ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 889-1 ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง มีแค่หลานๆ
ตอนที่ 889-1 ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง มีแค่หลานๆ
อยู่ห่างค่อนข้างไกล ถึงแม้จะไม่ได้ยินว่าคู่รักคู่นี้คุยอะไรกัน เห็นแค่ลู่พั่นขยับปาก
แต่อัครเสนาบดีลู่ เหล่าฮูหยิน ลู่ฮูหยิน พวกพี่สาวพี่เขยของลู่พั่น รวมถึงท่านยายของลู่พั่น ป้าใหญ่ ป้ารอง ป้าสะใภ้ใหญ่ น้าสะใภ้เล็ก ทุกคนต่างมองออก หลานชายคนเดียวของบ้านที่แต่ไหนแต่ไรสุขุมเย็นชามาตลอด นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าวันนี้จะเป็นห่วง ทะนุถนอมเด็กสาวคนนั้นอย่างกับอะไรดี
ลู่พั่นเดินนำไปหาทุกคนก่อน
ก็แค่เดินช้ากว่าปกติ
ราวกับทำการวัดระยะห่างก่อน
ลู่พั่นรักษาระยะห่างกับสตรีด้านหลังสามคืบอยู่ตลอด เป็นระยะที่ไม่ห่างและไม่ใกล้จนเกินไป ไม่ดูเหมือนตัวติดกันในสายตาของผู้ใหญ่ ทั้งยังดูเหมือนช่วยนำทางให้สตรีที่อยู่ด้านหลัง
ส่วนแม่นางซ่งฝูหลิงก็ถอดหมวกยิ้มตั้งแต่ลงจากรถม้าแล้ว
ไม่ได้ยิ้มให้ลู่พั่น แต่ยิ้มมองทุกคน
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จนมองเห็นคนในตระกูลลู่ทุกคนแล้ว นางก็ยิ้มกว้างให้ทุกคนขณะที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่พั่น ดวงตาโค้งมน
ยิ้มจนอัครเสนาบดีลู่มีสีหน้าปกติ แต่แววตากลับอ่อนโยนลง
ยิ้มจนลู่ฮูหยินชั่วขณะนี้เพิ่งสัมผัสได้อย่างแท้จริงว่าตัวเองกำลังจะมีลูกสะใภ้แล้ว
ลู่ฮูหยินจงใจหันไปมองเฉียนเพ่ยอิง พบว่าซ่งฮูหยินก็กำลังยิ้มพลางมองลูกชายของนางเหมือนกัน
วันนี้เป็นวันมงคลจริงๆ
ยิ้มจนเหล่าฮูหยินยื่นมือออกไป ไม่ต้องให้ใครประคอง ก้าวขึ้นหน้าครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว “แม่หนู หนาวหรือเปล่า มาที่ย่าตรงนี้มา”
คนอื่นแทบไม่มีโอกาสได้พูด
เมื่อรถม้าของครอบครัวซ่งเลี้ยวเข้ามาอีกสองคัน เหล่าฮูหยินก็กุมสองมือน้อยๆ ของซ่งฝูหลิงพลางพูดคุยไปหลายประโยคแล้ว
หลานชายผู้สูงส่งคนเดียวของจวนเริ่มเป็นห่วงพร่ำเพรื่อขึ้นมาอีกแล้ว
อากาศหนาว ไม่ควรอยู่ข้างนอก ต่อให้เป็นสถานการณ์ที่มีเกียรติขนาดไหนก็ย่อมดูวุ่นวายเล็กน้อยในสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นพิเศษของพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ
ลู่พั่นเห็นคนมากันครบแล้วจึงให้ผู้อาวุโสอย่างท่านปู่ พ่อตา ท่านลุงซ่ง ลุงใหญ่ซ่ง ขึ้นเกี้ยวกันไปก่อน
เข้าไปด้านในเรือน จวนลู่ใหญ่มาก ต้องเปลี่ยนเป็นนั่งเกี้ยวเข้าไป
ลู่พั่นหันไปสั่งสาวใช้บ่าวรับใช้ชายให้พาท่านย่ากับท่านยายขึ้นเกี้ยว
ตามมาด้วยท่านแม่และพวกป้าๆ น้าๆ
เดิมทีลู่ฮูหยินจับมือเฉียนเพ่ยอิงอยู่ กำลังพูดคุยอยู่หน้าประตูใหญ่ ชวนให้นั่งเกี้ยวไปด้วยกัน แต่ลู่พั่นกลับบอกให้แม่ไปพร้อมกับพวกป้าๆ ก่อน
เหล่าฮูหยินนั่งบนเกี้ยว กวักมือเรียกฝูหลิง ท่าทางเหมือนอยากให้วันนี้ฝูหลิงตามติดนางไป
ทันใดนั้นลู่พั่นได้ปรากฏตัวขวางหน้าฝูหลิงไว้ “ท่านย่าไปก่อน ข้าจะให้นางนั่งด้านหลัง”
หลังจากที่ให้พวกสาวใช้บ่าวรับใช้พาเหล่าผู้อาวุโสออกไปกันหมดแล้ว ลู่พั่นถึงได้หันมาหาฝูหลิง “เจ้านั่งเกี้ยวกับท่านแม่ยาย จะได้คุยกันสะดวก”
เขากลัวฝูหลิงจะเกร็ง ระหว่างทางนั่งเกี้ยวเข้าไปมีแม่ยายอยู่ด้วยจะได้ผ่อนคลายหน่อย
เดินไปได้สองก้าวลู่พั่นก็หยุดชะงัก หันไปมองฝูหลิงด้วยความลังเล เหมือนอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่พูด
จากนั้นเขาก็มองฝูหลิงขึ้นเกี้ยว สาวใช้ยื่นหม้ออังมือให้ก็ไม่หนาวแล้ว ลู่พั่นหันไปกำชับหญิงรับใช้ที่เดินนำเกี้ยวเล็กน้อย ทำความเคารพเฉียนเพ่ยอิงด้วยความนอบน้อมแล้วถึงขึ้นเกี้ยว ให้บ่าวรับใช้ชายหามรีบตามเกี้ยวของท่านปู่กับพ่อตาที่นำไปก่อนแล้ว
ซ่งฝูหลิงนั่งมองบนอยู่ในเกี้ยวที่อบอุ่น
สองแม่ลูกไม่มีเวลาชื่นชมทัศนียภาพของฤดูหนาวในสวนจวนลู่ มัวแต่กระซิบคุยกัน
เฉียนเพ่ยอิงถามด้วยเสียงที่แค่มีลมออกจากปาก “แม่เห็นหมินหรุ่ยเหมือนมีอะไรอยากถามลูก คงไม่ใช่คิดว่าชุดของลูกไม่เหมาะสมนะ ยกตูดขึ้นให้แม่ดูด้านหลังหน่อย” ลูกสาวนางไม่ค่อยระวัง กลัวจะไปเกี่ยวตรงไหนขาด เดี๋ยวได้ขายหน้ายกใหญ่
อะไรเล่า
ซ่งฝูหลิงบอกแม่อย่าเพิ่งสนใจเรื่องนั้น ไม่เกี่ยวกับชุด
ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงจะมานั่งสำรวจการแต่งตัวของคู่หมั้น เพื่อดูว่าทำเขาขายหน้าหรือเปล่า แต่งตัวสวยงามหรือไม่
แต่พอเป็นลู่พั่น ฝูหลิงรู้จักเขาดีเกินไป “เขาคงอยากถามลูกว่าอยากเข้าห้องน้ำหรือเปล่า หรือไม่ก็อยากกำชับลูกว่า ถ้าอยากเข้าห้องน้ำก็บอก ไม่ต้องอั้นไว้”
เฉียนเพ่ยอิงหัวเราะออกมาทันที ทำไมลูกสาวของนางถึงได้รู้ดีขนาดนี้
นั่นสินะ นั่งรถมาชั่วโมงกว่า พอเจอกันก็พูดคุย รวมเวลาก็ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว ดื่มน้ำไปตั้งมาก มันต้องมีปวดฉี่กันบ้างล่ะ
แถมจวนผู้สำเร็จราชการยังใหญ่ขนาดนี้ เต็มไปด้วยสาวใช้บ่าวรับใช้ มีแต่คนแปลกหน้า กลัวลูกสาวนางจะอึดอัด ลำบากใจตรงไหนถ้าไม่บอกหมินหรุ่ยจะให้ไปบอกใคร
แต่โชคดีที่เช้าวันนี้ครอบครัวเรากินโจ๊กก็ยังไม่กล้ากินเยอะ กลัวจะทำขายหน้า ทางที่ดีอั้นได้ก็อั้น
ซ่งฝูหลิงยังคงกระซิบกระซาบ เม้าท์ลู่พั่นต่อ “ท่านแม่ว่าเขาจุกจิกไหม กลัวลูกจะล้มตั้งแต่ลงจากรถ ตอนเขาไม่กำชับลูกไม่มีอะไรหรอก แต่พอเขากำชับขึ้นมาลูกก็เกร็งเลย นี่ยังจะเรื่องเข้าห้องน้ำ ดีนะที่เมื่อครู่เขากลั้นไว้ไม่ถามออกมา เอ๊ะ ท่านแม่ ตอนนี้เขาไล่ตามเกี้ยวของท่านพ่อไปแล้ว อีกเดี๋ยวจะไปถามท่านพ่อหรือเปล่าว่าจะเข้าห้องน้ำไหม”
เฉียนเพ่ยอิงเอามือปิดปากหัวเราะ กลัวพวกสาวใช้ที่อยู่ข้างนอกจะได้ยิน
ทำไงได้ ลูกเขยของนางเป็นพวกอยู่กับความเป็นจริง ไม่ต้องเสแสร้ง ถือว่ามีดวงกับห้องน้ำเหลือเกิน
“ท่านแม่ยังจะขำ เมื่อกี้ท่านย่า ท่านยาย รวมถึงท่านย่าของลูกยื่นมือออกมากันหมด อยากให้นั่งเกี้ยวไปกับพวกนาง แต่เขาก็เข้ามาแทรก ปฏิเสธแทนลูก จะให้ลูกยืนรอขึ้นเกี้ยวนี้ให้ได้ คนแก่สามคนหน้าเสียหดมือกลับ เล่นเอาลูกไปไม่ถูกเลย”
เฉียนเพ่ยอิงได้ฟังก็พูดขึ้น “ถึงได้บอกอย่างไรว่าเราน่ะไม่ละเอียดอ่อนเท่าหมินหรุ่ย ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิง แม่ว่าแม่มองออกแล้ว บางครั้งลูกยังเอาใจใส่ไม่เท่าหมินหรุ่ยเลย เขากลัวลูกจะเกร็งเลยให้มานั่งเกี้ยวเดียวกับแม่ จงใจจัดให้แบบนี้”
ซ่งฝูหลิง “…” ก็ได้ มีเหตุผล
“เช่นนั้นท่านแม่กังวลไหม”
“ไม่กังวล แม่ว่าแม่ของเขาใจดีพอสมควร ลูกถูก ย่าของเขาดึงไปคุยด้วยเลยไม่รู้ พอแม่ของหมินหรุ่ยเห็นแม่ก็เรียกอย่างสนิทสนมทันที พ่อของลูกยังได้ยินเลย…
…ตอนแม่เดินข้ามคานประตู แม่หมินหรุ่ยยังมาช่วยประคอง พวกเราเลยเดินคุยไปด้วยกัน…
…ไหนจะพวกป้าๆ น้าๆ ของหมินหรุ่ยอีก แม่เห็นพวกเขาเป็นฝ่ายเข้ามาชวนพวกป้าสะใภ้ใหญ่ของลูกคุยก่อนด้วยนะ…
…เอาจริงๆ วันนี้คุยกันมาก่อนแล้วว่า ไม่ว่าจะมีเรื่องคุยหรือเปล่าก็ต้องชวนคุยให้ได้เพื่อหมินหรุ่ย เพื่อที่สองครอบครัวจะได้รู้จักกันไว้ เดิมทีแม่คิดว่าพวกนางจะ…”
ขณะที่เฉียนเพ่ยอิงพูดๆ อยู่ก็หยุด
นางรีบดึงหูของลูกสาวเข้ามาใกล้ๆ “ลูกแม่ ทำอย่างไรดี ของขวัญจากบ้านเราเหมือนจะไม่พอ”
นั่นสินะ
นึกไม่ถึงว่าป้าสะใภ้สองคน น้าสะใภ้สองคนของลู่พั่น รวมถึงท่านยายที่สำคัญที่สุดต่างมากันหมด
ก่อนหน้านี้ครอบครัวซ่งไม่ได้คิดไปทางนั้น กลางฤดูหนาวแบบนี้ จากเมืองหลวงมาเฟิ่งเทียน แถมยังไม่ใช่วันงานจริง ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้น อีกทั้งยังไม่พ้นเดือนอ้าย แต่ละจวนมีแขกเหรื่อมากมาย มีเหรอจะเดินทางไกลกัน
ครอบครัวซ่งคิดแค่ว่าพวกพี่สาวของลู่พั่นน่าจะมาด้วย ส่วนที่อัครเสนาบดีลู่จะมาก็ทราบข่าวล่วงหน้าก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่กล้าคิดหรอกว่าอัครเสนาบดีลู่จะเดินทางจากเมืองหลวงมาด้วย
ระหว่างทางสองแม่ลูกรีบปรึกษากัน ของขวัญบางอย่างไม่ต้องหยิบแล้วกัน เดี๋ยวลงจากเกี้ยวแล้วแอบไปบอกจิ่งหมอมอ
ส่วนเกี้ยวที่ท่านย่าหม่านั่งไปตอนนี้พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
แม้จะไม่มีฝูหลิง แต่เรื่องคุยก็มีไม่หยุด
เหล่าฮูหยินจับมือท่านย่าหม่า “ข้าว่าเจ้าผอมลงไปนะ”
ท่านย่าหม่าตอบ “องค์หญิงตรัสถูกแล้วเพคะ หม่อมฉันผอมลงไปหลายจิน”
นางเคยขึ้นตราชั่งที่ชั่งหมู ตั้งใจชั่งน้ำหนัก
ตอนนั้นมีงานจัดแสดงสินค้าใช่ไหมล่ะ นางยุ่งมาก ก่อนออกเดินทางหนึ่งวันเพิ่งจะสะสางงานเสร็จ
ท่านยายของลู่พั่นนั่งข้างเหล่าฮูหยินอีกฝั่งหนึ่ง มองท่านย่าหม่าแล้วยิ้มพลางพูด “ขอแค่ร่างกายแข็งแรงเป็นพอ ผอมลงหน่อยไม่เป็นไร มีเงินก็หาซื้อความผอมในวัยแก่ไม่ได้”
คนแก่มักใส่ใจเรื่องนี้
ใส่ใจเรื่องอาหารการกินในวัยชรา
วันนี้ทุกหัวข้อการสนทนาของคนตระกูลลู่ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเรียบง่าย เพียงเพื่อให้สอดรับกับคนในครอบครัวซ่ง
ยิ่งไปกว่านั้นมีการหารือมาก่อนแล้ว แม้แต่อัครเสนาบดีลู่ยังถูกเหล่าฮูหยินกำชับเป็นการส่วนตัวว่าห้ามให้ผู้ว่าฯ ซ่งคุยเรื่องงาน
วันนี้ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง มารวมตัวกันเพื่อหลานสาวหลานชาย เป็นพ่อแม่ปู่ย่า ความรู้สึกย่อมไม่ต่างกัน คุยแต่เรื่องงานแต่งของเด็กสองคน บรรยากาศเป็นไปด้วยดี