ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 887 หา หา หาเพื่อน
ตอนที่ 887 หา หา หาเพื่อน
ปล่องไฟของบ้านครอบครัวซ่งยี่สิบกว่าปล่องมีควันลอยกรุ่นพร้อมกัน
ยืนอยู่ตรงประตูรั้วก็ได้กลิ่นหอมโชยเตะจมูก
ครอบครัวซ่งกำลังจะกินอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
หมี่โซ่วอยู่ที่คอกม้า ป้อนแครอทเสี่ยวหงด้วยความสงสาร โอบคอของมันพลางพูดพึมพำ “ขี่เจ้ามาตลอดทางเหนื่อยหรือเปล่า ที่นี่อบอุ่นไหม ยังหนาวหรือเปล่า มา ให้ข้าลูบหน่อย ตรงคอยังหนาวไหม”
ความเอาใจใส่แบบนั้นทำให้เฉียนเพ่ยอิงต้องเหลือบมองแล้วเหลือบมองอีก
วันหน้าหมี่โซ่วของครอบครัวนางมีแฟนคงเป็นผู้ชายที่อบอุ่น
ซ่งจินเป่าก็กำลังป้อนม้าตัวเองอยู่ในคอกม้า เอาผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้มัน
เช็ดม้าตัวเองเสร็จก็ไปดูแลม้าของพวกลุงๆ อาๆ ต่อ
พวกผู้ชายในบ้านหอบฟืน กวาดลานบ้าน ไล่ตรวจเตียงอุ่นตามห้องต่างๆ กลัวว่าไม่อยู่บ้านนานจะก่อไฟใต้เตียงยาก
ท่านลุงซ่งกำลังสั่งสะใภ้ใหญ่ให้เอาผ้าห่มมาให้พวกเสมียนฉินใช้
“ท่านพ่อ เสมียนฉินก็พักในหมู่บ้านเหมือนพวกมือปราบหรือ”
“ให้เขาพักแยกบ้านต่างหาก ฝูเซิงจะได้เรียกใช้เขาได้ง่ายๆ งั้นให้พักที่…”
เดิมทีอยากบอกให้พักบ้านของหนิวจั่งกุ้ย แต่พอคิดว่าเป่าจูอยู่กับลาเฟยและสาวใช้ใหญ่สองคนอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามก็กลัวจะไม่สะดวก “พักบ้านเราแล้วกัน หาเตียงว่างให้เขาหน่อย”
สองพี่น้องหลัวปู้เสียกับหลัวปู้ตันแบกสัมภาระห่อใหญ่ พาลูกเมียเข้ามาในบริเวณบ้านเวลานี้
ด้านหน้ามีเริ่นกงซิ่นกับเหรินจื่อจิ่ว
ท่านย่าหม่ายืนอยู่หน้าประตู ประสานมือมองบน “อย่างไรกัน ช้ากว่าพวกเรากลับมาจากหวงหลงอีก ส่งข่าวไปบอกให้เมียเจ้ามา พวกนางก็ยังไม่มา ข้าสั่งให้พวกนางกลับหมู่บ้านกับข้า พวกนางก็ไม่มา”
หลัวปู้เสียยิ้มฮี่ๆ “พวกนางซื่อ ก่อนข้าออกมาได้บอกให้พวกนางรออยู่ที่บ้าน พวกนางก็รอแบบซื่อๆ โชคดีที่เถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมของท่านน้ามักจะเรียกพวกนางไปช่วยที่หลังครัวในร้าน ไม่อย่างนั้นได้นั่งรอซื่อๆ อยู่ที่บ้านแน่”
ไม่กล้าเดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว เมียกับน้องสะใภ้เป็นคนขี้กลัว กลัวจะเดินหลงในเฟิ่งเทียน กลัวจะหาพวกเขาสองคนพี่น้องไม่เจออีก
แต่ในความเป็นจริง หลังจากที่สองพี่น้องสกุลหลัวถึงเฟิ่งเทียนเมื่อสามเดือนก่อนก็พาพวกผู้หญิงมาฝากไว้ที่ร้านขนมในเฟิ่งเทียนแล้ว หลี่ซิ่วช่วยเช่าบ้านหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลให้ หลี่ซิ่วยังช่วยพาพวกเขาสองพี่น้องไปฝากทำงานที่ม้าพันลี้ ในช่วงสามเดือนนี้เอ้อร์เผิงจื่อหางานส่งของระยะสั้นให้ได้หกงาน
คิดอยู่ว่ากำลังว่างๆ ระหว่างรอท่านน้าจะทำอะไรดี ไม่สู้ทำอะไรเบาๆ หาเงินจากกิจการในครอบครัวไปก่อน ทำได้เท่าไรก็เท่านั้น จะได้ไม่ต้องแบมือขอเงินท่านน้า
