ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 905-2 รับตัวเจ้าสาว
ตอนที่ 905-2 รับตัวเจ้าสาว
ผ่านไปสักพัก หยางหมิงหย่วนก็พาคนไปจัดการพวกรถม้าของขุนนาง เรื่องนี้ต้องมีระเบียบ จอดส่งเดชไม่ได้ เขาไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ต้องไปจัดการด้วยตัวเอง
แม่ของหยางหมิงหย่วนกับพี่ชายพี่สะใภ้ใหญ่ ยิ่งกลายเป็นหญิงรับใช้กับบ่าววิ่งงานของจวนซ่ง ชาวหมู่บ้านเหรินจยาที่มาร่วมงาน รวมถึงภรรยาของเหล่าสหายจิ้นซื่อและพวกพี่ๆ น้องๆ ต่างก็กลายเป็นคนงานของจวนซ่ง ไม่ได้กินข้าวแม้แต่คำเดียว ทิวทัศน์อะไรก็ไม่มีเวลาชม
กลับเป็นพวกแขกสูงศักดิ์ที่ได้เห็นการประดับตกแต่งอย่างสวยงามในเรือน บางคนถึงกับตะลึง
ยังมีบางคนที่นึกสงสัย หา สระน้ำสองฝั่ง น้ำในสระใสสะอาด กลางสระมีสะพาน
พวกเขานั่งดื่มเหล้าอยู่ตรงริมสระ ใกล้กับห้องรอของเจ้าสาว
อีกด้านหนึ่งของสระเป็นโต๊ะกับข้าวของต่างๆ มองออกเลยว่าด้านนั้นเป็นจุดส่งตัว
ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาจะได้นั่งดื่มเหล้าพลางดูเจ้าสาวออกมาจากห้อง รวมถึงตอนที่เจ้าบ่าวถูกกั้นประตูตอนเข้ามาในสวนหย่อม
…
เตรียมเข้าพิธีแต่งงานตามที่ฟ้าลิขิต แต่งองค์ทรงเครื่องแบบเจ้าสาวอย่างสง่างาม
ในขณะที่จวนซ่งกำลังเริ่มงานมงคล ซ่งฝูเซิงพูดคุยขอบคุณบรรดาแขกเหรื่อ ซ่งฝูหลิงก็คำนวณเวลาได้พอดิบพอดี แต่งตัวในชุดเจ้าสาว นั่งรอเรียบร้อยแล้ว
ทางด้านลู่พั่นก็พอเหมาะพอเจาะ พอทางด้านซ่งฝูหลิงสวมเครื่องหัว เขาก็ขึ้นม้าพร้อมบรรดาคุณชายสูงศักดิ์ นำขบวนออกเดินทาง
มาแล้ว เจ้าบ่าวมาแล้ว
บรรดาแขกเหรื่อยังไม่ทันเห็นเจ้าบ่าวเข้าประตูมาก็มีเสียงหัวเราะดังออกมาเรื่อยๆ แล้ว
พูดตามตรง มีหลายคนที่สงสัยว่าครอบครัวซ่งจะแกล้งอวี้ชินอ๋องอย่างไร
เมื่อก่อนสมัยที่ฮ่องเต้องค์ก่อนยังแข็งแรง ช่วงแรกของรัชสมัยชาวบ้านจะมีการเอาไม้ตีลูกเขยเพื่อเป็นการต้อนรับ นี่เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา
แต่ช่วงหลายปีมานี้บรรดาตระกูลสูงศักดิ์ไม่ชอบใจ คิดว่าไม่น่ามอง ดูเสียภาพลักษณ์ ไม่สง่างาม ถึงได้เปลี่ยนเป็นต่อบทกลอนหรือยิงธนูก่อนพวกชาวบ้าน
แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเลยสักนิดสำหรับอวี้ชินอ๋อง
ด้านบุ๋น บทกลอน ต่อให้ยกมาหลายสิบบทกลอนแล้วอย่างไรล่ะ
พวกขุนนางฝ่ายบุ๋นมองข้างกายตัวเองที่พวกหลานๆ หายไปกันเยอะ ขุนนางสำนักฮั่นหลินก็กวาดตามอง เอาเถอะ นอกจากหยางหมิงหย่วนที่เคยอยู่สำนักฮั่นหลินแล้ว คนที่เหลือก็มีใครอยู่เลย น่าจะไปอยู่ที่จวนลู่กันหมด
จะไปทำอะไรท่านอ๋องได้
ด้านบู๊ ต่อสู้ ยิงธนู ขี่ม้า ให้แข่งเหรอ เรื่องนี้ลำบากสำหรับคนอื่น แต่สบายมากสำหรับอวี้ชินอ๋อง เขาเป็นใคร
อีกอย่าง วันนี้พวกแม่ทัพใหญ่ก็มาที่จวนซ่งน้อยมาก ดูก็รู้ว่าน่าจะไปที่จวนลู่กันหมด ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น แค่เลือกคุณชายบ้านแม่ทัพมาสักคนก็ไม่ต้องให้อวี้ชินอ๋องออกโรงแล้ว
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงประทัดจุดต้อนรับแล้ว ด้านนอกมีเสียงครึกครื้น มากันเยอะขนาดไหน
“ข้าคือองค์ชายสี่ เปิดประตู!”
บรรดาแขกเหรื่อต่างทำสีหน้า ดูเอานะ แบบนี้ใครจะไปกล้า มาถึงก็เล่นของสูงเลย องค์ชายสี่เป็นโรคหอบ
ซ่งฝูกุ้ยอาศัยความกล้าทำมือห้าม ใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น พวกเราต้องขอถามก่อน
ต่อให้ทุกคนในครอบครัวเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ อย่างไรเสียหมินหรุ่ยก็เป็นท่านอ๋อง นี่คือลูกเขยของครอบครัวเรา ต้องไว้หน้าแกล้งกันพอเป็นพิธี งานมงคลแบบนี้ต้องทำให้ครบตามธรรมเนียม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวได้เกิดเรื่องน่าขัน คนได้เก็บเอาไปหัวเราะเยาะ
“ผู้มาเยือนเป็นใคร”
ลู่พั่นดันตัวองค์ชายสี่ออก บรรดาแขกเหรื่อไม่เคยได้ยินอวี้ชินอ๋องตะโกนเสียงดังขนาดนี้ “ท่านพ่อตา ข้าหมินหรุ่ยลูกเขย ได้โปรดเปิดประตู”
“พ่อตาเหรอ” พ่อตาไม่ได้ผล ลู่พั่นเปลี่ยน
ทันใดนั้นตรงกำแพงก็ปรากฏคนกลุ่มหนึ่ง ลู่พั่นอยู่ตรงกำแพงด้านซ้าย ศีรษะสวมหมวกของเจ้าบ่าว เหยียบบนบันได “ท่านแม่ยาย ลูกเขยมาแล้ว”
บรรดาแขกเหรื่อพากันหัวเราะทันที
แขกสตรีชี้ไปตรงกลุ่มผู้ชายที่กำแพงพลางหันไปมองเฉียนเพ่ยอิงด้วยความอิจฉาอยู่เรื่อยๆ ฟังดูนะ วันนี้ไม่มีแทนตัวว่าท่านอ๋อง มีแต่ลูกเขยที่ตะโกนเหมือนจะขาดใจ
บรรดาคุณชายสูงศักดิ์ที่ปีนบันไดขึ้นมาต่างงง เจ้าบ่าวพูดถูก จวนซ่งแผนสูง บนนั้นมีไม้แหลมปักเรียงอยู่ โชคดีที่เอาบันไดมาฝากไว้ที่จวนถังตรงถนนหน้าก่อนแล้ว
“ปู่ทวด”
ท่านลุงซ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ขวางประตูอยู่ เขาตะโกนขานรับ “อื้อ”
“ท่านย่า”
ท่านย่าหม่า “อื้อ”
อย่าแค่ขานรับสิ เปิดประตู คราวนี้ไม่ใช่แค่ลู่พั่นตะโกนคนเดียวแล้ว “ท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย…”
เมื่อข้างนอกพากันตะโกนเรียกพวกลุงๆ อาๆ บรรดาแขกเหรื่อที่นั่งกันอยู่ตรงสระน้ำก็ตอบกันอย่างพร้อมเพรียง “อื้อ”
บางคนก็ฉวยโอกาสกับอวี้ชินอ๋องตอนนี้ เพราะคนที่อวี้ชินอ๋องจะเรียกลุงเป็นการส่วนตัวมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
หลินโส่วหยางเริ่มตะโกนเรียกพ่อแล้ว เรียกเสนาบดีหลิน “ท่านพ่อรีบมาช่วยขอให้เปิดประตูหน่อย”
พวกคนหนุ่มที่ทยอยขอเข้ามากินเลี้ยงด้วยมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนพากันหัวเราะ บรรดาแขกเหรื่อเริ่มช่วยขอร้อง เปิดประตูเถอะ โดยเฉพาะฝั่งแขกผู้หญิง หลานๆ ของพวกนางคาอยู่ตรงกำแพง
ประตูใหญ่ของจวนซ่งเพิ่งแง้มนิดเดียว ยังไม่ทันเปิด นึกไม่ถึงว่าพวกคนตรงกำแพงยังไม่ทันตั้งตัว เจ้าบ่าวยังไม่ทันลงมา คนที่อยู่ข้างนอกก็ทะลักเข้ามากันแล้ว
ตอนที่ลู่พั่นถูกรุมล้อมพาเข้ามา ทางด้านนี้ก็ต่อบทกลอนเสร็จแล้ว ทุกคนส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ
บรรดาคุณชายที่ทำงานอยู่ในสำนักฮั่นหลินต่างยิ้ม กางพัดดังพรึ่บ
บนพัดของคุณชายเหล่านี้มีแต่คำอวยพร
บนพัดของซย่าเหวินอวี่เขียนว่าคู่สร้างคู่สม ของหลินโส่วหยางเขียนว่ารักใคร่กลมเกลียว
ความรักชื่นมื่น หนุ่มหล่อสาวสวย หัวใจพร้อมภักดิ์ สุขชั่วนิรันดร์ ลูกเต็มบ้าน พรหมลิขิต เป็นต้น
แม้แต่องค์ชายที่เกิดจากพระสนมกุ้ยเฟย อายุเพิ่งเก้าขวบ ยังเด็กมาก พัดของเขาก็มีเขียนไว้ มีลูกในเร็ววัน
ยิงธนู ต่อสู้
เป้ายิงของจวนซ่งถูกขนออกมา ไม่เพียงแต่ต้องยิงโดนกลางเป้า ยังต้องยิงให้โดนผลแอปเปิ้ลที่อยู่ไกลๆ ด้วย ต้องยิงให้ตกด้วยธนูดอกเดียว
ลู่พั่นพูดสั้นๆ “เตรียมพร้อม”
ซ่งจินเป่าที่กำลังอ่านกติกาสะดุ้งตกใจจนถอยไปหลายก้าว เห็นเพียงพวกคุณชายจวนแม่ทัพมาพร้อมอาวุธ
ยิงแอปเปิ้ลน่ะเหรอ ฟึ่บๆๆ ทางนั้นหลายดอก ทางนี้หลายดอก ยิงออกมาเป็นคำว่า ‘ครองรักร้อยปี’
ซ่งจินเป่ากลืนน้ำลายสองอึก
องค์ชายสี่ตบบ่าจินเป่า สองมือหยิบอั่งเปาออกมากางเหมือนพัด “อะ ให้เจ้า”
พี่หมินหรุ่ยบอกแล้วว่าวันนี้เขามีหน้าที่เรียกเปิดประตูกับแจกเงิน หากจำเป็นก็ให้ใช้เงินเปิดทาง แต่เขาคิดว่าจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ต้องใช้เงินเปิดทางทั้งนั้น อีกเดี๋ยวถ้าแจกไม่หมดเขาก็จะสองมือโปรยให้ทั่ว ไม่แบกกลับหรอก
สรุปได้ว่าในสายตาขององค์ชายสี่กับพวกคุณชายทั้งหลาย ผ่านด่านรับเจ้าสาวไม่มีอะไรยาก
ยังดีที่จวนซ่งมีท่าไม้ตาย
ยายาวัยแปดขวบกว่า หรือซ่งเวินหน่วนในปัจจุบันแต่งตัวสวยงาม กับเป่าจื่อลูกชายของหลี่ซิ่วที่แต่งตัวหล่อเหลา ทั้งสองคนเดินเป่าขลุ่ยมาจากบนสะพาน
ในครอบครัวซ่ง อันที่จริงซ่งเวินหน่วนกับเป่าจื่อบ้านหลี่ซิ่วต่างหากที่เป็นเด็กมีวาสนา ลี้ภัยมาตอนเด็กมากไม่มีความทรงจำอะไร
พอมาถึงเหนียนเหนียนน้อยบ้านฝูกุ้ยกับเจ้าตัวล้างผลาญบ้านจงอวี้ยิ่งเกิดมาพร้อมวาสนาดี
เด็กทั้งสองลงจากสะพาน เริ่มเป่าขลุ่ยวนรอบเหนียนเหนียนกับเจ้าตัวล้างผลาญที่อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เหนียนเหนียนกับเจ้าตัวล้างผลาญก็เริ่มเต้นทันที
ช่างเป็นภาพที่ดูอบอุ่น แต่บรรดาแขกเหรื่อกลับหัวเราะหนักกว่าเดิม
เพราะอวี้ชินอ๋องต้องเต้นตามเด็กทั้งสองคน
ไม่มีใครกินข้าวแล้ว บางยืนบ้างนั่ง บางคนแอบเซ็งที่อยู่ไกล ยืนตรงขอบสระมองอีกฝั่งของสระ
เหนียนเหนียนไม่พอใจแค่เสียงดนตรีแล้ว ได้เชื้อพ่อที่ชอบร้องรำทำเพลง สองมือวาดลวดลาย บิดตัวนิดหน่อยแล้วร้องด้วยเสียงเด็กน้อย
“มอบหัวใจดวงน้อยให้เจ้า ส่งดอกไม้ให้เจ้า…ฟังข้าขอบคุณเจ้า เพราะมีเจ้าถึงอบอุ่นทั้งสี่ฤดู…”
หันไปมองอวี้ชินอ๋องที่หน้าแดงก่ำ ลู่พั่นบากหน้าเต้นครั้งแรก
นำพวกเพื่อนๆ ที่อยู่ด้านหลังเต้นมั่วไปก่อนแล้ว
จะปล่อยให้เจ้าบ่าวเต้นคนเดียวก็ไม่ได้หรือเปล่า เต้นตามกันให้หมด
เมิ่งจิ่งอวี้เป็นคนเคร่งครัด ชอบบอกว่านั่นไม่ถูกกฎนี่ไม่เหมาะสม “หึหึหึ” เขาก็กลั้นขำไม่อยู่ เล่นเอาขุนนางที่อยู่ข้างกันถึงกับสะดุ้งตกใจ
พวกขุนนาง พวกผู้ชายมอง ‘ความวุ่นวาย’ พวกเด็กหนุ่มที่วุ่นวายเหล่านั้นมีบางคนที่เป็นคนในครอบครัวพวกเขา
ส่วนพวกแขกผู้หญิงมองแล้วกลับคิดว่า อวี้ชินอ๋อง หลานชายของผู้สำเร็จราชการ ถึงแม้จะเต้นได้เก้ๆ กังๆ แต่เขาก็จริงจัง เต้นด้วยท่าทางเหมือนคนไม่เคย แต่ดูยินดีทำ
“ข้าผ่านหรือยัง”
ซ่งเวินหน่วนคารวะ “ผ่านแล้วจ้ะ พี่เขย”
เดิมทีลู่พั่นกำลังจะรีบร้อนไปหาฝูหลิง แต่พอได้ยินคำว่าพี่เขยเขาก็หยุดทันที หันกลับไปมององค์ชายสี่แล้วทำไม้ทำมือ เดินเข้าไปล้วงกระเป๋าที่องค์ชายสี่สะพายมา หยิบถุงใบน้อยที่ใส่แผ่นทองแล้วยื่นให้ซ่งเวินหน่วนด้วยตัวเอง
แผ่นทองนั้นเป็นแบบสี่คำต่อกัน ตระกูลลู่สั่งทำมาเป็นพิเศษ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’
ลู่พั่นเพิ่งขึ้นสะพาน กำลังจะแสดงท่าทางขอบคุณพวกลุงๆ ที่อยู่อีกฝั่ง แต่แล้วเขาก็สะดุ้งตกใจ
ได้ยินเสียงดนตรี
คราวนี้ไม่ใช่เสียงขลุ่ย เห็นได้ชัดว่าจวนซ่งไปจ้างวงดนตรีมา แต่ไม่รู้ว่าเล่นอยู่ตรงไหน เสียงดังมาก
เสียงดนตรีไม่ชวนตกใจ ที่น่าตกใจคือทันใดนั้นสองฝั่งของสระได้มีหนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังร่