการโอ้อวดทำเสียเงินเยอะเหลือเกิน ไม่กล้าเขียนจดหมายฉบับที่สองแล้ว
ก็แค่ ฮือๆๆ คำพูดที่เคยคุยโวมันดึงกลับมาไม่ได้แล้ว
อีกทั้งถ้าไม่ใช่เพราะน้องสามีเป็นคนดี ไม่เพียงแต่จะเข้าใจที่นางแอบเก็บเงิน ยังห้ามไม่ให้บอกเลิกนางอีก ชื่นชมนางต่อหน้าพี่ชาย
พอชมแบบนี้นางถึงได้รู้ว่า น้องสามีจำได้ทุกอย่าง
ฮือๆ น้องสามีจำได้แม้กระทั่งว่านางเคยซักผ้าจนมือแตก เจ็บจนร้องไห้ออกมา
ดีกว่าแม่สามีเสียอีก
ในขณะที่สะใภ้ใหญ่กำลังซาบซึ้งจนถึงขั้นอยากควักหัวใจออกไปพูดว่า หมิงหย่วน เมื่อตอนกลางวันพี่ผิดไปแล้ว อย่าถือสาเลยนะ ถึงขั้นที่เกือบยอมรับผิดทุกอย่างแม้นางไม่ได้ทำก็ตาม ทันใดนั้น หยางหมิงหย่วนที่อยู่ในห้องก็พูดต่อว่า
“เงินเล็กน้อยปล่อยให้พี่สะใภ้ได้ แต่ว่าพี่ มีอยู่นิดหน่อยที่พี่ต้องไปกำชับพี่สะใภ้ไว้ให้ดี…
…เมื่อก่อนข้าคิดมากไป รู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่น้องชายจะสั่งให้พี่ชายไปสอนพี่สะใภ้อย่างนั้นอย่างนี้มันจะดูไม่ดีและก็ไม่สมควร…
…แต่ตอนนี้ครอบครัวเราเป็นแบบนี้ ไม่ควรใช้คำว่าสมควรหรือไม่สมควร…
…เหมือนที่อาซ่งบอกไว้ ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน เรื่องที่พี่สะใภ้ใหญ่อาจคิดว่าเล็กน้อย แต่มันจะสร้างปัญหาได้…”
หยางหมิงหย่วนยกตัวอย่างให้หลายตัวอย่าง
ทำให้สะใภ้ใหญ่ที่แอบฟังอยู่ตั้งใจฟังคนพูดเป็นครั้งแรก ฟังไปฟังมาก็ตกใจกลัว
เป็นต้นว่า
ด่าอาซ่งของเขา เรียกว่าคนแซ่ซ่ง ถ้าเจ้าตัวมาได้ยินจะลงโทษหนักได้
ด่าว่ารังเกียจคนจนชอบคนรวย
คนพูดอาจไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ คิดว่าเป็นแค่การวิจารณ์นิสัยใจคออย่างนั้นหรือ แต่นี่คือราชโองการพระราชทานงานอภิเษก คนรวยที่ว่าหมายถึงใคร ท่านอ๋องหรือเปล่า แบบนี้เรียกหมิ่นเบื้องสูง วิจารณ์เรื่องของเชื้อพระวงศ์ โทษหนักถึงตัดลิ้น
ชาวบ้านธรรมดาเวลาพูดถึงเรื่องของราชวงศ์ข้างนอกจะพูดได้แค่เรื่องดีๆ เข้าใจหรือไม่
แล้วก็เวลาอยู่ข้างนอก ไม่ว่าจะกับใคร อยากอวดเสื้อผ้าอวดเครื่องประดับอวดได้ ต่อให้ครอบครัวร่ำรวยจะเปลี่ยนวันหนึ่งสามชุดก็ไม่มีใครว่า
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามพูดว่าน้องชายอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะข้างนอกมีคนที่เก่งยิ่งกว่า เห็นเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ธรรมดา เห็นเขาทำไร่ทำสวน เขาอาจเป็นญาติหรือบ่าวรับใช้ของจวนไหนก็ได้ ที่นี่คือเมืองหลวง มีคนที่เก่งกว่าครอบครัวเราอยู่แล้ว
หยางหมิงหย่วนพูดต่อ
และก็อย่าคิดว่ามันจะไม่กระทบ ถ้ามีวันที่เกิดเรื่องขึ้นจริง กรณีที่แย่ขั้นสุดอย่างมากพวกเราก็เก็บข้าวของกลับไปเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีทางที่จะรอดไปง่ายๆ
ไม่คำนึงถึงเขาก็ควรคำนึงถึงหลานชาย
ทันใดนั้นสะใภ้ใหญ่ก็เปิดประตูเข้าห้องมา “หมิงหย่วน พี่จะเก็บของกลับบ้านพ่อแม่ที่เฟิ่งเทียนหน่อย เจ้าอย่าเพิ่งให้พี่ชายเจ้าเลิกกับข้า ข้าไปแล้วจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
นางกลัวว่ากว่าจะไปกว่าจะกลับกินเวลานาน สามีจะผลีผลามทำอะไรลงไป จึงตั้งใจกำชับเรื่องนี้ไว้หน่อย
หยางหมิงหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย
พี่ใหญ่รู้ว่าเมียตัวเองจะกลับบ้านพ่อแม่ทำไม คงอยากกลับไปเอาจดหมายกลับมาเผาทิ้ง
ปากพาซวย ไม่อย่างนั้นถึงกับต้องกลับไปด้วยเหรอ เขาพูดด้วยความโมโห “ข้าล่ะอยากเย็บปากเจ้านัก”
สะใภ้ใหญ่ไม่กล้าเถียง
วันนี้นางกลัวแล้วจริงๆ เรื่องแรกคือสามีไม่เคยพูดเรื่องเลิกรากับนาง นางตกใจมาก อีกเรื่องคือน้องสามีพูดเรื่องตัดลิ้น ทั้งยังบอกอีกว่าถ้าเกิดเรื่องไม่มีทางรอดไปง่ายๆ คำพูดนี้หมายความว่ายังไง หา? ยังจะตัดหัวลูกชายนางด้วยเหรอ
ไม่อย่างนั้นจะบอกเหรอว่าเหรียญมีสองด้าน สมองไม่ดีก็แบบนี้ คนฉลาดไม่มีทางคิดแบบนั้น แต่สะใภ้ใหญ่สกุลหยางคิดถึงขั้นตัดหัวที่รุนแรงที่สุดแล้ว
สองวันต่อมา
ติงเจียนมาที่บ้านหยางหมิงหย่วน
หยางหมิงหย่วนกำลังเด็ดผักอยู่ที่สวน
“สภาพเจ้าเป็นแบบนี้ ไปทำงานต่อหน้าพระพักตร์ไม่ได้จริงๆ แหละ”
หยางหมิงหย่วนรู้ว่าหมายถึงบาดแผลบนศีรษะของเขา ยิ้มพลางชี้ผักแล้วถามติงเจียน “เคยปลูกไหม”
“ไม่เคย”
“แยกออกไหมว่าต้นไหนหญ้าต้นไหนกุยช่าย”
ติงเจียนมองสีหน้าจริงจังของหยางหมิงหย่วนแล้วโมโหจนหัวเราะ หมอนี่คิดจริงเหรอว่าเขาไม่รู้ว่าไหนผักไหนหญ้า เขาไม่เคยฆ่าหมูยังจะไม่เคยกินเนื้อหมูอีกเหรอ
ทั้งสองคนพากันไปที่เรือนหน้า
“ที่สวนผลไม้มีเรื่องนิดหน่อย แม่กับพี่ข้าไปบ้านนอกแล้ว พี่สะใภ้ข้ากลับบ้านพ่อแม่ ในบ้านไม่มีบ่าวรับใช้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ข้าจะทำกับข้าวให้พี่ติงกินแล้วกัน จะให้เกียรติกินได้หรือไม่”
…
ไม่รู้ทำไม ติงเจียนอยู่ในเรือนหลังเล็กของครอบครัวหยาง มองหยางหมิงหย่วนที่ใช้หมวกฟางพัด ปลายเท้ามีชามไล่ยุง พวกเขากินกับข้าวง่ายๆ สี่อย่าง ทั้งยังดื่มจนรู้สึกมึนๆ นิดหน่อยด้วย
ก่อนมาเขาไม่ได้อยากดื่ม
พอมาถึง “อืม ถ้าเจ้าอยากถามความในใจจากข้า ข้าก็จะขอพูดตามตรงล่ะนะ”
“พี่ติงพูดมาได้ไม่เป็นไร ข้าก็สงสัยมาตลอด”
ติงเจียนบอกว่า เจ้าดูไม่ค่อยมีเพื่อน แต่พวกเพื่อนร่วมงานก็ไม่ได้รังเกียจเจ้า
อย่างไรเสีย ตัวหยางหมิงหย่วนเองก็สะอาดสะอ้าน หน้าตาหล่อเหลา ภาพลักษณ์ไม่ด้อยไปกว่าเขาที่เคยเป็นทั่นฮวา ก่อนอื่นภาพลักษณ์น่ามอง ดูแล้วสุภาพน่าเชื่อถือ
ต่อมาพอได้ทำงานด้วยกันนานเข้า เพื่อนร่วมงานต่างก็รู้ว่าหยางหมิงหย่วนไม่ใช่คนขี้อวด เวลาที่ถามอะไรก็ตอบได้กระชับ ไม่เหมือนคนอื่นที่พูดเสียยืดยาว แต่ละคำพูดตอบได้ตรงจุด ไม่ไร้สาระ
ติงเจียนพูดจากใจ “ทุกคนไม่ชอบที่เจ้าขยันมากเกินไป มันเยอะไป”
“พูดกันว่านกโง่เขลาบินก่อน นานวันเข้าก็ได้พบว่าเจ้าไม่ใช่นกโง่เขลา เจ้ายังคงโบยบินอยู่แบบนั้นทุกวัน แล้วคนอื่นจะทำอย่างไร”
ราวกับเป็นการยืนยันคำพูดของติงเจียน หมิงหย่วนไม่ใช่คนที่เพื่อนร่วมงานรังเกียจ มีคนมาเคาะประตูอยู่ด้านนอก
เดิมทีคิดว่าเด็กติดตามรับหลานชายกลับมาแล้ว พอเปิดประตูก็เห็นเพื่อนร่วมงานสี่คนยืนอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นคนที่เคยท้าแข่งแล้วแพ้ให้กับเขา พอเห็นหยางหมิงหย่วนก็พูดว่า “บ้านเจ้าหายากจริงๆ เลยนะ”
รู้ว่าป่วยก็เลยเอาของมาเยี่ยมกัน
คนที่อายุมากหน่อยยังได้ชี้แนะว่า ทำไมไม่ไปหาสำนักหมอหลวง พวกเราไปหาได้ไม่ใช่เหรอ อย่าเที่ยวไปหาหมอข้างนอกส่งเดช
สำนักฮั่นหลินของพวกเรามีสิทธิพิเศษแบบนี้
อันที่จริงหมิงหย่วนป่วยครั้งนี้ แม้แต่ฮ่องเต้ก็มีถามไถ่ ถามติงเจียน
ทั้งยังพูดขึ้นมาว่า ยังหนุ่มยังแน่นแต่ร่างกายไม่ไหวเลยจริงๆ คิดอยู่ในใจว่า สงสัยต้องพาออกไปล่าสัตว์แล้ว
นั่นคือคำตรัสของฮ่องเต้เชียวนะ
หากมีสนมของเขาป่วยก็ใช่ว่าเขาจะถามไถ่อาการ นี่ก็อาจเป็นข้อดีของขุนนางใกล้ชิด