และก็ไม่ได้ให้เอ้อร์เผิงจื่อดูแลเป็นพิเศษ คนอื่นได้ค่าแรงเท่าไร พวกเขาก็เอาเท่านั้น
ท่านย่าหม่าเรียกลุงซ่งกับลุงใหญ่ซ่งขึ้นไปนั่งที่ชั้นบนสุด เพื่อรับการคำนับจากลูกๆ และลูกสะใภ้ของสกุลหลัว
ท่านย่าหม่ามองหลานสะใภ้สายนอกสองคนแล้วก็ถอนหายใจอยู่ในใจ คุกเข่าตัวสั่น บอกให้พูดก็พูดเสียงสั่น ให้ของก็ไม่กล้าเงยหน้า ไม่กล้ารับ
แบบนี้เหมือนคนตกใจขวัญหาย
ดูท่าจะต้องเลี้ยงดูไประยะหนึ่ง พาออกไปเปิดโลกแล้วค่อยหางานให้ทำ
เด็กๆ พวกนั้นยิ่งต้องมีคนช่วยเลี้ยง
ให้หมี่โซ่วช่วยดูแล้วกัน จินเป่าไม่ได้หรอก จินเป่าไม่ละเอียดอ่อน ไม่เอาใจใส่เท่าหมี่โซ่ว บางครั้งไม่ทันระวัง
ให้หมี่โซ่วคอยสังเกตคอยพาไปไหนมาไหนด้วย ไม่อย่างนั้นเป็นแบบนี้ ถ้าไปเข้าเรียนสำนักศึกษาได้โดนรังแก
ขณะที่สองพี่น้องสกุลหลัวยิ้มซื่อทักทายทุกคนระหว่างผ่าฟืน ซ่งฝูเซิงก็กำลังไปเยี่ยมอดีตหัวหน้าตระกูลเหรินพร้อมซ่งฝูกุ้ยกับเสมียนฉิน
“ยังจำข้าได้ไหม”
“หึหึ เจ้าคือจิ้นซื่อ หลานกงซิ่นบอกว่า เจ้าเป็นขุนนางใหญ่”
เล่นเอาซ่งฝูเซิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันที เฮ้อ เพิ่งจะกี่ปีเอง คนเราต้องยอมแพ้ให้ความแก่ชรา
ซ่งฝูเซิงพูดกับพวกลูกชายของอดีตหัวหน้าตระกูลเริ่นว่า “มีเรื่องอะไรก็มาบอกได้ ไม่ต้องเกรงใจ”
เสมียนฉินยื่นกระดาษใบหนึ่งให้ทันที ในนั้นเป็นที่อยู่อย่างละเอียดของเขาที่หวงหลง ถ้ามีธุระอยากให้ใต้เท้าช่วยจริง ฝากข่าวมาบอกเขาก็พอ อยากได้หมอที่ดีหน่อย หรือต้องการให้ช่วยเรื่องงานศพ อยากให้ใต้เท้าผู้ว่าฯ ส่งตัวแทนมาร่วมงาน เขาก็ช่วยจัดการให้ได้
เพราะใต้เท้าไม่ว่าง
ไม่มีเวลาจัดการเรื่องเล็กน้อยแบบนี้
พวกลูกชายของอดีตหัวหน้าตระกูลเริ่นประทับใจจนหน้าแดงก่ำ
ในสายตาของพวกเขา ซ่งฝูเซิงพูดแบบนี้ออกมาได้ในตอนนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ถือเป็นการให้เกียรติโดยเฉพาะ
จากนั้นซ่งฝูเซิงก็ไปนั่งคุยที่บ้านผู้เฒ่าฟาง
ผู้เฒ่าฟางก็คือคนรวยใจดีที่พวกเขาพบเจอระหว่างที่ลี้ภัย
ตอนนี้สกุลฟางมีบ้านอยู่ในเมือง มีโรงงานทำไส้ พอรู้ว่าซ่งฝูเซิงกลับมาก็ตั้งใจควบเกวียนกลับหมู่บ้าน กะว่าจะพักในหมู่บ้านเหรินจยาสักสองสามวัน
“กิจการนี้ได้มาเปล่าๆ จากมือสกุลซ่งของเจ้า”
“ท่านผู้เฒ่า พูดอะไรแบบนั้น ทางอาเกาของข้า กิจการที่หวงหลงก็ทำเขาหัวหมุนพอแล้ว ได้ยินว่าบางครั้งของไม่พอส่งก็ต้องให้ทางท่านช่วยส่งไป”
“นั่นมันก็สมควรแล้วไม่ใช่รึ เรื่องเล็กน้อย”
ภรรยาของผู้เฒ่าฟางเข้ามาในห้อง “อาหารเสร็จแล้ว ไปเลยไหม”
ชามเล็กชามน้อย บรรดาสะใภ้ยกอาหารที่มีทั้งไส้หมู ขาหมู ซี่โครงผัดผักดอง ไอร้อนลอยกรุ่น กำลังเดินไปทางบ้านสกุลซ่ง
ขณะที่ซ่งฝูเซิงกำลังข้ามสะพาน ฝูกุ้ยก็ตะโกนเรียกเขา “ฝูเซิง ดูสิว่าใครมาที่หมู่บ้าน”
เถ้าแก่ไป๋เก็บแส้ด้วยความตื่นเต้น กระโดดลงจากเกวียน “ใต้เท้า”
ซ่งฝูเซิงดีใจ “เรียกข้าว่าใต้เท้าเหรอ”
“เช่นนั้นเรียก เจ้านาย?”
