ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 884-2 สมบทบาท
ตอนที่ 884-2 สมบทบาท
ท่านย่าหม่ามีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอด แต่คำพูดกลับเด็ดขาด อีกทั้งให้ชุ่ยหลานรับรองต่อหน้าผู้ใหญ่ของสองครอบครัวอีกครั้ง ว่าห้ามขัดขวางถ้าลูกเลี้ยงจะใกล้ชิดกับครอบครัวยาย
แม่สามีของชุ่ยหลานเดี๋ยวหน้าซีดเดี๋ยวหน้าแดง นางอยากอธิบายต่ออย่างละเอียดเหลือเกิน วันหน้านางยังอยากพาเด็กมาเยี่ยมเก่อเอ้อร์นิวกับท่านย่าหม่า
แต่ท่านย่าหม่าไม่เปิดโอกาสให้นางได้คุยเรื่องนี้ต่อ ไท่กงเหรินขั้นสี่ไม่ขอเจรจากับเจ้า แต่กำลังแจ้งให้เจ้าทราบว่า จะคุยอะไรก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตัดสินใจด้วย
เวลานี้ท่านย่าหม่าเริ่มจัดแจง “จิ่งหมอมอ จริงสิ พวกท่านไม่เคยเจอหมอมอคนนี้ใช่ไหม มาจากในวังหลวง หึหึ เหล่าจิ่ง ฝากไปบอกให้หงกั่วตั้งโต๊ะน้ำแกงไก่ ญาติๆ มากันคุยกันสักพักคงหิวกันแล้ว”
จิ่งหมอมอคารวะ “เจ้าค่ะเหล่าฮูหยิน บ่าวจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้”
มาจากวังหลวงเหรอ พวกผู้หญิงสกุลโจวเผลอสะดุ้งตกใจ มีหลายคนที่ลุกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เพียงชั่วขณะนั้น อยากคุยเรื่องที่คุยอยู่เมื่อครู่ก็ต่อไม่ติดแล้ว
“อืม เข้าเนื้อแล้ว ใช้ได้ ลองชิมกันดูสิ”
ท่านย่าหม่าทำท่าทางบอกให้พวกผู้หญิงสกุลโจวรีบกิน อุตส่าห์ช่วยเติมพลัง เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยต่อ หึหึ
ต่อมาจิ่งหมอมอก็ได้ยินขณะที่กำลังปรนนิบัติท่านย่าหม่ากินน้ำแกง ท่านย่าหม่าวางตัวเหมือนพูดคุยกันธรรมดา พูดกับพวกคนสกุลโจวสองเรื่อง
“ข้าเคยบอกหลานสาวของข้าไปหลายรอบแล้วว่าเจ้าแต่งเข้าไปทีหลัง ครอบครัวแม่สามีดีกับเจ้ามากแล้ว…
…แน่นอนว่าหลานสาวของข้าก็เป็นคนที่ใสซื่อมาก…
…ดังนั้นพวกเราอายุปูนนี้แล้วยิ่งต้องเข้าใจ คนเราถ้ารู้จักพอก็มีความสุข อย่าเรื่องเยอะ ไม่อย่างนั้นจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย…
….พวกท่านไม่รู้หรอก ลูกชายคนสามของข้าเคยเป็นนายอำเภอ ตอนนี้เป็นผู้ว่าการเขตแล้ว ใช่ไหมล่ะ พวกคดีต่างๆ ในมือ บางคดี…”
ท่านย่าหม่ายกตัวอย่างคดีแรก มีผู้หญิงที่แต่งมาอยู่หวงหลง ครอบครัวนั้นแอบทรมานผู้หญิงคนนี้สารพัด ให้อยู่ในกฎระเบียบ ให้คุกเข่าอย่างนั้นอย่างนี้ จนสุดท้ายผู้หญิงคนนี้ตาย ลองเดาดูสิแล้วเป็นอย่างไรต่อ
พวกยายหวังช่วยตอบ จ้องแม่สามีของชุ่ยหลานแล้วพูดอย่างออกอรรถรส “ครอบครัวนั้นก็โดนล้างตระกูลเลย ตอนนี้สงครามจบแล้วใช่ไหมล่ะ พี่ชายของนางกลับมาจากสนามรบ ถือเงินที่ทางราชสำนักแจกจ่ายมาเยี่ยมน้องสาว แต่น้องกลับกลายเป็นศพไปแล้ว ศพก็ผอมแห้ง ดูก็รู้ว่าถูกทรมานขนาดไหน พี่ชายของนางเคยลงสนามรบฆ่าคนเหมือนฆ่าไก่ ก่อนอื่นเลยอาศัยช่วงฟ้ามืดจัดการน้องเขยที่ชอบเข้าหอนางโลม จากนั้นก็ไปฆ่าครอบครัวแม่สามีของน้องสาวทั้งหมด แม้แต่เด็กก็ฆ่าเกลี้ยง”
จิ่งหมอมอที่ยืนอยู่ข้างๆ “…”
แม่สามีของชุ่ยหลานเกือบสำลักน้ำแกงไก่ นึกถึงพี่ชายคนรองของชุ่ยหลานที่เคยลงสนามรบ “เช่นนั้นเขาถูกจับก็ต้องตายเหมือนกันมิใช่หรือ”
ยายกัวหัวเราะแล้วพูด “ตายก็ตายสิ รอดตายกลับมาจากสนามรบได้ เกือบตายไปแล้วตั้งกี่ครั้ง ไม่มีอะไรจะเสียอีก ฆ่าทั้งครอบครัวเพื่อน้องสาวคนเดียว คุ้มแล้ว”
ป้าใหญ่ของสามีชุ่ยหลานตะลึงตาค้าง ถามยายกัว “พี่จ๊ะ ทำไมถึงมีความคิดแบบนี้ล่ะ”
ยายกัวมองหน้านางด้วยความแปลกใจ “ความคิดแบบนี้ของข้าต่างหากที่ปกติที่สุด คนสกุลซ่งของพวกเราคิดแบบนี้กันทั้งนั้น ลูกสาวแต่งออกไปเจอขนาดนี้ จะปล่อยให้ถูกทรมานได้อย่างไร”
สะใภ้ใหญ่ของท่านลุงซ่งยิ้มพลางพูด “อย่าฟังนางพูดเหลวไหล คนสกุลซ่งของพวกเรามีเมตตามากที่สุด สักวันนางคงได้หาเรื่องใส่ตัว” จากนั้นก็กระซิบบอกยายกัว “แต่ถ้าครอบครัวเราถูกบีบคั้นถึงขั้นนั้นก็คงเอาสักหน่อย อาจลงมือฆ่าทั้งครอบครัวแต่ไม่ต้องถึงตาย”
“นั่นสิ ข้าไม่ได้โม้นะ ข้างนอกมีคนตายแบบพิลึกเยอะแยะ พวกเด็กหนุ่มบ้านเราถ้าเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ก็ไร้ค่าแล้ว”
เล่นเอาจิ่งหมอมอไม่รู้ว่าควรทำสีหน้าแบบไหนถึงจะเหมาะ “…”
ส่วนทางท่านย่าหม่ายังพูดไม่จบ ตบแขนแม่สามีของชุ่ยหลานเบาๆ พูดอย่างกระตือรือร้น “นี่ไม่ใช่คดีพิลึกอะไรหรอก รู้หรือเปล่าว่าแบบไหนประหลาดที่สุด”
คดีที่สอง สามีรับอนุเข้าบ้าน แม่สามีหนุนหลังอนุ แม่สามีให้รับอนุเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไอ๊หยา วุ่นวายเหลือเกิน เพราะต้องการอยากมีหลานเยอะๆ
เจ้ามองจากในมุมแม่สามีที่อยากมีหลานเยอะๆ แต่กลับลืมไปว่ามีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ในใจมีความอิจฉาริษยา พอคิดว่าวันนี้สามีอยู่กับคนนี้ พรุ่งนี้ไปหาคนนั้น รสชาติชีวิตแบบนี้มันยากจะกล้ำกลืนฝืนทน เมียหลวงบ้านนั้นทำอนุตายแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยไปหลายคน
แต่เดิมคดีนี้ยังสืบความออกมาไม่ได้ เพราะผ่านไปนานมากแล้ว เป็นคดีเก่าของหวงหลง แต่พอลูกชายของนางเข้ารับตำแหน่งก็อยากรื้อคดีเก่าๆ พอสืบก็พบว่าเมียหลวงบ้านนั้นให้พวกอนุกินของแสลง
“กินอะไรเหรอ”
ท่านย่าหม่าหัวเราะ
“บอกไม่ได้หรอก มันเป็นคดี เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้เกิดดีกว่า…
…ตอนนี้ได้รู้ได้เห็นมามากย่อมเข้าใจ รับอนุเข้าทางประตูนั้นทีประตูนี้ที คิดว่าดีนักเหรอ…
…คนแก่มักมีความคิดอยากมีลูกหลานเยอะๆ จะโทษว่าเป็นความผิดก็ไม่ได้…
…คนแก่บ้านเราก็มีคนที่เคยคิดแบบนี้ แต่พวกเราเข้าใจเหตุผล…
…อย่าคิดว่ามองจิตใจคนได้ทะลุปรุโปร่ง นายหญิงไม่ลงมือ แต่พวกอนุก็เกิดความริษยาสร้างความวุ่นวายได้…
…อย่าปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบทำให้เสียหลานๆ ที่มีอยู่แล้ว ทำให้ครอบครัวดีๆ ต้องแตกสลาย”
ท่านย่าหม่าพูดจบพวกยายๆ ในบ้านก็เห็นด้วย ใช่ๆๆ
อีกทั้งยังทำสีหน้าจริงจัง ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เอาแต่แซะคนสกุลโจว
เพราะพวกนางเคยคุยกันเรื่องนี้มาก่อน
คนที่ถูกทดสอบก็คือพั่งยา
