ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 891-1 ใช้ความจริงใจแลกรอยยิ้มจากใจ
ตอนที่ 891-1 ใช้ความจริงใจแลกรอยยิ้มจากใจ
นอกจากของขวัญพบหน้าที่ซ่งฝูหลิงให้พวกผู้ใหญ่ตระกูลลู่แล้ว ครอบครัวซ่งมาเป็นแขกก็ไม่ได้มามือเปล่า
ของขวัญกองกลางคือ
กุ้งตัวใหญ่แช่แข็งสองกระสอบ
ซ่งฝูโซ่วขนกลับมาจากเมืองฉิน มีทั้งหมดสิบกระสอบใหญ่
ให้ตระกูลลู่สองกระสอบ เมื่อวานให้ว่าที่พ่อตาของต้าหลังกลับไปหนึ่งกระสอบ ให้ใต้เท้าเว่ยที่ถือเป็นอาของต้าหลังกลับไปอีกหนึ่งกระสอบ
ให้พี่ชายของเหล่าสุยหนึ่งกระสอบ บ้านผู้ว่าฯ หลี่หนึ่งกระสอบ รองผู้ว่าฯ เฟิ่งเทียนหนึ่งกระสอบ ถือเป็นอาจารย์ของซ่งฝูเซิง และก็ให้จวนของใต้เท้าศึกษาธิการเฟิ่งเทียนไปหนึ่งกระสอบ
ส่วนที่เหลืออีกสองกระสอบ ครอบครัวซ่งกะว่าจะเอาไว้ห่อเกี๊ยวไส้กุ้งวันที่ต้าหลังกลับมาบ้านหลังแต่งงาน พวกเถ้าแก่ไป๋ก็อยู่ด้วยพอดี ครอบครัวเราต้องเก็บไว้กินเอง แถมยังต้องแบ่งให้แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านให้ได้ลองชิมกัน
สรุปได้ว่าซ่งฝูโซ่วซื้อน้อยไป ให้ตระกูลลู่สองกระสอบก็ถือว่ามากแล้ว
นอกจากเนื้อกุ้งสองกระสอบแล้ว ครอบครัวซ่งยังได้ให้ของขวัญแก่ตระกูลลู่อีกสิบกล่อง
แต่ละกล่องมีสลักคำว่า ‘สุขสมดั่งใจ’ ภายในกล่องไม้ที่แสนประณีตบรรจุเห็ดหลิงจือ เห็ดหัวลิง นมผึ้ง ไข่ปลาคาเวียร์
เหล้า บรรจุด้วยขวดที่ใช้การเผาแบบหวงหลง ไม่ใช่ไหกระเบื้องสีขาว มีสีดำขลับ ใส่ไวน์ที่หมักกันเองหนึ่งขวด เหล้าข้าวอีกหนึ่งขวด
น้ำพริก พริกแกงสำหรับทำหม้อไฟ พริกป่น ภายในกล่องใหญ่จะมีการแบ่งช่องแยกใส่ของโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีไส้ตากแห้ง ไส้กรอก เนื้อรมควัน ไข่แดงคู่ดอง ไข่เยี่ยวม้า
บนเปลือกไข่เยี่ยวม้าแต่ละฟองยังมีเขียนคำว่า ของดีหวงหลง
ทำไมถึงต้องเตรียมของขวัญไว้สิบชุดน่ะเหรอ
คนครอบครัวซ่งคิดว่า จะเตรียมพอดีคนที่ลูกสาวตระกูลลู่แต่งออกไปไม่ได้
ของขวัญให้ญาติเกี่ยวดอง เกิดตระกูลลู่อยากเอาให้คนอื่นด้วยล่ะ
ยอมให้ทีเดียวสิบชุดดีกว่า ถือคติที่ว่าเต็มสิบสมบูรณ์แบบ
แต่กลับคาดไม่ถึงว่า ครอบครัวเราใจกว้างเล่นใหญ่ขนาดนี้แล้วแต่ของขวัญก็ยังคงไม่พอ นึกไม่ถึงว่าคนตระกูลลู่จะมากันเยอะขนาดนี้
อย่ามองว่าตระกูลลู่มีแค่ลูกชายคนเดียวอย่างลู่พั่นกับลูกสาวสี่คนที่แต่งออกไปแล้ว เห็นแบบนี้ พอรวมญาติทีคนเยอะยิ่งกว่าครอบครัวซ่งเสียอีก
เลยดูเหมือนครอบครัวซ่งของเราขี้งกไปเลยทีเดียว
ซ่งฝูเซิงเห็นของขวัญที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงก็เข้าใจแล้ว เดี๋ยวพอลูกสาวเขาออกไปข้างนอกคงต้องให้ซองแดงกับพวกเด็กๆ แทน
ซองแดง ให้เงิน พูดตามตรง พวกเราไม่ได้เตรียมมาก่อน
สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะครอบครัวเรายังมีความพร้อมไม่พอ
ไม่ได้มีความคิดเอาเงินไปทำเป็นน้ำเต้าเงินน้ำเต้าทองไว้แจกเล่นกัน ครอบครัวซ่งไม่มีของพวกนั้น ซ่งฝูหลิงก็คงทำได้แค่ยัดเงินใส่ซองแดง
คนที่คิดเหมือนฝูเซิงยังมีฝูกุ้ยอีกคน
ซ่งฝูกุ้ยคิดว่า เดี๋ยวกลับไปต้องทำพวกของกระจุ๋งกระจิ๋งที่ทำจากเงินหรือทองบ้างแล้ว
แต่คนที่ช่างคิดช่างทำมากที่สุดในครอบครัวซ่งสองคนนี้ก็ไม่มีเวลาให้คิดอะไรไร้สาระมากนัก เพราะฝูหลิงถูกพาออกไปพร้อมกับพวกพี่สาว โดยให้เหตุผลดูดีว่าออกไปเดินเล่น
ในความเป็นจริงกลัวสาวน้อยจะขัดเขินที่ต้องหารือเรื่องงานแต่ง
ตอนนี้ผู้ใหญ่ของสองครอบครัวกำลังอยู่ในขั้นตอนพูดชมเด็กทั้งสองคน ถือเป็นการเรียกน้ำย่อย
ลู่ฮูหยินพูดกับเฉียนเพ่ยอิง
“ฝูหลิงร่วมประพันธ์หนังสือเล่มนั้น ไม่ใช่แค่พ่อแม่สามีที่ชอบมาก แม้แต่ท่านพ่อของข้าก็ประหลาดใจมากเช่นกัน ต่อมาก็ดีใจมาก ครั้งนี้หมินหรุ่ยกลับเมืองหลวง ท่านพ่อข้าตั้งใจเรียกหมินหรุ่ยไปที่จวนเพื่อถามเรื่องนี้ ท่านไม่รู้หรอกว่าพ่อสามีกับพ่อข้าซื้อหนังสือที่ฝูหลิงของเราร่วมแต่งไปถึงหกสิบชุด เอาไว้แจกเหล่าสหาย”
แน่นอนว่านางก็ซื้อเหมือนกัน เอาไว้อ่านเอง อ่านเข้าใจบางตอน บางตอนไม่เข้าใจก็ทนอ่านไป หลักๆ เป็นเพราะลูกสะใภ้นางเขียน มีชื่ออยู่ข้างอาจารย์ชื่อดังอย่างอาจารย์เหยียน พอเห็นสองชื่อนี้นางก็ภูมิใจ หลังจากถามลูกชายก็ได้รู้ว่าชื่อนั้นมาจากชื่อห้องในเรือนรับรอง มีอยู่วันหนึ่งนางยังได้ไปดูที่นั่นพร้อมแม่สามีด้วย
แม่สามีบอกว่า เด็กคนนั้นตั้งนามแฝงแบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามีลูกชายของนางอยู่ในใจ นางได้ฟังก็ยิ่งวางใจ สองคนรักกัน นั่นต่างหากเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่ยืนยาว
ลู่ฮูหยินพูดจบ น้าๆ ป้าๆ ของลู่พั่นก็พากันหันไปยิ้มอย่างจริงใจให้เฉียนเพ่ยอิงกับเหอซื่อจูซื่อที่นั่งข้างกัน
นั่นสิ ตอนนั้นที่มีข่าวนี้ออกมาจากวังหลวง สองตระกูลภูมิใจเรื่องนี้มาก
ไปเป็นแขกจวนอื่นก็ถูกถามถึงเรื่องคนแต่งหนังสือ ว่าใช่ว่าที่พระชายาอ๋องที่ฮ่องเต้พระราชทานงานอภิเษกหรือเปล่า พวกนางตอบใช่อย่างภาคภูมิใจ
เหอซื่อพูดกับป้าใหญ่ของลู่พั่นว่า “อย่างนั้นหรือ ขุนนางในเมืองหลวงมีตั้งมากก็รู้กันหมดหรือ หึหึ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ ครอบครัวซ่งของเรารู้แค่ว่าฝูหลิงเป็นเด็กที่เก่ง ไม่ว่าจะชอบอะไรพวกเราก็สนับสนุนและให้ความร่วมมือ อ่านหนังสือเขียนหนังสือสมองล้า ลุงใหญ่ของนางชอบพูดว่า รีบบำรุงๆ พวกเราก็ทำได้แค่นี้ พวกเราไม่รู้เลยว่าคนข้างนอกมองอย่างไร”
เดิมทีเหอซื่อไม่อยากพูดแบบนี้ กลัวพูดเยอะแล้วจะพูดผิดไป ทำพั่งยาขายหน้า
แต่ป้าใหญ่ของหมินหรุ่ยมองนางอยู่ จะให้นางนั่งเป็นใบ้ก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องพูดไปตามมารยาทหน่อย
แต่จะให้นางนั่งประดิษฐ์คำพูดสวยหรูนางว่าอย่าดีกว่า เกิดพูดได้ครึ่งๆ กลางๆ จะกลายเป็นที่น่าขบขัน
เดิมทีนางก็ความจำไม่ดีอยู่แล้ว พอตื่นเต้นสมองตีกันก็ลืมสิ่งที่จิ่งหมอมอสอนมาหมด
แต่กลับไม่คิดว่าอยู่ๆ ป้าใหญ่ของลู่พั่นกลับรู้สึกว่าป้าสะใภ้ใหญ่ของฝูหลิงดูใช้ได้
ถึงแม้ป้าใหญ่ของลู่พั่นจะไม่ค่อยเข้าใจชีวิตปากกัดตีนถีบของคนยากจน แต่ก็เคยได้ยินพ่อของตัวเองเล่าให้ฟังตอนกลับไปบ้าน ต้องยอมรับเลยว่าไม่เกี่ยวกับชาติกำเนิด คนบางคนก็ฉลาดมาแต่กำเนิด แต่เพราะเกิดในครอบครัวจน ทั้งๆ ที่สติปัญญาดี แต่กลับมีครอบครัวเป็นตัวถ่วง ต่อให้มีความมุมานะพยายามแค่ไหนก็น่าเสียดาย
ค่าเล่าเรียนที่แพงมากก็เรื่องหนึ่ง ที่มากกว่าคือสภาพแวดล้อม
บรรดาผู้ปกครองในครอบครัวยากจนไม่เพียงแต่จะชี้แนะความรู้ให้เด็กที่ฉลาดไม่ได้ อีกทั้งยังตระหนักไม่ได้ว่าต้องให้สภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเรียนด้วย
อย่างครอบครัวซ่ง เท่าที่ฟังดูจากคำพูดปกติถึงได้รู้ความจริง ไม่เหมือนใคร
ช่วยอะไรไม่ได้ แต่กลับรู้ว่าต้องจัดหาข้าวปลาอาหารเครื่องนุ่งห่มให้เหมาะสม และสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่งกว่าคือ ความตระหนักรู้ในเรื่องเลี้ยงดูเด็กผู้หญิง อยากทำอะไรก็ให้ทำ ขาดเหลืออะไรคนในครอบครัวก็พยายามช่วยเติมเต็มให้
ไม่แปลกที่จะเป็นแบบนี้ ภรรยาของหมินหรุ่ยที่อยู่ในวัยเติบโตของเด็กผู้หญิงและควรเรียนรู้เรื่องมารยาทมากที่สุดยังถูกเลี้ยงดูมาจนเป็นแบบนี้ได้หลังจากที่ครอบครัวลี้ภัยมา
ใช่ว่านางจะไม่เคยตั้งโรงทานแจกโจ๊ก ใช่ว่านางจะไม่เคยเห็นความหวาดกลัวหรือหวาดระแวงในตัวของเด็กผู้หญิงที่เคยลี้ภัย
แสดงให้เห็นว่าหลังจากประสบเหตุการณ์เหล่านั้นมา บุตรสาวสกุลซ่งได้รับพระราชทานงานอภิเษกอย่างทุกวันนี้ได้ เป็นที่ถูกใจของตระกูลลู่ได้ ทำให้หลานชายของนางคอยมองหาอย่างไม่วางตาได้ เด็กสาวคนนี้ได้รับความรักอย่างท่วมท้นจากคนในครอบครัวในช่วงไม่กี่ปีที่ตั้งตัวนี้