ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 867 ถ่อมตัวจนสะเทือนแผ่นดิน
ตอนที่ 867 ถ่อมตัวจนสะเทือนแผ่นดิน
นี่เพิ่งวันแรก จัดยาวต่อเนื่องสี่วันจะเป็นอย่างไร
อีกทั้งของราคาแพง อาทิ หินซงฮวา ก็ยังไม่ได้มีการเจรจาซื้อขาย
ถ้าซื้อขายสำเร็จเมื่อไร ยอดรวมการค้าก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรืออาจจะหลายเท่าตัว
ถึงแม้อัครเสนาบดีลู่จะไม่เคยบอกหลานชายว่าราชสำนักเก็บส่วยในแต่ละปีได้เท่าไร แต่ลู่พั่นก็พอจะเดาได้
สาเหตุที่ลู่พั่นตะลึง เป็นเพราะเขากำลังคำนวณส่วยที่เก็บได้อยู่ในใจ
ดูฐานะของครอบครัวเขาเสียก่อน ต่อให้ท่านปู่ไม่บอก เขาก็รู้เรื่องที่คนอื่นไม่อาจรู้ได้ ในจวนเขามีรายงานฉบับย่อของปีเก่า จึงรู้ความเป็นไปของราชสำนักนี้ดี
รัชสมัยนี้ ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดแต่ละปีเก็บส่วยได้ประมาณสิบล้านตำลึง
ช่วงที่ไม่หวือหวาได้ประมาณสี่ล้าน จนมาถึงช่วงวุ่นวายก็อลหม่านไปหมด
ตอนนี้เพิ่งรวมแผ่นดินได้ไม่นาน พระคลังหลวงร่อยหรอ ฮ่องเต้งดเว้นการเก็บส่วยจากชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์จากสงครามมาหลายปีเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อให้ชาวบ้านได้ตั้งตัวกัน
ได้ ต่อให้ไม่งดเว้นการเก็บส่วย ไม่ให้โอกาสชาวบ้านได้หายใจหายคอ ปีนี้เก็บส่วยตามปกติ
และต่อให้ตอนนี้ยังรวมแผ่นดินไม่ได้ ยังคงคำนวณจากเก็บส่วยได้สี่ล้านแบบในยามปกติ มีทั้งหมดสิบเจ็ดมณฑล ทุกปีแต่ละมณฑลมีหน้าที่ต้องเก็บส่วยให้ได้สองแสนกว่าตำลึง
ต้องรู้ก่อนว่าสถานการณ์ของแต่ละมณฑลไม่เหมือนกัน ฮ่องเต้ย่อมให้ความคาดหวังที่แตกต่างออกไป
ควรจะอธิบายอย่างไรดีล่ะ นี่ก็เหมือนกับครอบครัวชาวบ้าน มี ‘ลูกชาย’ สิบเจ็ดคน มอบหมายภารกิจให้โดยดูตามทำเล สภาพอากาศ เป็นต้น
ลูกชายคนโตต้องเพาะปลูกให้ดี ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเงินให้ ลูกชายคนรองต้องฟื้นฟูฐานะ ลูกชายคนสามต้องออกทะเลบ่อย ลูกชายคนสี่ต้องผลิตน้ำมันให้ได้เยอะๆ
เหมือนอย่างหวงหลง จัดอยู่ในประเภท ‘ลูกชาย’ ที่ได้รับการสนับสนุน ในหนึ่งปี ที่นี่หนาวเกินครึ่งปี หนาวจนคนไม่อยากออกจากบ้าน แล้วจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร จึงไม่ได้คาดหวังว่าหวงหลงจะเก็บส่วยได้ถึงสองแสนกว่าตำลึง
ยกอีกตัวอย่าง ได้ ต่อให้ไม่ได้ถูกสนับสนุน ต่อให้พ่อตาของเขายังคงตั้งเป้าเก็บส่วยให้ได้สองแสนกว่าตำลึง เอาแค่งานจัดแสดงสินค้าในวันนี้วันแรกก็ทำได้แล้ว
แต่ว่าปีนี้งดเว้นการเก็บส่วย พ่อตาของเขากลับทำได้
ต่อให้ไม่งดเว้นเก็บส่วยก็ยังไม่ถึงช่วงที่ต้องจัดเก็บส่วยอยู่ดี ยังไม่ถึงช่วงที่ชาวบ้านต้องจ่ายเสบียงอาหารจ่ายส่วยหรือเก็บเงินชาวบ้านคนละเหวิน พ่อตาของเขากลับทำได้แล้ว
ซ่งฝูหลิงถือแผ่นนมที่กัดไปครึ่งหนึ่ง ชะโงกหน้าเข้าไปดูเอง
พอเห็น นางก็ตกใจเกือบสะอึก
“นี่พ่อข้าขายอะไรเนี่ย เพิ่งวันแรกเองนะ”
ลู่พั่นตอบไม่ได้ หนังสือสัญญาอยู่ตรงนั้น มีเขียนจำนวนเงินเป็นลายลักษณ์อักษร กว่าครึ่งเป็นการค้าของทางที่ว่าการเขตหวงหลงเอง
แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ขนาดแค่ถั่วเหลือง พ่อตาของเขายังขายได้มีราคา แค่คิดก็รู้ถึงขายอย่างอื่นแล้ว
ขณะเดียวกันลู่พั่นก็สงสัย นอกจากเงินกว่าครึ่งที่เป็นของที่ว่าการเขตหวงหลงแล้ว วันเดียวก็เก็บส่วยของทั้งปีมาได้ พวกกิจการอย่าง ม้าพันลี้ พริก เป็นต้น พ่อตาของเขาได้กำไรในนามส่วนตัวบ้างหรือเปล่า
“ซื้อล่อมาเยอะขนาดนั้น ระหว่างทางมีสาขาย่อย ฝูหลิง ครอบครัวเจ้าติดค้างเงินบ้างหรือไม่”
คำว่า ‘ติดค้าง’ มีความหมายมากมาย
เป็นต้นว่า แอบเอาเงินที่บอกไม่ได้มาใช้ ไปกู้ยืมเงินที่ร้านรับฝากเงิน ขอยืมจากเศรษฐีท้องถิ่น วิธีของเจ้าหน้าที่ทางการมีมากมาย
ลู่พั่นอยากรู้ว่าก่อนหน้านี้พ่อตาซื้อทรัพย์สินตั้งมากขนาดนั้น มีรูรั่วทางการเงินบ้างหรือเปล่า
หากมี หากงานจัดแสดงสินค้าครั้งนี้จบลงแล้วยังอุดรูรั่วไม่ได้ เขาก็จะเพิ่มเงินสินสอดให้ฝูหลิง
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่พั่นถามคำถามเปราะบางกับฝูหลิงเรื่องมีปัญหาทางการเงินหรือไม่
เขาเป็นแฟนหนุ่มขอสืบเรื่องฐานะของครอบครัวแฟนสาว บ้านเจ้ามีเงินเก็บเท่าไร
ฝูหลิงต้องตั้งใจตอบอยู่แล้ว พูดอย่างจริงใจ “ไม่มีติดค้างเงิน”
คิดๆ แล้วก็ตอบอย่างกระอักกระอ่วนนิดหน่อย
“แต่บ้านข้าก็ไม่ได้มีเงินมากนัก เงินที่หาได้ในช่วงหลายปีนี้ก็เอาไปลงกับสิ่งที่เจ้าเห็นหมดแล้ว เพราะไม่อยากติดค้างเงินใคร ครอบครัวข้าถึงได้ไม่ค่อยมีเงิน”