พั่งยา ถ้าอี๋เหนียง[1]มีลูกชายล่ะ พั่งยาตอบว่า ‘ข้าจะฆ่าเขาให้ตาย’
แต่เด็กเกิดมาแล้วมีเลือดมีเนื้อ นั่นน้องของเจ้านะ
พั่งยาบอกว่า เลือดเนื้อเหรอ ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เขาได้สร้างความผูกพันกับข้า ข้าจะให้เขาเป็นเพียงก้อนเลือด ต้องเชื่อนะว่าข้าทำได้
ตอนนั้นท่านย่าหม่ารับรอง “ย่าไม่มีทางปล่อยให้เป็นแบบนั้น ครอบครัวดีๆ กว่าพวกเราจะมีวันนี้มันไม่ง่าย” ตอนลี้ภัยแค่อยากให้ลูกชายคนสามรอด ตอนนี้ชีวิตดีแล้วจะโลภไม่ได้
พั่งยาพูดอย่างจริงจัง “ท่านย่า ทางที่ดีท่านย่าอย่ายอมให้เกิดเรื่องแบบนั้น ไม่อย่างนั้นท่านย่าจะสูญเสียหลานสาวอย่างข้าไป และก็อย่าคิดว่าข้าพูดแบบนี้ทำร้ายจิตใจท่านย่า ถ้ามีแบบนั้นจริง แม้แต่ท่านพ่อข้าก็ไม่เอา”
เรื่องนี้พั่งยาคุ้นเคยมาก นางเคยถามซ่งฝูเซิงตอนแปดขวบโดยที่เฉียนเพ่ยอิงไม่รู้
“คุณพ่อ พ่อเพื่อนหนูไปมีลูกชายข้างนอกอีก คุณพ่อห้ามเป็นแบบนั้น ถ้าคุณพ่อทำแบบนั้นหนูจะให้คุณแม่หย่า หนูจะอยู่กับคุณแม่ ไปจากบ้านนี้”
พั่งยาในตอนนั้นมีท่าทีจริงจังมาก ในสายตาของพวกยายๆ พั่งยาเป็นเด็กที่นิสัยร่าเริงโอบอ้อมอารี แต่พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำหน้าเอาจริง ไม่ยอมอ่อนง่ายๆ
นับแต่นั้นเป็นต้นมาพวกยายๆ ก็เลยคิดได้ ไม่มีทางทำเรื่องอย่างหาเมียให้ลูกชายเพิ่มหรือยอมให้ลูกชายมีบ้านเล็กบ้านน้อย
ครอบครัวซ่งก็ไม่เทียบตัวเองกับบ้านอื่น เพราะพวกเราเคยลี้ภัย รู้ว่ามีชีวิตรอดมาได้มันโชคดีเกินกว่าจะโลภเรื่องพวกนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นสัมผัสได้จากตัวซ่งฝูหลิง คนเดียวสู้ได้ร้อยคน เป็นที่พึ่งให้ทั้งครอบครัว
ต่อให้อนุคลอดลูกมาเป็นร้อยคน หากไม่มีอนาคตสักคน มีมากไปก็เท่านั้น แต่ถ้ามีสักคนที่เกเรกลับต้องกลุ้มใจทั้งครอบครัว
ตอนนี้ท่านย่าหม่าก็ได้พูดออกไปแล้ว
นางยอมรับว่าต้องการข่มขู่คนสกุลโจว โดยเฉพาะตอนนี้ที่ชุ่ยหลานตั้งท้อง สามีของชุ่ยหลานจะมีอะไรกับชุ่ยหลานไม่ได้กว่าครึ่งปี นางกำลังบอกแม่สามีของชุ่ยหลานว่า คุมลูกชายของเจ้าให้ดีๆ คนสกุลซ่งมีวิธีเก็บสกุลเล็กๆ อย่างสกุลโจวเยอะแยะ
ถึงขนาดที่พูดเรื่องมีคนตายอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแล้ว แค่คิดดูก็รู้ว่ามีเหรอที่คนสกุลโจวจะคิดไม่ได้
หน้าซีดไปตามๆ กัน
การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้มีแต่ความหวาดกลัวและหวั่นใจ
ส่วนทางด้านท่านลุงซ่งกับลุงใหญ่ก็สอนบทเรียนกึ่งข่มขู่ไม่แพ้กัน
ท่านย่าหม่าพยายามอย่างสุดความสามารถเรื่องชุ่ยหลานแล้ว เต็มที่แล้ว
ในเวลาเดียวกัน ซ่งฝูหลิงกำลังยืนงงอยู่ที่หน้าบ้านตัวเองอีกครั้ง
เวลานี้นางดูเป็นคนนิสัยโอบอ้อมอารีจริงๆ อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา “พี่ต้ายา ทำไมพี่ก็อ้วกใส่ตัวข้าด้วยล่ะ พี่ก็ท้องด้วยเหรอ”
ต้ายากับเป่าจูอาการเดียวกัน “น้องพี่ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่จะออกไปข้างนอกแต่เจ้าเข้ามาพอดี”
[1] คำที่ใช้เรียกแทนเมียน้อยในบ้าน