ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 895-1 เจ้ายังจะเรื่องมาก
ตอนที่ 895-1 เจ้ายังจะเรื่องมาก
โต๊ะที่เหล่าฮูหยินนั่งอยู่ดูครึกครื้นยิ่งกว่าโต๊ะของพวกผู้ชาย เริ่มดื่มกันไปก่อนแล้ว
เดิมทีพวกยายๆ ยังพูดกันอย่างถ่อมตัวอยู่ว่า ไม่ดื่มดีกว่า
กลัวว่าเกิดดื่มเยอะจะเสียมารยาท เดิมทีก็วางตัวไม่ค่อยถูกอยู่แล้ว พอสุราลงท้องเดี๋ยวได้จบกัน
แค่ไม่กี่จอกเอง
เหล่าฮูหยินบอกฉินหมอมอให้สั่งพวกสาวใช้รินเหล้า
วันนี้เป็นวันดี พูดได้เลยว่าเป็นเรื่องที่นางมีความสุขที่สุดในรอบหลายสิบปี
เป็นผู้อาวุโสกันทั้งนั้น กำหนดวันแล้ว คนในครอบครัวซ่งก็มีความสุขเหมือนกัน
ย่าของฝูหลิงยังเคยบอกว่า ผู้หญิงสกุลซ่งดื่มได้นิดหน่อย คราวก่อนที่มาจวนก็ไม่ได้ดื่ม มีเหรอจะปล่อยให้กลับไปทั้งที่ไม่ได้ดื่ม
บรรยากาศกำลังได้ที่ ท่านย่าหม่านั่งข้างเหล่าฮูหยิน อาศัยจังหวะที่เหล่าฮูหยินกับท่านยายของลู่พั่นไม่สนใจ หันไปพยักหน้าให้พวกยายๆ เล็กน้อย เช่นนั้นก็ดื่มตามมารยาทหน่อยแล้วกัน
พวกยายหวังถึงได้กล้ายกจอกเหล้าขึ้นมาจิบครึ่งหนึ่ง
เดิมทีคิดว่าจิบทีละนิดจะไม่มีอะไร แต่กลับไม่คิดว่าจิบหลายครั้งเข้า พอรวมกันก็ชักกรึ่มๆ ทรวงอกวูบวาบ เกร็งน้อยลงกว่าก่อนหน้านี้
เหล่าฮูหยินก็ดื่มจนใบหน้าแดงระเรื่อ กวักมือเรียกหมี่โซ่วเข้ามาหา ยิ้มพลางฟังหมี่โซ่วพูด
หมี่โซ่วมาที่จวนผู้สำเร็จราชการ นับตั้งแต่กลายเป็น ‘ท่านน้า’ เขาก็ถูกลูกๆ ของพี่สาวคนสอง สาม สี่ ของลู่พั่นชวนไปเล่น
ทั้งๆ ที่เคยมาแล้วตอนห้าขวบ แต่ครั้งนี้ต่างหากที่หมี่โซ่วเพิ่งจะเคยเดินเล่นในจวนเก่าของผู้สำเร็จราชการอย่างจริงจัง
หมี่โซ่วกับพวกจินเป่าได้สัมผัสถึงความใหญ่โตของจวนผู้สำเร็จราชการ
ด้านหลังเรือนของพี่แม่ทัพเล็กยังมีสวนป่าขนาดใหญ่ ในสวนมีกระท่อมเล็กๆ จำนวนมาก
ลำพังแค่คนดูแลสวนแห่งนี้ก็มีเยอะมากแล้ว
เมื่อครู่พวกเขาไปแข่งยิงธนู แข่งขี่ม้ากับพวกหลานๆ สายนอกของตระกูลลู่มา
เหล่าฮูหยินหันไปพูดกับท่านย่าหม่า “ถ้าไม่เห็นเขาก็ไม่รู้สึกเลยนะว่าเวลาผ่านไปเร็ว ครั้งล่าสุดที่เขามายังเด็กมาก เพียงชั่วพริบตาโตขนาดนี้แล้ว”
ท่านย่าหม่ารีบเอาผ้าเช็ดหน้าซับปากพร้อมกลืนอาหารที่อยู่ในปาก จากนั้นถึงตอบ
“นั่นสิเพคะ
บางครั้งพอเห็นเขาข้าก็รู้สึกหลงวันหลงคืน
แบบนี้เรียกว่าเพียงชั่วพริบตา รวดเร็วเหลือเกิน
เมื่อก่อนเขาเกาะติดลูกชายคนสามของหม่อมฉัน ตัวแค่นั้น เดี๋ยวก็จะให้อุ้มให้แบก เจ็บป่วยยังจะให้อุ้มสูงๆ ให้หอมแก้ม”