ลู่พั่นนั่งหันหน้าเข้าหาฝูหลิง ในดวงตามีรอยยิ้ม
มีอะไรให้น่ากระอักกระอ่วน
ครอบครัวเจ้าเพิ่งมาได้กี่ปี
เจ้ายังอยากจะให้พ่อเจ้าหาเงินอย่างไรอีก
เจ้ารู้ไหม ตอนนี้เจ้าบอกข้าว่าไม่มีติดค้างเงิน แค่ไม่ติดค้างข้าก็รู้สึกว่ามหัศจรรย์มากแล้ว
“เช่นนั้นกิจการพวกนี้ในตอนนี้ล่ะ ครอบครัวเจ้าได้ส่วนแบ่งหรือเปล่า ข้าไม่ได้หมายถึงซ่งเก้าสกุล เอาแค่บ้านเจ้า หลังจบงานครั้งนี้บ้านเจ้าจะมีเงินเข้าหรือไม่”
ซ่งฝูหลิงนับนิ้วแล้วตอบลู่พั่นว่ามี ได้หมด อีกทั้งบ้านนางได้เยอะด้วย อ้อ จริงสิ เสร็จงานครั้งนี้บ้านนางก็มีเงินก้อนใหญ่แล้ว
ในใจของลู่พั่นไม่รู้ว่าควรชมพ่อตายังไงแล้ว
พ่อตาของเขาไม่ได้ทำอย่างที่ชาวบ้านมักดูถูกว่า เป็นขุนนางสามปี เดี๋ยวเงินแสนก็ลอยมา
ไม่ได้อาศัยการกดขี่ ไม่มีเรื่องวุ่นวายที่ต้องให้เขาช่วยออกหน้า เลื่อนตำแหน่งแบบก้าวกระโดดอย่างใสสะอาด
ถ้าคำนวณจากที่เมื่อครู่เขาคิดบัญชี และฝูหลิงบอกว่าบ้านนางจะได้เงินก้อนใหญ่ พ่อตาของเขาไม่ถึงสามปี ไม่สิ แค่งานจัดแสดงสินค้าครั้งนี้ครั้งเดียวก็ได้เงินแสนลอยมาอย่างไม่ต้องรู้สึกละอายใจแล้ว
“พ่อตามีชุดรองขุนนางขั้นสามใช่ไหม”
ซ่งฝูหลิงตอบมี
ส่วนซ่งฝูเซิงที่อยู่ข้างนอกก็รู้สึกร้อนที่หูมาก
ใคร ใครแอบนินทาเขาลับหลัง
คงไม่ได้มีคนจ้องเงินของเขาอยู่ใช่ไหม
ซ่งฝูเซิงเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาในกระโจม
“อะแฮ่ม!” พอเข้ามาเขาก็กระแอมหนึ่งที
จำต้องส่งเสียงเตือนหน่อย ทำอะไรกันอยู่ ข้างนอกแผ่นนมเยอะแยะ ลู่หมินหรุ่ย ถ้าเจ้าอยากกินก็ไปขอที่ย่า จะกัดจากในมือลูกสาวข้าทำไม
ลู่หมินหรุ่ยหูแดงขึ้นมาทันที รีบยืนขึ้น ปากอมแผ่นนมที่กัดมา ขยับตัวออกห่างจากฝูหลิงหน่อย
ซ่งฝูเซิงเหล่มองเขา เหล่อีกรอบ
จากนั้นถึงพูดกับฝูหลิง “พ่อไม่สะดวกออกไป เจ้าไปบอกลุงใหญ่หน่อยว่าขายอีกไม่ได้แล้ว พริกของหน้าร้อนนี้ไม่มีแล้ว พวกเราต้องเก็บไว้เองด้วย หน้าหนาวยิ่งรับยอดสั่งไม่ได้ ต้องสร้างโรงเรือนปลูก พวกเราขายราคาต่ำไปมันไม่เหมาะ”
ฝูหลิงพยักหน้าแล้วออกไป
ลู่พั่นมองตามหลังฝูหลิง พูดเตือนซ่งฝูเซิง “ท่านพ่อตา ท่านควรเตรียมที่ดินแถวชานเมืองของเมืองหลวงได้แล้ว” เตรียมไว้ก่อนจะได้ไม่ฉุกละหุก
พูดถึงเรื่องนี้ มุมปากของซ่งฝูเซิงก็ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
นึกไม่ถึงว่ายอดซื้อขายสินค้าจะมากมายขนาดนี้
นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่กล้าคิดตั้งแต่ก่อนจัดงาน
เวลานี้ในใจของซ่งฝูเซิงรู้ถึงความหมายในคำพูดของลู่พั่นดี
อืม จัดการเสร็จแล้ว ทางด้านนี้ทิ้งแผนจัดการไว้ให้ทำงานกันเป็นขั้นเป็นตอน อย่าเห็นว่าเหมือนเขาจะเพิ่งทำงานได้ไม่นาน ดีไม่ดีหลังจากฮ่องเต้ทราบอาจต้องการย้ายเขาไปจริงๆ ก็ได้
ช่วยไม่ได้ คนเก่งอย่างเขา อัจฉริยะที่มีประสบการณ์ปกครองท้องถิ่น ขุนนางระดับล่างที่เคยเดินเข้าหาชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นคนมีความสามารถที่เดิมทีสอบจอหงวนเสร็จควรได้เข้าไปอยู่ในสำนักฮั่นหลิน พูดอะไรก็ไม่ใช่ว่าเลื่อนลอย กำลังขาดแคลนคนแบบนี้
อีกทั้งถ้าไปจากที่นี่ได้อย่างราบรื่น ย้ายเข้าเมืองหลวง และยังเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาในตอนนี้ด้วย
แบบนั้นพอลูกสาวเขาออกเรือน เขาก็ยังจะได้อยู่ข้างกายลูกสาว
แต่ซ่งฝูเซิงกลับทำเป็นถ่อมตัวต่อหน้าลู่พั่น ตราบใดที่ยังไม่มีราชโองการ ทุกอย่างก็เป็นสิ่งไม่แน่นอน จะได้ไม่เสียหน้าภายหลัง
“ไม่รีบ ถ้าไม่ติดว่ามีเจ้ากับฝูหลิง หึ ข้าอยู่ที่นี่ทั้งชีวิตก็ยังได้”
พูดจบก็เดินออก
ไม่รีบกับผีสิ
ในความเป็นจริง ซ่งฝูเซิงได้ฝากเหล่าชุยให้ช่วยซื้อที่ ที่ดินในเมืองที่เหล่าชุยอยู่ถือว่าไม่ไกลจากเมืองหลวง ราคาก็ถูก สรุปว่าคุ้มเกินราคา
นอกจากนี้เขาก็รู้ว่าหัวหน้าหลัวเตรียมเขียนฎีกาถึงฮ่องเต้แล้ว
รอแค่งานแสดงสินค้าจบลง รายงานยอดทั้งหมดเบ็ดเสร็จให้ฮ่องเต้ได้ทราบ
ซ่งฝูเซิงพอใจในการทำงานของหัวหน้าหลัวมากพอควร
เรื่องบางอย่างจะชมตัวเองไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ
แต่ถ้าคนอื่นชมมันก็ไม่เหมือนกันแล้ว
ทางที่ดีคนอื่นชมเสร็จ พอฮ่องเต้ถามก็แสดงออกว่า
เฮ้อ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฝ่าบาท กระหม่อมกินเงินหลวง นี่คือสิ่งที่กระหม่อมสมควรทำแล้วมิใช่หรือ มีอะไรน่ารายงานด้วย
หากกระหม่อมรู้ว่าหัวหน้าหลัวชอบทำเกินหน้าที่เช่นนี้ กระหม่อมจะห้ามเขาไม่ให้รบกวนพระองค์
จากนั้นก็ส่งเงินส่วยให้ทางราชสำนัก แค่นี้ก็จบ