ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 903 นับเวลาถอยหลัง
ตอนที่ 903 นับเวลาถอยหลัง
พ่อลาเฟยแม้แต่ฝันยังไม่กล้าฝันว่าจะมีวันที่ท่านอ๋องคุยกับเขา
ลู่พั่นไม่พอใจบ่าวรับใช้สูงวัยคนนี้ของครอบครัวซ่งมาก
ไม่ดูตาม้าตาเรือ
“ต่อไปข้ามาอย่าพูดว่าท่านอ๋องมาแล้ว ให้พูดว่าท่านเขยกลับมาแล้ว”
พ่อลาเฟยมองนายท่านกับฮูหยิน จากนั้นก็ก้มหน้าพูดกับลู่พั่นด้วยความที่ทำตัวไม่ถูก “ขอรับท่านอ๋อง ไม่สิ ท่านเขย”
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงที่ฟังอยู่ข้างๆ “…”
หลังจากลู่พั่นเข้าบ้านไปก็คารวะซ่งฝูเซิงอย่างตั้งใจ “ท่านพ่อตา ข้ายินดีด้วย”
“อืม ก็ดี เรื่องนี้ยังถือว่าอยู่ในความคาดหมาย ข้าเองก็เพิ่งกลับมาจากวังหลวง นั่งสิ” ซ่งฝูเซิงหันกลับไปมองลู่พั่นที่อยู่ด้านหลัง “ไม่นั่งเหรอ”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกจากใจจริงว่าตัวเองดีต่อลูกเขยพอสมควร
“เจ้าเป็นไงบ้าง เห็นฝ่าบาทตรัสว่าเจ้าไปเก่อจิน”
“ใช่ ข้าเพิ่งกลับมา เดิมทีอยากไปต้อนรับท่าน แต่กลับไม่คิดว่าไปไม่ได้ ท่านพ่อตาโปรดอภัย”
“คนกันเอง ต้อนรงต้อนรับอะไร เจ้าตากแดดจนดูคล้ำลงนะ กลับไปจัดการตัวเองแล้วพักผ่อนเถอะ วันนี้ไม่เป็นไร แต่นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่ต้องมาที่นี่แล้ว ธรรมเนียมแต่งงานก็รู้ๆ กันอยู่ อย่าคิดว่าข้าไม่ถือสาธรรมเนียมพวกนั้น”
เวลานี้เขาอ้างธรรมเนียมขึ้นมาอีกแล้ว
ไม่ให้เจอหน้ากันก่อนแต่งงาน เหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่ขวางกั้นเด็กทั้งสองคน
“รับทราบท่านพ่อตา”
ลู่พั่นยิ้ม “ที่ข้ามาวันนี้ ประการแรกอยากมาเยี่ยมท่านพ่อตากับแม่ยาย อยู่กินข้าวสักมื้อ ทักทายผู้อาวุโสเพื่อให้พวกเขาสบายใจว่าเจ้าบ่าวกลับมาแล้ว”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกว่าหมอนี่ไม่เจอกันแค่ไม่นานพูดเก่งขึ้นเยอะ
“ประการที่สอง ท่านพ่อตา ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาด้วย”
…
ตรงบริเวณที่ห่างจากความวุ่นวายของเมือง ค่อนไปทางประตูเมืองทิศใต้ เป็นที่ตั้งของอาคารสี่ชั้นที่แสนสะดุดตามาก
ในพื้นที่ของอาคารแห่งนี้ด้านหน้าและหลังยังมีลานกว้างขนาดใหญ่
ในสายตาของซ่งฝูเซิง ด้านหน้าเหมือนสนามกีฬาขนาดเล็กแบบยุคปัจจุบัน ดูจากหญ้าที่ขึ้นสม่ำเสมอกันก็รู้ว่าเพิ่งปูใหม่
ด้านหลังเป็นเหมือนสวนหย่อม ระเบียงทางเดินยาวศาลาขนาดเล็ก โต๊ะหินกระดานเดินหมาก มีพร้อมทุกอย่าง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ลู่พั่นหันมองพ่อตา สองมือเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งของชั้นสอง
การตกแต่งในห้องนั้นทำให้ซ่งฝูเซิงอึ้ง
กระดานดำ แท่นปราศรัย ด้านล่างเป็นโต๊ะหนังสือวางเรียงกัน
ชอล์กสีขาว แม้แต่ชอล์กหลากสีก็มี
ลู่พั่นตั้งใจไปที่จวนเหยียนในเมืองหลวงมา ถามอาจารย์เหยียนเรื่องที่ตอนนั้นฝูหลิงไปร่วมแต่งหนังสือ จากนั้นก็ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์เหยียนให้ช่วยหาสตรีที่มีความสามารถไม่แพ้บุรุษ
ต่อมาเขาก็จัดแจงที่นี่ ซื้ออาคารแห่งนี้
ลู่พั่นมองซ่งฝูเซิงแล้วยิ้มพลางพูด “ท่านพ่อตา ข้าอยากเปิดสำนักศึกษาสตรีให้ฝูหลิง อีกไม่กี่วันพวกอาจารย์ผู้หญิงจะทยอยเดินทางมาถึงเมืองหลวง”
เขาไม่มีความสามารถที่จะให้ฝูหลิงเข้าร่วมเรื่องบางอย่างแบบผู้ชายได้
เขาลืมภาพที่ฝูหลิงร้องไห้ที่หวงหลงไม่ลง นี่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้
รัชสมัยก่อนมีสำนักศึกษาสตรี
รัชสมัยนี้เขาก็ยินดีและสนับสนุนให้มีสำนักศึกษาที่เป็นของสตรีแห่งแรก โดยให้ภรรยาของเขาดูแล
อันที่จริงในฐานะที่เป็นผู้ชาย ลู่พั่นมีความคิดที่เห็นแก่ตัว
ถ้าเอาตามความต้องการเดิม เขาอยากให้เป็นแบบที่ว่าพอกลับถึงจวนก็เจอภรรยา จะให้ดีภรรยาคอยรอเขาอยู่ตลอด อยู่กับเขาได้ตลอด เอาอกเอาใจเขาคนเดียว
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขาไม่อยากเห็นฝูหลิงนั่งเหม่อมากกว่า
ไม่อยากเห็นฝูหลิงที่แต่ละวันนอกจากไปน้อมทักทายผู้ใหญ่เสร็จก็ไปตรวจบัญชี สั่งสอนพวกหญิงรับใช้
ไม่อยากเห็นฝูหลิงที่กลับบ้านไปเจอท่านย่างานยุ่ง ท่านแม่งานยุ่ง นางได้แต่แอบเศร้า รวมถึงฝูหลิงที่หลังจากไปร่วมงานเลี้ยงจวนอื่นกลับมาก็มีแต่ความเหนื่อยล้าและเฉยชา
หากเป็นแบบนั้น ลู่พั่นคิดว่า เขาเลือกที่จะให้ฝูหลิงไปน้อมทักทายผู้ใหญ่ด้วยกันทุกวัน กินข้าวด้วยกัน ออกจากบ้านพร้อมกัน
เขาไปประชุมราชสำนัก ฝูหลิงมาสอนหนังสือที่นี่ คนที่สนใจก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้
เขาเสร็จงานก็มารับนาง
ถ้านางยังยุ่งอยู่ เขาที่เป็นสามีก็รอนางกลับบ้านพร้อมกันได้
ซ่งฝูเซิงเกือบมาดหลุด เช็ดน้ำตาต่อหน้าลู่พั่น
เรื่องไหนที่เกี่ยวกับลูกสาว เขามักอ่อนไหวเสมอ
ซ่งฝูเซิงจงใจหันมองนอกหน้าต่าง หันหลังให้ลู่พั่น พูดด้วยเสียงขึ้นจมูก “อืม”
ใช้ฝ่ามือเช็ดน้ำตา สงบสติอารมณ์ เมื่อหันหน้ากลับไปอีกครั้ง ซ่งฝูเซิงก็เดินสำรวจชั้นบนและล่างพร้อมลู่พั่น ปากก็สั่งสอน
“เจ้าดูนะ ข้ากะแล้วว่าเจ้าต้องไม่ละเอียดรอบคอบ
เจ้าก็ยังทำอะไรเหมือนพวกคุณชายสูงศักดิ์อยู่ดี พอใจอะไรก็เอาเงินซื้อ
แบบนั้นมันไม่ได้ ต่อให้รวยก็ห้ามทำแบบนั้น เขาเรียกว่าไม่รู้จักใช้ชีวิต
อีกอย่างถ้าสาดเงินทิ้งตามใจนางทุกอย่างจะมีที่สิ้นสุดไหม”
ซ่งฝูเซิงชี้ห้องนี้ห้องนั้น ออกความคิดไล่เรียงไปตามห้อง
ไม่ว่าเรื่องไหนก็กลัวครั้งแรกทั้งนั้น คนที่ทำเป็นครั้งแรกอาจถูกตั้งคำถาม อาจติดขัดไปเสียหมด มองไปทางไหนก็ลำบาก ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสั่งสมชื่อเสียง
ซ่งฝูเซิงจึงแนะนำลู่พั่น และเขาก็จะไปบอกลูกสาวด้วยว่า ทางที่ดีระยะแรกอย่าเพิ่งรับพวกลูกสาวจวนขุนนางมาเรียน ดึงดูดพวกฮูหยินมาก่อน
พอพวกฮูหยินมาเดินชมที่นี่ ไอ๊หยา เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ พวกนางถึงจะวางใจส่งลูกสาวมาที่นี่
ส่วนจะเอาอะไรไปดึงดูดความสนใจของพวกฮูหยินน่ะเหรอ มีสองก้าว
ก้าวแรก ใช้ทักษะที่มีแค่ฝูหลิงที่ทำเป็น แน่นอนว่าฝูหลิงไม่ต้องสอนเองก็ได้ นางก็สอนพวกเจียวหลาน ไม่อย่างนั้นจะมีสาวใช้ตั้งมากมายไว้ทำไม ใช้การทดลองทางวิทยาศาสตร์ดึงดูดพวกเด็กๆ
ให้พวกเด็กๆ ที่ยังไม่ถึงวัยเริ่มเรียนได้มาเล่นพร้อมกับเรียนรู้ที่นี่ นอกจากนี้ที่นี่มีสนามขนาดใหญ่ จะเตะบอล กระโดดเชือก โยนผ้าเช็ดหน้า เล่นกันตามสบาย เป็นโรงเรียนอนุบาลขนาดใหญ่ ก็แค่ค่าเรียนแพง ต้องแพง เพราะลูกเขยของเขาซื้อที่นี่มา แถมยังต้องเลี้ยงดูพวกอาจารย์ผู้หญิง คนทำความสะอาด ต้องใช้เงินทั้งนั้น
ลู่พั่นพูด “ถ้าเช่นนั้นพี่สาวคนสามของข้าคงมาสมัครคนแรก”
“นั่นไงล่ะ พอพี่สามพี่สี่ของเจ้ามา เดี๋ยวคนอื่นก็มา”
ก้าวที่สองก็คือ พวกเด็กๆ เล่นกัน พวกฮูหยินก็เห็นที่นี่เป็นสถานที่พบปะของสตรี จะรวมตัวที่ไหนก็เหมือนกันใช่ไหมล่ะ อีกทั้งฝูหลิงเป็นพระชายาอ๋อง ต้องมีคบค้าสมาคม
ให้ฮูหยินเหล่านี้ได้ฟังพวกอาจารย์ผู้หญิงสอนศาสตร์ศิลป์ทั้งหก ฝึกฝนร่างกาย ไม่มีผู้ชายเสียหน่อย มีอะไรไม่เหมาะ ทำไมจะไม่สะดวก จะให้ดีมีแม้กระทั่งความงาม พวกผู้หญิงก็จะมีเรื่องคุยได้ไม่จบไม่สิ้น กินอาหารบุฟเฟต์ คุยเรื่องวรรณกรรม แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เรื่องพวกนี้ทำได้หมด
ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดที่ว่าสตรีต้องเป็นช้างเท้าหลังก็ไม่ได้เปลี่ยนได้ในวันสองวัน มันต้องใช้เวลา
ลูกเขยจุดประกายความคิดของเขา และเขาก็อยากให้วันข้างหน้าที่เขาร่วมบริหารบ้านเมือง หวังว่าสักวันจะได้เห็นกลุ่มสตรีที่มากความสามารถจากสำนักศึกษาสตรีแห่งนี้ก้าวออกมาในเวลาที่ทางราชสำนักต้องการ โดดเด่นยิ่งกว่าบุรุษ
เมื่อถึงตอนนั้นฮ่องเต้ก็จะให้ความสำคัญ พวกผู้ชายที่คิดว่าตัวเองวิเศษหนักหนาก็จะได้เห็น ไม่ใช่แค่พึ่งความรู้ความสามารถของลูกสาวของเขาคนเดียว หรือให้ใครพูดกันว่าก็แค่ผู้หญิง
วกกลับมาเข้าเรื่องกำไร ต่อให้ช่วงแรกจะไม่มีกำไรก็คงใช้เวลาไม่นานหรอก
ห้ามให้ลูกเขยติดนิสัยใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเพื่อหวังให้ลูกสาวเขามีรอยยิ้ม
“หมินหรุ่ย ได้ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ถึงจะเป็นเป้าหมายสุดท้าย” ใช้เงินสร้างแต่ความโรแมนติก นั่นเรียกตัวล้างผลาญ
พอกลับมาทั้งพ่อตาและลูกเขยต่างก็ไม่ได้บอกฝูหลิงเรื่องนี้
ลู่พั่นก็อยากบอกอยู่หรอก แต่ซ่งฝูเซิงพูดกับเขาเป็นนัยๆ ว่า “สร้างความประหลาดใจ เจ้าเข้าใจไหม”
เดือนแปด
คนครอบครัวซ่งที่กระจัดกระจายอยู่ตามแต่ละที่ก็พากันทยอยเข้าเมืองหลวง
โถส้วมก็ถูกขนกลับมาจากแดนไกล
เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูหลิงลองสวมชุดเจ้าสาว
สวมใส่ชุดแต่งงานแบบครบชุด นางลากกระโปรงยาวหันกลับมามองแม่
เพ่ยอิงที่อยากให้ลูกสาวรีบแต่งงานมาตลอด กลุ้มใจหนักหนากลัวลูกสาวไม่หาแฟน ไม่เอาไหนเรื่องนี้ นางปิดปากแล้วร้องไห้