ใบหน้าหล่อเหลาของหมี่โซ่วเริ่มแดง
ท่านย่าหม่าพูดต่อ
“ไม่กลัวพระองค์หัวเราะ ลูกชายคนสามของหม่อมฉันดูแลเอาใจใส่เขากับลูกสาวเป็นอย่างดีมาตลอด
หม่อมฉันไม่ค่อยเห็นลูกสามประคบประหงมเลี้ยงเด็ก
แต่เมื่อก่อนเวลาพาหมี่โซ่วออกไปข้างนอก ขวดนมเสื้อผ้าต้องเตรียมไปให้พร้อม
เอาแค่ก่อนหน้านี้สองลุงหลานกลับมาจากเดินทางไกล กลับกลายเป็นหมี่โซ่วแบกสัมภาระน้อยใหญ่ ลูกสามของหม่อมฉันกลับเดินตัวปลิวไม่ถืออะไรสักอย่าง
ทั้งยังเดินไปดุหมี่โซ่วไป หมี่โซ่วเกลี้ยกล่อมลูกสามของหม่อมฉันว่าอย่าโมโห
พอสองคนนี้เข้ามาในเรือนเห็นหม่อมฉัน หึหึ ยังอึ้งอยู่สักพัก”
หลักๆ คือลูกสามของนางไม่ดูแก่ กลับดูหนุ่มลงด้วยซ้ำ นับวันจะยิ่งใบหน้าอ่อนเยาว์ แต่พวกเด็กๆ กลับโตขึ้น
อืม แม้แต่หลานสาวคนเล็กก็จะออกเรือนแล้ว
เหล่าฮูหยินฟังจบก็หัวเราะ ยื่นมือออกไปแล้ว อยากให้หลานเขยรองที่ทำงานในสำนักฮั่นหลินลองทดสอบความรู้ของหมี่โซ่วว่าอยู่ระดับไหนแล้ว
แต่พอหันกลับมามองเด็กคนนี้ ส่วนสูงพอไหว ไม่ได้เตี้ยแบบที่หมี่โซ่วชอบคิดเอาเอง เหล่าฮูหยินคิดว่าเด็กผู้ชายโตช้า ก็แค่ดูผอมไปหน่อยเมื่อเทียบกับพวกเหลนของนางที่อยู่ในวัยเดียวกัน แถมตอนนี้ยังไม่ได้กินข้าว
ไปเถอะ ไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะนั้นก่อน
ขณะพูดเหล่าฮูหยินได้หันมองฉินหมอมอ ฉินหมอมอพยักหน้าเพื่อบอกว่าของขวัญที่เตรียมไว้ให้พวกคุณชายสกุลซ่งถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว
เหล่าฮูหยินยังได้ตั้งใจเรียกต้าหลังกับเอ้อร์ยามาคุยด้วยเล็กน้อย
กับต้าหลังย่อมเป็นห่วงเรื่องแต่งงาน
ส่วนเอ้อร์ยา ท่านยายของลู่พั่นคุยด้วยเล็กน้อยตามมารยาท บอกว่าสองสาวมีความคล้ายกันอยู่บ้าง
เหล่าฮูหยินใบหน้ายิ้มแย้ม ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ยอมรับอยู่ในใจ ยังคิดอยู่ว่า สายตาท่านนี่อย่างไรกัน
ถอดกำไลหยกที่ใส่อยู่ให้เอ้อร์ยา
ท่านยายของลู่พั่นก็ให้จี้หยกแบบที่เด็กสาวชอบใส่กัน
โต๊ะของพวกยายๆ พูดคุยมีเสียงหัวเราะ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
มีตรงไหนที่เก่อเอ้อร์นิวกับพวกยายหวังไม่เข้าใจยังรู้จักสังเกตแล้วค่อยทำตาม แก่แล้วหูตาต้องไว
ส่วนโต๊ะของหญิงวัยกลางคนกับพวกฮูหยินและคุณหนู หรือก็คือโต๊ะที่พวกเฉียนเพ่ยอิงนั่งกลับไม่ไหว
เกิดเหตุการณ์แบบที่ทุกคนพากันแสร้งทำเป็นไม่เห็นอย่างรู้กัน
เรื่องแรกเป็นเพราะกับข้าวที่มีรากบัว
ด้านล่างสุดรองด้วยผักกาดหอม เรียงรากบัวเป็นชั้นๆ ขึ้นไป แต่ละชั้นยังมีกลีบดอกไม้ประดับตกแต่ง
เหอซื่อป้าสะใภ้ใหญ่กินกลีบดอกไม้เข้าไป
สองป้าของลู่พั่นนั่งข้างนาง แสร้งทำเป็นไม่เห็น
ยังมีกับข้าวอีกอย่าง ใช้คำพูดของป้าสะใภ้รองของฝูหลิงก็คือ ก็แค่ขาหมู
กินขาหมูก็กินสิ ทำไมเรื่องเยอะขนาดนี้
บนจานกระเบื้องสีขาว ครึ่งหนึ่งมีขาหมูน่าสงสารที่ถูกหั่นเป็นแผ่นเรียงอยู่ ดูไม่คุ้มเลยสักนิด อีกครึ่งหนึ่งเป็นน้ำราดที่วาดเป็นเส้นโค้ง มีถั่วเขียวถั่วแดงกระจัดกระจายประดับจาน
จูซื่อรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นับตั้งแต่มาถึงจวนผู้สำเร็จราชการนางก็เอาแต่ยิ้มไม่กล้าพูด จำที่จิ่งหมอมอกำชับมา นึกไม่ถึงว่ายังจะเกิดข้อผิดพลาดได้
นางคิดว่ากินขาหมูก็ต้องจิ้มน้ำราดด้วย แถมเมื่อเช้าก็กินไม่อิ่ม พอให้เริ่มกิน นางเห็นคนอื่นก็ขยับแล้วนางเลยจะกินเนื้อก่อน
ครอบครัวเคยยากจน ติดเป็นนิสัยแล้ว คนครอบครัวซ่งกินอย่างแรกต้องเป็นเนื้อสัตว์
พอเอาจิ้มน้ำราด น้าสะใภ้ของลู่พั่นก็แสร้งทำเป็นจับเครื่องประดับบนศีรษะ แอบหันไปสบตากับพี่สะใภ้ใหญ่ แต่พี่สะใภ้ใหญ่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร
สองเรื่องที่กล่าวมาอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต
แต่พอเอ้อร์ยาได้รับกำไลจากเหล่าฮูหยิน คารวะรับจี้หยกหุ้มทองมาจากท่านยายของลู่พั่น จูซื่อรีบกินไปหน่อยแถมยังตื่นเต้น ไม่ทันระวังเกิดอาการสำลัก
นางไม่กล้าไอออกมา
คนที่เคยสำลักต่างรู้ว่า ยิ่งกลั้นไว้ยิ่งลำบาก
ไม่มีเสียงอะไร
แต่จูซื่อเอาผ้าเช็ดหน้าบังปากไว้ น้ำมูกน้ำตาไหลยังไม่เท่าไร แต่อาหารที่อยู่ในปากไม่ได้กลืนลงคอถูกพ่นออกมาบนผ้าเช็ดหน้า
เพ่ยอิงยิ้มพลางตอบคำถามของป้าใหญ่ลู่พั่น แต่ในใจ “…”
เรื่องนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา
ซ่งฝูหลิงเห็นสภาพป้าสะใภ้รองเป็นแบบนั้นแล้ว
นางวางตะเกียบ หันไปกำลังจะสั่งสาวใช้ของตัวเอง แต่ทันใดนั้นมีมือมาจับนาง
มือของอีกฝ่ายอุ่นมาก
ลู่ฮูหยินมองว่าที่ลูกสะใภ้เหมือนเป็นการปลอบโยน จับมือของว่าที่ลูกสะใภ้ จากนั้นถึงเงยหน้าขึ้น สาวใช้ของตระกูลลู่ทำการตักน้ำแกงให้จูซื่อเรียบร้อยแล้ว ทำท่าทางบอกให้แขกซดน้ำแกง อีกทั้งยังให้จูซื่อส่งผ้าเช็ดหน้ามาโดยไม่มีท่าทีตกใจอะไร ขณะเดียวกันก็ใช้ที่คีบไม้หยิบผ้าสองผืนออกมาจากถาด ผืนหนึ่งที่ร้อนๆ วางลงตรงหน้าจูซื่อ อีกผืนเป็นผ้าเช็ดหน้าที่เปลี่ยนให้ใหม่