ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 884-1 สมบทบาท
ตอนที่ 884-1 สมบทบาท
รอยยิ้มของแม่สามีชุ่ยหลานหยุดชะงัก ยกชาขึ้นมาจิบไม่หยุด
พวกญาติๆ สกุลโจวที่ตามมาก็ยิ้มแห้ง ไม่รู้ว่าควรพูดต่ออย่างไร
ไม่ว่าท่านย่าหม่าจะพูดอะไร พวกนางนั่งอยู่ขอบเตียง ยังมีบางคนที่นั่งบนเก้าอี้ มีแต่จะตอบว่า “อืมๆ เป็นเช่นนั้น ท่านพูดถูก”
เก่อเอ้อร์นิวยิ้มพลางพูด “แม่สามีชุ่ยหลาน น้ำชาเป็นอย่างไรบ้าง”
ครั้งนี้สะใจจริงๆ นางหายแค้นขึ้นมาบ้าง ตอนนี้น้องสะใภ้ร้ายกาจกว่านางอีก
น้ำชาน่ะ อย่าว่าแต่เป็นชาอวิ๋นอู้เลย ตอนนี้ต่อให้เอาสารหนูให้คนพวกนี้กินก็ไม่รู้รสชาติหรอก เพราะใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับการจิบชา
อีกทั้งถ้ารีบดื่มอึกใหญ่ก็กลัวครอบครัวซ่งจะมาเติมชา จิบเอานิดหน่อย แต่ถ้วยก็ไม่ได้ใหญ่ ต่อให้พวกนางค่อยๆ จิบ แต่แปบเดียวก็หมดแล้ว
พวกป้าๆ น้าๆ สกุลโจวรีบพยักหน้า “ชาดี มีรสหวานกลมกล่อม พวกเราอายุขนาดนี้ยังไม่เคยดื่มมาก่อน” มองทางท่านย่าหม่า “เป็นเพราะได้อาศัยวาสนาของท่าน”
แม่สามีของชุ่ยหลานรู้ว่าเลี่ยงต่อไปไม่ได้แล้ว ชัดเจนมาก ครอบครัวซ่งไม่พอใจนาง คิดจะกลบเกลื่อนว่าเข้ากันได้ดีเกรงว่าจะเป็นการฝืนน่าดู
ควรพูดขอโทษก็ต้องพูด
แต่จะให้ยอมรับว่านางเป็นยายแก่เลอะเลือนแบบที่ท่านย่าหม่าพูด ชีวิตนี้นางคงทำไม่ได้ ยิ่งไม่มีทางยอมรับว่าให้สาวใช้หญิงรับใช้คอยจับตาดูชุ่ยหลาน
แม่สามีของชุ่ยหลานวางถ้วยชาลง ทันใดนั้นได้พูดกับ เก่อเอ้อร์นิว ท่านย่าหม่าและพวกยายๆ ที่นั่งอยู่บนเตียง
“ธรรมเนียมเป็นเรื่องการปฏิบัติของแต่ละครอบครัว…
…บ้านข้ามีจุดที่ทำเสียมารยาทไป ข้าอยากอธิบายให้พวกท่านฟังมาตลอด…
…เพราะแบบนี้ พี่สะใภ้ พี่ๆ น้องๆ ของข้าถึงได้มาในวันนี้ ก็เพื่อมาขอโทษ”
เมื่อพบว่าไม่มีใครพูดแทรกอะไร แม่สามีของชุ่ยหลานก็ยิ้มพลางพูดต่อ
“เรื่องอะไรน่ะเหรอ ก็เรื่องที่ชุ่ยหลานกลับบ้านวันนั้น สกุลโจวของพวกเราทำไม่ถูก ต้องขอโทษจริงๆ…
…ตอนนั้นพวกท่านจะไปแล้ว พวกเรามีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน ไม่มีอะไรที่จะแน่นแฟ้นไปกว่านี้อีกแล้ว…
…พูดตามตรง ต่อให้ไม่ใช่เพื่อชุ่ยหลาน ไม่ใช่วันกลับไปเยี่ยมบ้านก็ควรจะมาเยี่ยมพวกท่านบ่อยๆ ในช่วงที่พวกท่านยังไม่ออกเดินทาง พวกเราอายุปูนนี้แล้ว ยามว่างก็ควรจะพบปะพูดคุยกัน…
…แต่ช่วงหลายวันนั้นประจวบเหมาะเหลือเกินที่หลานชายคนโตของข้าป่วย ไอ๊หยา เด็กป่วยเอาแต่ร้องไห้ คนทั้งบ้านก็ร้อนใจ…”
ตอแหลทั้งนั้น เจ้าเลิกพูดเถอะ นี่มันผ่านไปกี่ปีแล้ว อธิบายไปเพื่ออะไร
อีกอย่าง ใครเขายกเรื่องในอดีตมาถือสาหาความ ไม่มีประโยชน์
ชุ่ยหลานเป็นสะใภ้สกุลโจว อีกทั้งยังตั้งท้องแล้ว ยิ่งต้องอดทน ยอมรับ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันให้ได้ พวกเราคนสกุลซ่งต้องการอนาคตจากคนสกุลโจว
วันหน้าอย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนั้น อย่าทำเรื่องที่น่าขยะแขยง วันหน้าจะได้ไม่เหมือนตอนนี้ที่ต้องมานั่งขอโทษหน้าเสียอยู่ในบ้านของพวกเรา
ด้านบนเป็นความคิดของเก่อเอ้อร์นิว นางก็แค่อยากให้ลูกสาวของนางมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข
ส่วนท่านย่าหม่าคิดไม่ค่อยเหมือนเก่อเอ้อร์นิว
ท่านย่าหม่าเหลือบมองชุ่ยหลานที่นั่งอยู่ข้างยายหวัง คิดในใจ
เห็นแก่ที่เจ้าแซ่ซ่ง สกุลซ่งของเราไม่ยอมให้ใครมารังแก วันนี้ข้าที่เป็นอาสะใภ้เลยช่วยออกหน้าให้
อะไรที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ขู่ได้ก็ขู่ ช่วยหนุนหลังให้เจ้าในครั้งนี้
แต่หลังจากนี้ถ้าเจ้ายังสู้ด้วยตัวเองไม่ได้อีก เช่นนั้นก็ยอมรับชะตากรรมไปแล้วกัน ไม่มีใครมานั่งสอนเจ้าใช้ชีวิตทีละขั้นตอนได้หรอก
ตอนนั้นทำฝูลู่หลานชายคนโตของนางโมโหมาก พอน้องสาวแต่งเข้าสกุลโจวก็โดนตั้งกฎ ทำอะไรก็ไม่ดีแถมยังต้องทนหิว ถึงเวลากินข้าวไม่มีใครเรียกกินข้าว ทำงานเสร็จก็ไม่มีข้าวแล้ว นี่เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ในสายตาคนสกุลซ่งที่เคยลี้ภัยมาก่อน คิดว่าเป็นวิธีที่ทรมานคนมากที่สุด จำเป็นต้องคุยกับคนสกุลโจวสักหน่อย ทั้งยังอยากติดต่อฝูโซ่วที่อยู่เมืองฉิน
ตอนนั้นชุ่ยหลานที่อยู่หวงหลงได้ห้ามไว้ “ไอ๊หยา ข้าก็แค่กลับมาเล่าให้ฟัง อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก พี่ใหญ่ พี่ไปทำงานของพี่ไป อย่าไปเรียกพี่รองนะ พี่รองท่าทางเอาเรื่องขนาดนั้น อีกหน่อยข้าจะอยู่อย่างไร”
ตอนนั้นท่านย่าหม่าฟังแล้วก็โกรธมาก
ลองคิดดูสิ ขนาดพวกลูกสะใภ้สามคนของนาง นางยังกล้าด่าหมด ไม่กลัวด้วยว่าในที่ว่าการของลูกชายคนสามจะมีปัญหา ตอนนั้นยังมีขุนนางใหญ่ของเมืองหลวงอยู่ด้วยซ้ำ แค่คิดดูก็รู้ว่าท่านย่าหม่าไม่ได้ให้ค่าคนสกุลโจวเลยสักนิด
ตอนนี้ในบรรดาคนที่ไปมาหาสู่กันตามปกติ อย่างด้อยสุดก็เถ้าแก่ใหญ่สมาชิกสมาคมการค้าหวงหลง แถมยังต้องเป็นผู้ชายเจ้าบ้าน ถึงจะมีสิทธิ์คุยกับนางได้
ท่านย่าหม่าเลยคิดว่าจะลดตัวมาจัดการคนพวกนี้ให้จบๆ ไป
แต่ถ้าชุ่ยหลานยอมทนทรมาน นับจากวันนี้เป็นต้นไปก็ยังเด็ดเดี่ยวไม่ได้ วันหน้าก็ไม่ต้องกลับมาคร่ำครวญที่บ้านแม่แล้ว พอถึงตอนนั้นก็อย่าโทษนางที่จะห้ามคุยเรื่องสกุลโจวในบ้านครอบครัวซ่ง
เก่อเอ้อร์นิวกับลุงใหญ่อยากกลุ้มก็เชิญกลุ้มกันเอง อย่าเอามารบกวนพวกนาง
“พูดถึงหลานชายคนโตของท่าน สกุลซ่งยังต้องขอคุยกับสกุลโจวให้ชัดเจนจริงๆ…
…อยากคุยมานานแล้ว แต่นี่ก็เพิ่งได้กลับมา…
…ข้าได้ยินว่า หลานชายคนนั้นของท่านใกล้ชิดกับบ้านตายายมาก แม่ของเขาเสียไปแล้ว ก็น่าสงสารจริงๆ ตายายก็เลยมาหาบ่อยๆ ด้วยความไม่วางใจ…
…จุดนี้ข้าเข้าใจมาก ตีให้ตายอย่างไร สามรุ่นก็หนีไม่พ้นบ้านยาย”
เก่อเอ้อร์นิวอึ้ง หันมองท่านย่าหม่า
ท่านย่าหม่ากลับไม่มองนาง แต่มองแม่สามีของชุ่ยหลาน ยิ้มพลางพูดต่อ
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าว่าพวกท่านสองครอบครัวไปตกลงกันให้ดี ถ้าไม่ไหวก็ต้องทำหนังสือประทับรอยนิ้วมือ…
…หากหลานชายของท่านยินดีเรียกชุ่ยหลานว่าแม่เวลาอยู่ข้างนอก ก็เรียกไป แต่ถ้าไม่ยินดี สกุลซ่งของข้าจะไม่ถือสาหาความ…
…ไม่มีอะไรต้องต่อว่ากัน…
…ไม่อย่างนั้นจะพูดกันเหรอว่า คนเราอย่าทำชีวิตให้มันเหนื่อย มัวแต่กลัวจะเสียหน้า ก่อนหน้านี้พวกเราก็คิดน้อยไป อันที่จริงคนข้างนอกมีใครไม่รู้บ้างว่าเป็นแม่เลี้ยง…
…เด็กย่อมใสซื่อบริสุทธ์ แต่ถ้ามีครอบครัวยายเข้ามาเกี่ยว อีกทั้งเด็กยังสนิทกับทางนั้นมากกว่า คนอื่นก็ยังพูดว่านั่นแม่เลี้ยงของเจ้า ลองคิดดูดีๆ สิ จะเลี้ยงให้ดีได้อย่างไร…
…หากเด็กไม่เชื่อฟังก็ไม่ต้องบังคับ เด็กอยากไปบ้านยายก็ปล่อยไป อย่าไปห้าม…
…ชุ่ยหลาน อาสะใภ้พูดเรื่องเจ้า ได้ยินหรือเปล่า อย่ามัวแต่ถือสา ครอบครัวเราใช้ชีวิตอยู่บนความเป็นจริงมาตลอด ก่อนเจ้าแต่งเข้าไปก็ควรรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอเรื่องแบบนี้…
…อีกอย่างเจ้าก็ตั้งท้องแล้ว ไม่ว่าจะได้ลูกสาวหรือลูกชาย อย่างไรก็ต้องเรียกเจ้าว่าแม่ เข้าใจไหม”
แววตาของชุ่ยหลานวูบไหว “เจ้าค่ะ อาสะใภ้ ข้าจะทำตาม”
ท่านย่าหม่าถึงได้หันกลับไปมองแม่สามีของชุ่ยหลานอีกครั้ง
“ส่วนหลานชายคนโตของท่าน ในเมื่อเขาตัดกับครอบครัวยายไม่ขาด ก็ไม่ต้องรีบ ฟังข้าพูดให้จบก่อน ข้าเข้าใจมากๆ ไม่ว่าเมื่อไรพวกเขาก็เป็นญาติกัน…
…เช่นนั้นหลานชายของท่านอยากจะเรียกชุ่ยหลานว่าอะไรต่อหน้าครอบครัวยายของเขาก็ปล่อยไป…
…ดูสิ ข้าสั่งสอนหลานสาวของข้าต่อหน้าพวกท่าน พูดให้กระจ่างแล้ว คนสกุลโจวของพวกท่านไม่รู้หรอก เอาแค่เรื่องนี้ เมื่อก่อนทำชุ่ยหลานโกรธกลุ้มใจอยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่ข้าได้ฟังก็ส่ายหน้า มันไม่จำเป็นเลยจริงๆ….
…ส่วนลูกของชุ่ยหลานเอง นั่นต่างหากหลานชายหรือหลานสาวของสกุลซ่ง นี่ก็จบแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวตายายของตัวเอง พวกเราก็ต่างคนต่างถอย…
…สถานการณ์มันก็เป็นแบบนี้ ถ้าอยากอยู่กันอย่างดีๆ ก็ต้องเข้าอกเข้าใจกัน เรื่องหลานชายของท่าน เมื่อก่อนเป็นเพราะชุ่ยหลานไม่ประสีประสาคิดน้อยไป”
ท่านย่าหม่าพูดจบก็ยิ้มพลางมองคนสกุลโจวจิบชา
เก่อเอ้อร์นิวแอบดีใจ สมองโล่งทันที
ใช่ไหมล่ะ เด็กแค่คนเดียวคิดว่าอยากได้นักเหรอ ทำอย่างกับว่าตอนนี้หลานชายคนโตสกุลโจวของพวกเจ้ามีอนาคตแล้ว ชุ่ยหลานของพวกเราต้องพึ่งพาเขา หรือชุ่ยหลานไม่มีลูกวันหน้าต้องพึ่งพาเขา
นึกถึงตอนเอาเรื่องคำเรียกมากลั่นแกล้งพวกเรา ทั้งยังให้ครอบครัวตายายของลูกเลี้ยงมาทำพวกเราขยะแขยง พวกเราไม่อยากได้แล้ว น้องสะใภ้พูดถูก สกุลซ่งไม่เคยขาดหลานสายนอกหรอก
ทางด้านสกุลซ่ง ‘ถอยหนึ่งก้าว’ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกผู้หญิงสกุลโจวที่มาด้วยไม่ยอม
ไม่ใช่หลานของสกุลซ่ง วันหน้าอยากให้สกุลซ่งช่วย ทางนั้นจะยอมช่วยรึ
แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว
เด็กคนนั้นมีครอบครัวยายไม่ใช่เหรอ เกี่ยวอะไรกับสกุลซ่งด้วย
แต่ครอบครัวยายของเด็กคนนั้นไม่ได้เก่งกาจเหมือนสกุลซ่ง
คนเราก็อย่าคิดง่ายเกินไป ไม่ใช่ว่าพอครอบครัวยายไม่เก่งก็เลยจะไปหายายที่เก่งกว่า
เด็กต่างหากที่บริสุทธิ์ที่สุด ผูกพันกับครอบครัวยาย เช่นนั้นก็ติดต่อกันต่อไป