ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 869 ร้องไห้เสียบ้างยิ่งมีความสุข
ตอนที่ 869 ร้องไห้เสียบ้างยิ่งมีความสุข
พอเห็นสีหน้าอารมณ์ไม่ดีของลูกสาว เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูเซิงรู้งาน ขอตัวออกไปก่อนเพื่อให้หนุ่มสาวสองคนได้คุยกัน
บางทีเขาอาจอารมณ์ไม่ดีเหมือนกันด้วย
ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร จึงโยนขี้ไปให้ลู่พั่น
แต่เฉียนเพ่ยอิงเอาใจใส่ คิดดูแล้วกัน เหล่าซ่งไม่ทำงาน พาลู่พั่นมาก็ไม่บอกสักคำ
คนเป็นแม่ ก่อนออกไปได้อธิบายให้ลู่พั่นฟัง
“ดูสิ นางยังร้องไห้ด้วย เพราะพ่อชอบตามใจ…
…อันที่จริงมันมีเรื่องที่ถูกใจเราไปเสียทั้งหมดที่ไหนกัน…
…เกิดเป็นมนุษย์ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ที่สูงสุดที่สุดในแผ่นดิน หรือเป็นองค์หญิง ต่างก็มีเรื่องลำบากใจทั้งนั้น ใช่ไหมล่ะ”
เฉียนเพ่ยอิงโยนข้อกล่าวหาชอบตามใจลูกให้เหล่าซ่ง
“หมินหรุ่ย แม่จะพูดตามตรงแล้วกัน…
…ตอนที่พ่อยังเป็นนายอำเภอ ฝูหลิงเข้าไปยุ่งได้ทุกเรื่อง ตามติดไปทุกที่ แอบช่วยทำงานอยู่ไม่น้อย…
…คนอื่นยังได้เงิน นางไม่ได้สักเหวินเดียวก็ยังมีความสุขมาก…
…เจ้าก็ต้องยอมรับนะว่า นางก็มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพวกเจ้าหน้าที่ ก็เลยมีความคิดอยากทำงานอยู่ตลอด…
…เจ้าอาจไม่ค่อยเข้าใจ เป็นผู้หญิงทำไมถึงได้มีความคิดแบบนี้…
…แต่ครอบครัวเราไม่เหมือนครอบครัวอื่น แม่กับพ่อมีลูกอยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียวกับเลี้ยงลูกหลายคนอาจไม่ค่อยเหมือนกัน การอบรมสั่งสอนสำหรับเด็กผู้ชายก็มาตกอยู่ที่นางด้วย…”
เรื่องทำงาน เข้างานเลิกงาน ถูกเฉียนเพ่ยอิงอธิบายจนเข้าใจ ลู่พั่นเจ้าต้องเข้าใจ ครอบครัวเรามีลูกสาวอยู่คนเดียว
หากลู่พั่นไม่ใช่คนที่มีความพิเศษ หากคุณชายจวนผู้สำเร็จราชการ ไม่ได้ชอบทำอะไรด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เขาก็ไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมซ่งฝูหลิงต้องร้องไห้ ไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรคือความชื่นชอบความสนใจ
เขาเข้าใจโดยมองจากตัวเอง ความสนใจไม่เกี่ยวกับสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย
หลังจากได้รู้จักฝูหลิง เขายิ่งเข้าใจว่าความสนใจไม่เกี่ยวกับเพศ
ความสนใจคือความชื่นชอบที่มาจากใจ ขอแค่ตัวเองมีความสุขก็พอ
หากซ่งฝูเซิงไม่ชอบใช้ศัพท์ประหลาดอยู่บ่อยๆ เอาแค่คำว่า ‘เข้างาน’ ก็ดึงดูดความสนใจของลู่พั่นได้แล้ว
แต่เพราะมีซ่งฝูเซิงอยู่
เขาเข้าใจแม้กระทั่งความหมายของงานจัดแสดงสินค้า แล้วยังจะมีอะไรที่เขาเดาไม่ได้อีก
รวมถึงคำพูดของท่านย่าหม่าด้วย พอคำศัพท์แปลกๆ หลุดออกมาบ่อยเข้า ลู่พั่นก็อาศัยการเดาล้วนๆ แถมยังเดาได้ถูกต้อง ชินนานแล้ว
“ท่านแม่ยายวางใจได้ ข้าเข้าใจ”
“ได้ เช่นนั้นคุยกันไปนะ แม่จะไปดูกับข้าวหน่อย”
เรือนด้านหน้า
อยู่ๆ ซ่งฝูเซิงก็เป็นห่วงเฉียนเพ่ยอิง “แม่ต้องทำตัวเป็นผู้หญิงในยุคนี้ รู้สึกอัดอัดด้วยใช่ไหม”
เฉียนเพ่ยอิงส่ายมือ นางพอไหว
ตอนนางเป็นคนสมัยนั้นก็ชินแล้ว เป็นแค่อิฐก้อนหนึ่ง ที่ไหนต้องการก็ย้ายไป
ตอนที่ครอบครัวฐานะไม่ดี นางก็ออกไปทำงานกับสามีช่วยกันหาเงิน
พอมีลูก ถ้านางหาเงินได้น้อยก็จะเอาแรงไปทุ่มเทให้ลูกมากหน่อย
ลูกเรียนหนังสือ เรียนพิเศษ รับส่ง สามีก็ยังอยู่ในช่วงที่ริเริ่มกิจการ ไม่มีเวลาสนใจครอบครัวหรือแม้แต่สุขภาพตัวเอง นางก็ต้องเสียสละเพื่อลูกมากกว่าสามีเป็นธรรมดา
นางไม่ได้คิดเรื่องงานของตัวเองมากนัก เพราะสถานการณ์มันบีบบังคับ มันต้องมีสักคนที่ยอมถอยเพื่อครอบครัวอยู่แล้ว
ไม่อย่างนั้นชีวิตครอบครัวจะดำเนินไปตามปกติไม่ได้
พอลูกโตแล้ว ไม่ต้องให้นางไปรับ-ส่ง สามีก็ตั้งหลักได้แล้ว นางค่อยออกไปทำงาน
ส่วนตอนนี้ มันผ่านมานานหลายปีแล้ว พอเห็นพวกคนที่เมื่อก่อนทำงานสู้นางไม่ได้ แต่พอนางออกมาดูแลครอบครัว คนเหล่านั้นก็ทุ่มเทให้การทำงานมากยิ่งขึ้น เจริญก้าวหน้ากว่านาง ตำแหน่งสูงกว่านาง ในใจของนางก็รู้สึกสมดุลแล้ว
รู้สึกสมดุลที่คนเหล่านั้นทุ่มเทให้กับงาน หรือมีความทะเยอทะยาน ใช้ความพยายามให้มากขึ้น
ไม่อย่างนั้นจะทำไงได้ มีสูญเสียก็ต้องมีได้
ดังนั้นเรื่องพวกนี้เป็นประสบการณ์ที่นางผ่านมา แถมอายุนางก็ขนาดนี้แล้ว
พอมาอยู่ที่นี่ก็เท่ากับมาร่วมสร้างฐานะกับสามีอีกรอบ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร พอไหว เคยชินกับสภาพนี้แล้ว
ก็แค่ในยุคปัจจุบัน คนรุ่นนางส่วนใหญ่ก็ยินดีถอยเพื่อครอบครัว คนแต่ละยุคนิยามความสุขไม่เหมือนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความคิดในด้านการทำงาน
แต่ฝูหลิงไม่ใช่ ฝูหลิงไม่เคยผ่านเรื่องพวกนี้ เด็กเกินไป ยังมีความทะเยอทะยานสูงอยู่
และก็เพราะการศึกษาที่เด็กรุ่นฝูหลิงได้รับไม่เหมือนกับรุ่นของนาง สภาพแวดล้อมวัฒนธรรมที่อยู่ก็ให้การอธิบายคำว่าแม่บ้านแม่เรือนไม่เหมือนกัน
เด็กยุคใหม่มักพูดว่า ต้องสร้างชีวิตของตัวเอง พูดถึงสิทธิ์ของผู้หญิง ความเท่าเทียมของชายหญิง อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทัดเทียมกัน
อำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทัดเทียมกันก็คือ มีสิทธิ์ในการหางานที่เหมือนผู้ชาย ผู้ชายทำอะไรได้ ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะครอบครัวหรือการงาน ผู้ชายแบกรับหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวได้ ทำอย่างอื่นได้ ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน จะมาบอกว่าได้สิทธิ์เหมือนกัน แต่การเสียสละต่างกัน แบบนั้นมันไม่เสมอภาค
ลูกสาวนางได้รับการบ่มเพาะทางวัฒนธรรมมาแบบนี้ แถมยังเป็นเด็กที่อ่านหนังสือมามาก โลกทัศน์เปิดกว้าง พอมาอยู่ยุคโบราณ ยิ่งเติบโตก็ยิ่งมีข้อจำกัดมากมาย ก็เลยรับไม่ได้
พอซ่งฝูเซิงฟังเฉียนเพ่ยอิงพูดจบก็ตีมือเฉียนเพ่ยอิงเบาๆ “เฮ้อ คงต้องรอนางตกผลึกเองล่ะนะ”
ลูกสาวอยากไปทำงานแบบจริงจัง แต่เขากลับสานฝันให้ไม่ได้
มันไม่ใช่เรื่องแค่ว่าจัดหาตำแหน่งงานให้ เขาดูแลลูกน้องตั้งมากขนาดนั้น มีเหรอจะหาตำแหน่งลงให้ไม่ได้
ก็แค่หลังจากที่หาตำแหน่งลงให้แล้วมันจะเกิดความคิดเห็นขัดแย้งกันยกใหญ่
ถึงแม้รัชสมัยนี้จะมีขุนนางหญิง แต่ขุนนางหญิงในรัชสมัยนี้ก็โดนดูถูก ดูแปลกแยก
แค่คิดดูก็รู้ว่า ไม่ต้องเอาถึงพระชายากลายเป็น ‘ขุนนางหญิง’ ในสายตาคนอื่น เอาแค่บุตรสาวครอบครัวผู้ว่าฯ เป็น ‘ขุนนางหญิง’ คนอื่นไม่มีทางฟังเจ้าอธิบายและก็ไม่มีทางทำความเข้าใจว่าขุนนางหญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า มีแต่จะหาว่าไม่ดี ไม่รู้จักทำตามธรรมเนียมคนปกติ
แอบทำงานบางอย่างอยู่บ้างไม่เท่าไร อย่างเพ่ยอิง ช่วยเขาทำอะไรก็ช่วยได้ อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
แต่สิ่งที่ลูกสาวต้องการคือเปิดเผยจริงจัง แต่การทำอย่างเปิดเผยก็เท่ากับต้องประกาศออกไปแล้ว
เขาซ่งฝูเซิง ไม่กลัวคนอื่นต่อว่าตัวเอง แต่เขาไม่อยากให้ลูกสาวถูกคนนั้นคนนี้เอาไปนินทาอยู่บ่อยๆ
ใช่ ขอเพียงแต่มีผลงานก็จะไม่มีทางโดนดูถูก เวลาจะพิสูจน์ทุกอย่าง
แต่ปัญหาก็อยู่ตรงนี้ เวลา
ในระหว่างที่ใช้ความพยายามอยู่นั้นก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปสารพัดแล้ว คนเป็นพ่ออย่างเขาไม่อยากให้ลูกสาวเจอเรื่องแบบนี้ น้ำลายคนขี้นินทาก็ทำคนตายได้
อีกทั้ง ใช่ มันก็ต้องมีผู้หญิงที่กล้าก้าวออกมาก่อน พิสูจน์บางอย่างเพื่อผู้หญิงเหมือนกัน ต่อสู้ดิ้นรน แต่ในประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างกวีหญิง มีกี่คนที่ลงเอยด้วยดีโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไร แค่เขียนสองประโยคท้าทายสังคมชายเป็นใหญ่ นั่นก็เท่ากับต่อต้านทั้งหมดแล้ว นี่คือสังคมศักดินาที่ก่อเกิดเป็นรูปแบบมั่นคงมานานแล้ว
เขาเห็นแก่ตัว คนเป็นพ่อไม่อยากเห็นลูกสาวเป็นบุคคลนั้นคนแรก
อะไรที่ครอบครัวเขาทำได้ก็ทำหมดแล้ว ซ่งฝูเซิงเกลียดเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก อย่าเอาครอบครัวเขาไปแขวนแล้วอ้างเรื่องศีลธรรมจรรยา ต่อให้แขวนก็แขวนได้แค่เขา อย่ามายุ่งกับคนในครอบครัว พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา
ขณะเดียวกันลู่พั่นก็กำลังก้มตัวหลังค่อม เอาหน้าผากชนกับฝูหลิง
“นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นเจ้าร้องไห้เหมือนลูกแมว”
ใบหน้าของฝูหลิงยังมีคราบน้ำตาอยู่ นางยิ้มพลางพูด “ข้าจะควบคุมตัวเอง”
อันที่จริงไม่ต้องให้ใครปลอบ นางก็รู้ดีแก่ใจว่ามันได้แค่นี้
ต่อให้ไม่ได้ทะลุมิติมาที่นี่ก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ได้ผ่านการอ่านหนังสือ ดูอย่างเป่าอวี้[1] ที่อ่อนแอจะตายยังเป็นขุนนางได้ สกุลจย่ามีผู้หญิงตั้งกี่คนที่เก่งกว่าเขา แต่กลับไม่ได้ ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น
นางร้องไห้ก็แค่เพราะคุยกับแม่ส่วนตัวอยู่ๆ ก็อยากร้องไห้
ผู้หญิงร้องไห้ต้องการเหตุผลด้วยเหรอ ยังต้องบรรลุวัตถุประสงค์อะไรด้วยเหรอ ต้องมานั่งฟังหลักการบ้าบออะไรด้วยเหรอ
ไม่จำเป็น เข้าใจทุกอย่าง แต่ก็ห้ามน้ำตาไม่อยู่
“เรื่องที่เจ้าทำได้ยังมีอีกมาก” ลู่พั่นพูด
“นั่นสิ ข้ายังต้องเรียนมารยาทอีก”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องมารยาท เรียนของพวกนั้นทำไม แต่หมายถึงหลังแต่งงาน ข้าจะทำอะไรก็พาเจ้าไปด้วยได้”
ความอธิบายไม่เก่งของลู่พั่นเริ่มทำให้ฝูหลิงจินตนาการไปไกล
ฝูหลิงฟังจนรู้สึกว่า นี่นางต้องไปลำบากลาดตระเวนกับลู่พั่นปีละสองสามเดือนเหรอ เช่นนั้นไม่สู้นางนอนอยู่บ้านดีกว่า
[1] ตัวละครจากวรรณคดีจีนโบราณเรื่องความฝันในหอแดง