แสดงให้เห็นว่าตอนนี้เถ้าแก่ไป๋กลายเป็นเถ้าแก่ของสกุลซ่งแล้ว
อายุมากแล้ว คนอื่นไม่ต้องการเขา เสี่ยวอู่รับช่วงเป็นเถ้าแก่ใหญ่โรงเตี๊ยมต่อ
สถานการณ์ของเถ้าแก่ไป๋ ตอนฝูกุ้ยกลับจากไปส่งของผ่านระหว่างทางก็พอได้รู้มาบ้าง ในขณะที่เหล่าไป๋กำลังกลุ้มจะหาอะไรทำหลังเกษียณ ฝูกุ้ยก็จงใจเดินทางอ้อมไกลหน่อยไปบ้านสกุลไป๋
นอกจากม้าพันลี้จะมีสาขาที่หวงหลง เฟิ่งเทียน เมืองหลวง และเมืองฉินแล้ว ยังมีสาขาตามเมืองใหญ่อื่นๆ อีกด้วย ซึ่งก็มีที่ใกล้บ้านสกุลไป๋พอดี
มาเถอะ จะให้เป็นเถ้าแก่ใหญ่ดูแลม้าพันลี้สาขาย่อยของสกุลซ่ง
ตอนนี้สกุลซ่งมีเถ้าแก่ใหญ่อยู่สามคนคือ หนิวจั่งกุ้ย เหล่าสุย ต่อมาก็คือเหล่าไป๋ คนสนิทสามคนนี้ ไม่ว่าซ่งฝูเซิงจะเรียกใช้อย่างไรก็วางใจ
“ท่านลุงซ่ง ดูซิว่าใครมา”
ครอบครัวปู่ฟางเจอไปแล้ว พอถึงเฟิ่งเทียนก็เจอกันแล้ว กลับหมู่บ้านมาพร้อมกัน
ท่านลุงซ่งหรี่ตามอง เถ้าแก่ไป๋?
“ไอ๊หยา มาถึงตั้งแต่เมื่อไร”
“ข้าเพิ่งถึง ข้าฝากร้านไว้กับคนอื่น พอจัดการเสร็จก็มาเลย”
“เสี่ยวอู่ล่ะ ทำไมไม่มา”
“เสี่ยวอู่งานยุ่ง เมียเขาก็เพิ่งคลอดลูก เขาฝากมาทักทายทุกคนด้วย บอกว่าวันหน้าต้องมาให้ได้”
“เสี่ยวอู่มีลูกแล้วเหรอ ไอ๊หยา เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ”
ในขณะที่บ้านครอบครัวซ่งเริ่มกินข้าวกันอย่างครึกครื้น ทางตระกูลลู่ครึกครื้นยิ่งกว่า ประดับประดาโคมไฟตกแต่งอย่างอลังการ
ตระกูลลู่ชนะครอบครัวซ่งตรงที่สาวใช้บ่าวรับใช้เยอะ
พวกพี่เขยของลู่พั่นมากันครบ
ลู่พั่นแอบถามพี่เขยสามเป็นการส่วนตัว กลับมาเฟิ่งเทียนแล้ว ท่านกับพี่สามไม่คิดจะกลับไปพักที่จวนฉีหรือ
ดูจากท่าทาง กินข้าวเสร็จ เอาของลงแล้ว ยังไม่มีท่าทีจะไป ราวกับจะพักที่จวนผู้สำเร็จราชการ
ฉีตงหมิงมองออกแล้ว ลู่พั่นรำคาญครอบครัวเขา
“ไม่รู้สิ พี่สามของเจ้าไม่เห็นพูดอะไร” ฉีตงหมิงคิดในใจ เจ้าจะรำคาญข้าหรือไม่ข้าก็ต้องฟังเมียอยู่ดี
ลู่พั่นกลับเรือนตัวเอง เนื้อตัวมีแต่กลิ่นเหล้า เขาจะเปลี่ยนชุด
พอเข้าเขตเรือนก็เห็นสาวใช้ใหญ่สองคนกับหญิงรับใช้สูงวัยสามคนกำลังเกลี้ยกล่อมแอนนา
ห้าคนเอาไม่อยู่ แอนนาพูดเสียงหนักแน่นว่าอยากเข้าไปดูในเรือนของน้าชาย
“เจ้าจะดูอะไร”
แอนนายิ้มกว้าง หันกลับไปกอดต้นขาของลู่พั่น “อยากดูว่าซ่งพั่งยาอยู่หรือไม่”
“พี่สาม!”
ลู่จือหว่านมาได้ยินคำว่า ‘ซ่งพั่งยา’ พอดีก็รู้ว่าแย่แล้ว
“เจ้าพูดอะไรน่ะ นั่นน้าสะใภ้ของเจ้า เสียมารยาท…” ลู่จือหว่านแสร้งทำเป็นตีลูกต่อหน้าลู่พั่น
“พี่สาม รีบกลับบ้านไปเถอะ”
ลู่พั่นหันตัวเดินเข้าเรือน
ลู่จือหว่านอุ้มลูกไปฟ้องแม่ “ข้าไปก็ได้ ดูลูกชายท่านแม่สิ ไล่ข้าเฉยเลย วันหน้าข้าจะไม่มาแล้ว ถ้าคนสกุลซ่งมาข้าก็จะไม่ไว้หน้าเหมือนกัน”
ลู่ฮูหยินบอกว่า “สมน้ำหน้า แอนนากล้าเรียกพั่งยาๆ ขนาดนั้น แสดงว่าลับหลังแอบได้ยินเจ้าพูดถึงบ่อยครั้ง หมินหรุ่ยไม่โกรธก็แปลกแล้ว”
เหล่าฮูหยินฟังฉินหมอมอบอกว่าหลานสาวคนสามถูกหมินหรุ่ยโมโหไล่ตะเพิด คืนนี้กลับไปพักที่จวนฉี พอฟังจบก็หัวเราะหึหึ
ไม่ต้องสนพวกนาง คอยดูเถอะ ถ้าคนสกุลซ่งมา พวกพี่สาวของลู่พั่นต้องมาถึงก่อนใครแน่นอน
“ส่งข่าวไปบอกทางนั้นแล้วหรือยัง” นางสนใจแค่เรื่องนี้
“ส่งแล้วเจ้าค่ะ ส่งคนไปแจ้งข่าวตั้งแต่เข้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ”
ถูกต้อง ในเวลาเดียวกันสกุลซ่งก็ได้ทราบข่าวที่ตระกูลลู่กลับมาถึงแล้ว
พวกคนหนุ่มของครอบครัวซ่งดื่มกันจนหน้าแดงก่ำ กำลังกินสังสรรค์กันอยู่ ซ่งฝูเซิงก็ดื่มจนหน้าแดงเป็นตูดลิง มองลุงเหอคนข้างกายอัครเสนาบดีลู่กับซุ่นจื่อที่ยิ้มฮี่ๆ เขาเลียริมฝีปาก
เขาเพิ่งมาถึงเองนะ วันนี้เพิ่งถึงบ้านก็รีบจะเจอหน้ากันให้ได้ขนาดนี้เลยเหรอ
ไม่ให้โอกาสได้พักหายใจหายคอเลยสักนิด
แต่ลุงเหอเป็นตัวแทนของอัครเสนาบดีลู่ ถ้าแค่ซุ่นจื่อเขาก็แค่ให้ซุ่นจื่อกลับไปบอกลู่พั่นว่ารออีกสองวัน
เขาตอบ “ได้ ฝากไปบอกท่านอัครเสนาบดีว่าข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพาครอบครัวไปรบกวนที่จวน”