ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 891-2 ใช้ความจริงใจแลกรอยยิ้มจากใจ
ตอนที่ 891-2 ใช้ความจริงใจแลกรอยยิ้มจากใจ
ป้าใหญ่ของลู่พั่นนึกถึงตรงนี้ก็มองซ่งฝูเซิงที่กำลังคุยกับพวกผู้ชาย อืม เด็กคนนั้นเก่งได้พ่อ พ่อของนางคือผู้ว่าฯ ซ่ง ก็ผ่านช่วงเวลาลำบากจนมีวันนี้เหมือนกัน ตอนนี้เขากลายเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ ไม่ว่าจะตอนสอบจอหงวนหรือผลงานการทำงานก็ล้วนแต่เป็นม้ามืดที่พึ่งพาตัวเอง ไม่มีใครกล้าดูถูก
ป้าใหญ่ของลู่พั่นคุยกับเหอซื่ออย่างถูกคอ
แต่ป้าสะใภ้ใหญ่ของลู่พั่นไม่ได้ดวงดีแบบนี้
พอฟังลู่ฮูหยินพูดจบ ป้าสะใภ้ใหญ่ของลู่พั่นก็อยากหันไปคุยตามมารยาทกับจูซื่อที่นั่งอยู่ข้างๆ สักหน่อย
แต่ป้าสะใภ้รองของภรรยาหมินหรุ่ยมัวแต่เอาผ้าเช็ดหน้ามาบังปากยิ้ม
ป้าสะใภ้ใหญ่ของลู่พั่นมองมือของจูซื่อแบบไม่ให้เสียมารยาท “…” นางก็ยิ้มกลับอย่างสุภาพ
นางคุยต่อไม่ได้แล้ว
ในขณะเดียวกันลู่ฮูหยินก็แอบสังเกตมือของเฉียนเพ่ยอิงขณะที่ยิ้มพูดคุยกัน
พูดตามตรง ว่าที่แม่ยายของหมินหรุ่ยแตกต่างจากที่นางคิดไว้ ยิ่งได้ใกล้ชิดก็ยิ่งมีความรู้สึกแบบนี้
มือนั้นถูกดูแลเป็นอย่างดี ผิวพรรณบนใบหน้าก็ละเอียดอ่อนเยาว์
ลองบรรยายจากใบหน้าแล้วกัน จะว่าวาดคิ้วเหมือนใบหลิ่วก็ไม่ใช่ เหมือนเป็นแบบนั้นมาโดยกำเนิดอยู่แล้ว แต่ถ้าบอกว่าวาดมา ในสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้เพราะต้องให้เกียรติกัน ริมฝีปากก็สวย ใบหน้าดูงดงามประณีตมาก แต่ก็บอกไม่ถูกว่านางแต่งเติมตรงไหนมาบ้าง
ผู้หญิงก็ย่อมสังเกตเรื่องแบบนี้ ลู่ฮูหยินมองดูอย่างละเอียดถึงพบว่า อันที่จริงว่าที่ลูกสะใภ้ก็ได้แม่มาอยู่บ้าง
อีกทั้งที่ตัวมีกลิ่นอะไรติดมา เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ นางได้กลิ่นตอนที่บอกให้นางเปิดกล่อง
สรุปว่าทางนี้พอสังเกตดูอย่างละเอียด ลู่ฮูหยินก็ช่างจินตนาการเหมือนพี่สาว และก็ได้รู้ว่าเรื่องการแต่งตัวและความพิถีพิถันในการใส่เครื่องประดับของซ่งฝูหลิง ได้รสนิยมความงามมาจากแม่
วันนี้ว่าที่ลูกสะใภ้กับลูกชายปรากฏตัวเดินตามกันมา นางรู้สึกว่าเหมือนภาพวาด
เดิมทียังแอบกังวลอยู่นิดหน่อย เพราะภาพที่ฝูหลิงแต่งตัวเป็นชายยังติดตาอยู่
เฉียนเพ่ยอิงได้รู้แล้วว่า จุดที่คนครอบครัวซ่งพอใจในตัวลูกสาวนางมากที่สุดคือมีความรู้
แต่พวกเราจะชมเองไม่ได้
เฉียนเพ่ยอิงไม่รู้ว่าลู่ฮูหยินกำลังติชมการแต่งตัวของนางอยู่ นางยิ้มพลางพูดอย่างอ่อนโยน “ไม่มีเด็กคนไหนที่ดีไปกว่าหมินหรุ่ยอีกแล้ว ลูกสาวของข้า ข้ารู้จักดี เอาแค่ก่อนหน้านี้ที่หมินหรุ่ยไปหวงหลง พอหมินหรุ่ยกลับข้าก็บอกฝูหลิงทันทีว่าเจ้าไม่ละเอียดอ่อนเท่าหมินหรุ่ย”
ไม่ ลู่ฮูหยินไม่เห็นด้วยครึ่งหนึ่ง ฝูหลิงของเราก็เป็นเด็กเอาใจใส่รู้จักกตัญญูเหมือนกัน ดูจากการตั้งใจเตรียมของขวัญก็รู้
อีกครึ่งหนึ่งเห็นด้วย ถูกต้อง ลูกชายของนางไม่มีตรงไหนไม่ดี หาได้ยาก
อีกทั้งพูดถึงเรื่องความเอาใจใส่ ช่วงหลายปีมานี้ลู่ฮูหยินไม่ค่อยสังเกตเห็นมุมนี้ของลู่หมินหรุ่ยเท่าไร กลับดูเป็นคนไม่รอบคอบด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นมีเหรอจะเกือบอดตายอยู่ที่แนวหน้า สู้รบเอาเป็นเอาตาย พอลงสนามรบก็เหมือนหยุดไม่ได้ ไม่สนเรื่องทางหนีทีไล่ แต่วันนี้มองออกจากที่คนในครอบครัวซ่งมา
แต่นางก็พูดไม่ได้ว่ามองไม่เห็นข้อดีข้อนี้ในช่วงหลายปีมานี้ นางเลือกที่จะพูดเรื่องสมัยลู่พั่นเด็กๆ
“มีครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ หมินหรุ่ยออกไปนอกจวน ครั้งนั้นข้าก็มองออกแล้วว่าเขาเป็นเด็กช่างเอาใจใส่ ตอนนั้นเขาเพิ่งตัวเท่านี้ก็กล้าสั่งสอนสองผัวเมียสูงวัยที่ทะเลาะกันกลางถนน เลิกทะเลาะกันได้แล้ว นางไม่เถียงท่านแล้ว ทำไมท่านยังไม่ยอมหยุดสักที ข้าก็อยากจะรอดูว่าท่านจะใช้กำลังกับนางอย่างไร เขาเด็กขนาดนั้น แค่ฟังคนทะเลาะกันไม่กี่คำก็มองออกว่าตาแก่คนนั้นอีกเดี๋ยวจะทุบตีเมีย”
“…”
เฉียนเพ่ยอิงคิดในใจ นี่ไม่ใช่การเอาใจใส่ แบบนี้คือชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
ลูกเขยของนางตอนเด็กๆ ช่างน่ารักเสียจริง ภาพลักษณ์ไม่เหมือนตอนนี้ที่โตร่างสูงใหญ่แล้ว นึกไม่ถึงว่าตอนเด็กๆ จะชอบยุ่งเรื่องคนอื่น
แต่มีความเป็นไปได้ที่นิสัยจะไม่เปลี่ยนไป ก็แค่ตอนนี้ไม่มีใครกล้ามาทะเลาะต่อหน้าลูกเขยของนาง ไม่มีโอกาสได้บังเอิญเจอเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถ้ามี ดีไม่ดีลูกเขยของนางก็อาจเข้าไปยุ่ง
เฉียนเพ่ยอิงหัวเราะกับลู่ฮูหยิน ทั้งสองคนเอาแขนวางบนโต๊ะรับแขก ขยับใบหน้าเข้าหากัน
ลู่ฮูหยินบอกว่าเป็นเรื่องจริง
ยังกลัวว่าแม่ยายของหมินหรุ่ยจะไม่เชื่อ
เชื่อแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงพูด
“หมินหรุ่ยเป็นเด็กที่มีความเอาใจใส่คนรอบข้างจริงๆ
พูดอย่างไม่เหมาะสมหน่อยก็คือ เมื่อก่อนไม่มีโอกาสได้คลุกคลีกับคุณชายตระกูลใหญ่ โลกทัศน์แคบ มีข้อจำกัดทางความคิด จินตนาการของข้าก็ได้แค่นั้น
แต่หมินหรุ่ยมาเปลี่ยนความคิดที่ข้ามีต่อคุณชายตระกูลใหญ่
อันที่จริงข้ามองออกตั้งแต่ครั้งนั้นที่สามีข้าไปสอบจอหงวนแล้ว
วันนั้นฝนตกหนัก ไม่รู้ว่าท่านทราบหรือไม่ หมินหรุ่ยสั่งให้ซุ่นจื่อปล่อยรถม้าว่างๆ ออกไปก่อนเพื่อไปส่งพวกคนที่เข้าสอบ รวมถึงครอบครัวข้าด้วย วันนี้มานั่งอยู่ที่นี่ได้ก็เป็นเพราะความจริงใจของหมินหรุ่ยด้วย”
จากคำพูดของเฉียนเพ่ยอิงขาดก็แค่พูดออกไปว่า นับตั้งแต่ลู่พั่นมาเป็นลูกเขยของนางกับเหล่าซ่ง พวกนางสองคนยังกลัวว่าลู่พั่นจะเสียเปรียบเวลาอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ
มันเกิดความรู้สึกแบบที่ว่า กลัวว่าเด็กคนนี้จะมีหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์จนเกินไป กลัวจะถูกทำร้าย
ก็ไม่ลองคิดดูบ้างว่าลู่พั่นเป็นถึงท่านอ๋องแล้ว ใครจะกล้าทำร้ายเขา
อีกอย่าง มีที่ไหนกันสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาอ่านตำราพิชัยสงครามคลุกคลีอยู่ในสนามขุนนางมาตั้งหลายปี
อ่านหนังสือมามากมายหลายหลาก ขาดก็แค่ทำนายดวงชะตาแล้ว ไม่พูดไม่ได้หมายความว่าเขามองไม่ออก
นับตั้งแต่ลู่พั่นกลับมาก็คืนตราพยัคฆ์ ตอนนี้สงครามจบแล้ว พวกแผนต่างๆ ที่แม่ทัพเก่าๆ วางไว้ สารพัดเบาะแสทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจ พวกเขาเองก็ไม่ยอม สุดท้ายพอถึงเวลากลับเหลือทหารอยู่ในมือเยอะสู้ลู่พั่นไม่ได้
แต่ลู่ฮูหยินกลับเข้าใจความหมายของเฉียนเพ่ยอิง
นี่แหละหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าลูกจะโตขนาดไหนก็มักกังวลอยู่เสมอว่าจะถูกทำร้ายจากข้างนอก
เดิมทีลู่ฮูหยินคิดว่าจะพูดชมกันเพียงผิวเผิน ก่อนคุยเรื่องจัดงานแต่งก็ต้องเอ่ยชมกันก่อนใช่ไหมล่ะ อย่างไรเสียทั้งสองฝ่ายก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่ได้รู้จักกันมากนัก
แต่นึกไม่ถึงว่าคุยไปคุยมาจะไม่ใช่แค่การชมเพียงผิวเผิน
นางรู้สึกได้จากคำพูดของเฉียนเพ่ยอิงว่ามีความคิดแบบเดียวกับนาง หมินหรุ่ยของนางแสนดี ใครก็ห้ามว่าหมินหรุ่ยว่าไม่ดี หมินหรุ่ยมีครอบครัวพ่อตาแม่ยายแบบนี้เท่ากับมีญาติที่รักเขาเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน
ตระกูลลู่ไม่ขออะไรมาก ไม่ขาดแคลนอะไร ขอแค่คนที่ดีต่อหมินหรุ่ยจากใจจริง
ดูเอานะ วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะมีญาติจากทางฝ่ายนางมาหลายคน ตอนนี้ห้องรับแขกของตระกูลลู่ก็คงนั่งกันไม่เต็ม มีไม่กี่คนที่สนใจเรื่องแต่งงานของหมินหรุ่ยอย่างแท้จริง
“ลองชิมขนมนี้ดูสิ ของเด็ดที่สุดในจวนเรา ข้าไปไหนก็ต้องพาแม่ครัวทำขนมคนนี้ไปด้วย ข้าถูกใจมาก ท่านก็ลองชิมดู” เพื่อเป็นการปิดบังความรู้สึกในใจ ลู่ฮูหยินหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้ารองส่งให้เฉียนเพ่ยอิง
สาวใช้หญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่ฮูหยินมองออกแล้ว ฮูหยินรู้สึกตื้นตันใจ
ไม่อย่างนั้นจะชวนให้ชิมขนมเหรอ
เพราะหลายปีมานี้ไม่เคยเห็นฮูหยินหยิบขนมยื่นให้ใครด้วยตัวเองมาก่อนยกเว้นเหล่าฮูหยินกับคุณหนูน้อยบ้านคุณหนูสาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชวนคนอื่น
แม้คนที่มาเป็นแขกของบ้านจะเป็นคนที่ฮูหยินให้การต้อนรับมากก็ตาม ก็แค่พูดเชิญชวน
ต้องพูดเลยว่าบางครั้งพิธีรีตองก็มากเกินไปจนต้องรักษาระยะห่างกับอีกฝ่าย
“อืม ที่บ้านมีร้านขนม ข้าเคยชิมมาหลายแบบ แต่รสชาตินี้เยี่ยมมากจริงๆ”
“ใช่ไหมล่ะ” กะแล้วว่าท่านต้องชอบ
ลู่ฮูหยินชำเลืองมองหญิงรับใช้ หญิงรับใช้เข้าใจทันที ค่อยๆ ถอยออกไปทำความเคารพแล้วออกไป
ไปสั่งให้ทางห้องครัวรีบทำมากหน่อย จะให้ซ่งฮูหยินเอากลับไปหลายกล่อง