ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 868 มีสมบูรณ์แบบที่ไหนกัน
ตอนที่ 868 มีสมบูรณ์แบบที่ไหนกัน
ช่วงที่มีงานจัดแสดงสินค้าไม่กี่วันนี้
ตอนเช้าลู่พั่นจะพาพวกหมี่โซ่ว จินเป่า เอ้อร์หลัง ไปหาที่ฝึกต่อสู้
ให้พวกทหารใกล้ชิดฝึกเด็กพวกนี้
ระหว่างฝึก เป็นครั้งแรกที่สายตาของเขาละจากหมี่โซ่วไปมองจินเป่าค่อนข้างนาน
พอถึงตอนเที่ยง ลู่พั่นก็ไปหาซื้อของกินที่ถนนสายของกินพร้อมฝูหลิงกับแม่ยาย จากนั้นถึงช่วยหิ้วของกินไปให้ท่านย่าหม่ากับพวกลุงใหญ่
ตอนบ่ายเขากับฝูหลิงไปช่วยพ่อตาคำนวณบัญชี
ตกกลางคืนลู่พั่นนอนอ่านหนังสืออยู่ในกระโจมที่ถัดจากฝูหลิงไปสองกระโจม กระโจมที่คั่นกลางคือกระโจมของพ่อตาแม่ยาย
ซุ่นจื่อนั่งอยู่นอกกระโจม แสงจากกองไฟสาดส่องใบหน้าของเขา เขากำลังภาวนาว่าอย่าเพิ่งแจ้งให้กลับไปเลย รู้สึกเหมือนช่วงเวลาที่สบายๆ แบบนี้กำลังถูกนับถอยหลัง
หลังงานจัดแสดงสินค้าจบลง
ร้านขายหนังสัตว์หมดเกลี้ยง
หนังสัตว์ที่อยากเก็บไว้ให้ใต้เท้าผู้ว่าฯ ก็ขายหมดแล้ว
ท่านย่าหม่าเหงือกบวม ปากไม่พูด แต่ในใจร้อนในไปแล้ว
ตอนลงนามในสัญญาแล้วรับตั๋วเงินรู้สึกมีความสุขมาก แต่เดี๋ยวถึงเวลาส่งสินค้า ไอ๊หยา ไม่กล้าคิด
ฝูหลิงปลอบท่านย่า “ท่านย่า ตั๋วหนึ่งใบท่านย่ากำไรหลายพันตำลึงเกือบหมื่นตำลึงแล้ว เมื่อก่อนมีเหรอจะกล้าคิด ร้อนนงร้อนในอะไรกันล่ะ”
“ย่าไม่ได้ร้อนใน ย่าดีใจต่างหาก” ท่านย่าหม่าปากแข็ง ก็แค่พอพูดก็ปวดฟันจนน้ำลายไหล
คณะตัวแทนของแต่ละท้องที่ยังกลับกันไม่หมด แต่ขบวนของม้าพันลี้ทยอยออกจากหวงหลงไปก่อนแล้ว
ตรงประตูเมืองหวงหลงดูยิ่งใหญ่มาก ขบวนเกวียนต่อแถวกันอยู่
พวกพ่อค้าในเมืองก็เริ่มเปลี่ยนป้าย ต้องค่อยๆ ปรับ
ราคาดอกฝ้ายวันนี้ ราคาผ้าวันนี้ ราคาธัญพืชวันนี้ ราคากระดาษวันนี้…
เมืองอื่นพอชีวิตชาวบ้านกลับมาดีแล้วก็มีการปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างเงียบๆ
แต่ที่หวงหลง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของชาวบ้านกลับลดลง เปลี่ยนแปลงแบบสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ของที่อยากซื้อถูกลงกว่าเมื่อก่อน เสียเงินน้อยลง งานที่ทำได้กลับมีมากขึ้น
แสดงให้เห็นว่ายิ่งขายได้ปริมาณมาก ความต้องการแรงงานก็มีมากขึ้น
เมื่อก่อนแทบกรูกันเข้าไปแย่งงานแบกหาม แต่นั่นก็ต้องรู้จักกับคนคุมงานในจวนหรือไม่ก็พวกสวนต่างๆ รับคน ต้องรู้จักหัวหน้างานของสวนนั้น ผ่านคนแนะนำมาอีกทีกว่าจะได้เงินมาอย่างยากลำบาก
ตอนนี้งานเหนื่อยเงินน้อย ไม่มีคนไปแล้ว เพราะงานเต็มไปหมด
กระดาษรับสมัครงานแปะเต็มบนกำแพงใหญ่ของเมือง ติดตามเสาหน้าที่ว่าการเขตหวงหลง เสาสี่ด้านเต็มหมดแล้ว
เพราะแบบนี้ ขณะที่กำลังอยู่ในช่วงงานยุ่งของชาวสวน พวกลุงๆ ชาวสวนในตัวเมืองหวงหลงที่มองภาพใหญ่ออกต่างนั่งกลุ้มตอนกินข้าวอยู่ในแปลงเกษตร
ทำไมถึงบอกว่าชาวสวนในเมืองน่ะเหรอ เพราะชาวบ้านที่ไกลออกไปรู้ข่าวช้ากว่า
หวงหลงเป็น ‘ศูนย์กลางการปกครอง’
“ทำไมรู้สึกเหมือนใต้เท้าจะไม่อยู่แล้ว พอครบหนึ่งปียังจะทำงานอยู่ที่นี่อีกเหรอ”
“นั่นสิ รั้งไม่อยู่แน่ ตอนนั้นก็เป็นนายอำเภออยู่ไม่นาน ข้าว่าตำแหน่งผู้ว่าฯ ก็ทำได้อีกไม่นานหรอก”
คนไม่รู้อาจฟังแล้วเข้าใจผิดได้ ฟังเหมือนซ่งฝูเซิงคดโกงจนอยู่ไม่ได้แล้ว
“ข้าว่านะ ไม่ควรรีบเลย อย่าทำเด่นขนาดนั้น ควรจะแอบทำให้ชาวบ้านอย่างพวกเรามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบนี้ถึงจะอยู่ที่นี่ได้เก้าปีสิบปี”
“เก้าปีสิบปี ที่นี่มีอะไร เขาจะอยากอยู่เหรอ ถ้าเป็นพวกเราล่ะ” เฮ้อ เอาใจเขามาใส่ใจเราก็ทำได้ยาก คิดแทนไม่ได้
แต่พวกป้าๆ ฟังแล้วกลับไม่รู้จะด่าลุงๆ พวกนี้อย่างไรดี
ดูเจ้าซิ ทำสวนเหนื่อยจนหน้าดำ มีความสามารถแค่ระดับเอาข้าวโพดไปแลกขนมแป้งทอดเนื้อนวลกินอิ่มแค่ครึ่งท้อง ยังจะไปกลุ้มเรื่องของขุนนางอีก
ทำไมไม่กลุ้มเรื่องที่ฮ่องเต้งดเว้นเก็บส่วยจากพวกเราแค่ปีเดียวบ้างล่ะ ควรจะงดเว้นไปตลอด
เก็บความหวังดีของพวกเจ้าไว้เถอะ ข้าวยังกินไม่อิ่มท้องยังจะกล้าคุยอะไรที่ไม่มีประโยชน์พวกนั้น
ป้าที่ปากจัดคนหนึ่งเดินเข้าไป “เมาเหรอ แต่ข้าก็เห็นดื่มน้ำบ่อธรรมดา ไม่ใช่เหล้าเสียหน่อย”
พวกลุงๆ โมโห แค่บ่นสัพเพเหระก็มายุ่ง
ดึงผ้าผืนเก่าที่อยู่บนคอมาเช็ดเหงื่อ พวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร ไม่ได้ฉลาดเลยสักนิด
รู้หรือเปล่าว่าถ้าเจอขุนนางน้ำดี ให้เขาอยู่ที่นี่อีกหนึ่งปี ชีวิตพวกเราจะเป็นยังไง พวกข้ากังวลเรื่องใต้เท้าเหรอ ในความเป็นจริง พวกข้าคิดอยู่ว่าวันหน้าจะซื้อแป้งทอดเนื้อนวลเพิ่มได้เป็นสองชิ้น
ผู้ว่าฯ ซ่งที่กำลังถูกชาวบ้านบ่นถึง เวลานี้กำลังกลุ้มอยู่ที่บ้าน
เพราะหลังจากกลับมา มีคนของจวนเหยียนมาแจ้งว่า อาจารย์เหยียนพาลูกหลานที่ร่วมแต่งหนังสือไปเมืองหลวงแล้ว
อาจารย์เหยียนทิ้งจดหมายไว้ให้ซ่งฝูหลิงหนึ่งฉบับ
เขียนอธิบายในจดหมายก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หยางหมิงหย่วนถามถึงเฝ้าคิดถึงคะนึงหา หรือเรื่องที่ต่อมาฮ่องเต้สั่งให้เข้าเมืองหลวง ตอนแรกอาจารย์เหยียนอยากถามความคิดเห็นของซ่งฝูหลิงก่อน แต่ติดตรงที่ฝูหลิงไม่อยู่
ต่อมาก็แสดงความรู้สึกเสียดายในจดหมาย ใช้คำอย่างระมัดระวัง แต่ซ่งฝูหลิงก็มองออกว่าอาจารย์เหยียนรู้สึกเสียดายแทนนางที่เกิดเป็นสตรี
ไม่รู้ว่าเป็นช่วงนั้นของเดือน หรือเพราะรู้สึกเศร้าจริง อยู่ๆ ซ่งฝูหลิงก็ไปนั่งตรงหน้าเฉียนเพ่ยอิง อ่านจดหมายจบก็เบะปากร้องไห้
“ท่านแม่ ลูกเคยบอกว่า ลูกชอบเรียนหนังสือเป็นพิเศษ ไม่ได้ชอบทำงาน เมื่อก่อนลูกเฝ้ารอแต่วันหยุดยาว…
…แต่ในขณะที่ทุกคนปฏิเสธ บอกว่าเจ้าเป็นผู้หญิง ล้มเลิกความคิดไปเสีย ห้ามเด็ดขาด ลูกกลับอยากไปทำงาน…
…ลูกก็อยากทำอะไรบ้าง อิจฉาท่านพ่อ ลูกอยากไปอยู่โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน”
นับตั้งแต่ฝูหลิงมาอยู่ยุคโบราณ ความทรงจำที่ฝังลึกมากที่สุดมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือตอนพ่อแม่สร้างบ้านบนเขาให้นาง อีกความทรงจำคือตอนพ่อเข้าไปเขียนข้อความในโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน นางได้แต่ยืนมองข้อความนั้นอยู่นอกประตู
เฉียนเพ่ยอิงตกใจ รีบตบบ่าลูกสาว นึกไม่ถึงว่าอ่านจดหมายฉบับเดียวจะสะเทือนใจขนาดนี้
“ท่านแม่ ฮือ”
ซ่งฝูหลิงร้องไห้ไปร้องไห้มาก็ไม่ได้ร้องเพื่อตัวเองคนเดียวแล้ว
เพื่อท่านย่าของนาง กลายเป็นไท่กงเหรินนั่งอยู่ในร้านขนม ต่อให้ทำได้ดีแค่ไหนก็ยังถูกคนแอบนินทาอยู่ดี ถ้าไม่ติดว่าย่าของนางกล้ายืนด่าคนกลางถนน ตำแหน่งของพ่อมีอิทธิพลในท้องถิ่นมาก คุมหวงหลงอยู่หมัด เกรงว่าคงจะถูกคนนินทาไปอีกนาน
และก็เพื่อท่านแม่ของนาง เคยถูกคนหัวเราะเยาะดูถูก ไม่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ไม่อยู่บ้านสั่งสอนสาวใช้ดูแลแม่ผัว เป็นฮูหยินแต่ทำตัวไม่เหมือนฮูหยิน ทำตัวเป็นเหมือนหัวหน้าหญิงรับใช้ ดีแต่ออกไปนั่งทำบัญชีข้างนอก
เพื่อพวกผู้หญิงของเก้าสกุลที่ได้รับอิทธิพลจากนาง มักถูกคนพูดว่า ครอบครัวมั่งมีแล้วยังจะออกไปทำงานหนักข้างนอก นี่ดูก็รู้ว่าคงยากจนจนฝังรากลึกอยู่ในใจ พอรวยแล้วก็ยังอยู่ว่างไม่ได้
คนข้างนอกวิจารณ์ว่าครอบครัวซ่งของนางไร้เกียรติ นินทากันมากสุดก็เรื่องพวกนี้
เป็นผู้หญิงแล้วอย่างไร
เกิดเป็นผู้หญิงที่นี่ก็สมควรอยู่บ้านเลี้ยงลูก ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกหาว่านอกคอก
ซ่งฝูเซิงกับลู่พั่นที่อยู่ด้านนอกยืนฟังกันอยู่
ลู่พั่นอุตส่าห์ได้รับอนุญาตจากพ่อตาทั้งที ให้เข้ามาดูห้องของฝูหลิงได้ เพราะเขาเพิ่งได้รับแจ้งว่า ทหารตระกูลลู่ออกเดินทางจากทางใต้กำลังจะถึงที่ประจำการ เขาต้องไปแล้ว
แต่กลับไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงร้องไห้ของฝูหลิง ที่ปกติเป็นคนไม่ขี้แย
พอซ่งฝูเซิงได้ยินเสียงร้องก็ปวดใจ
เขารู้สาเหตุที่ลูกสาวเสียใจขนาดนี้ เป็นเพราะครั้งนี้ต่างจากปกติ ฮ่องเต้รู้พวกเรื่องที่ลูกสาวของเขาทำแล้ว แตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น แต่กลับไม่มีเอ่ยถึง
คนที่มีอำนาจสูงสุดของรัชสมัยนี้ไม่แสดงท่าทีอะไร นั่นก็หมายความว่าผู้หญิงอยากทำงานบริหารบ้านเมืองน่ะเหรอ ไม่มีทาง ลูกสาวของเขาก็เลยสิ้นหวังขึ้นมาทันที
ซ่งฝูเซิงกับลู่พั่นปรากฏตัวพร้อมกัน
ซ่งฝูหลิงรีบเช็ดน้ำตาแล้วยืนขึ้น รู้สึกอาย “ท่านพ่อ มากันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ลูกไม่เป็นไร”
ยิ่งซ่งฝูหลิงตอบง่าย ซ่งฝูเซิงกับลู่พั่นก็ยิ่งรู้สึกแย่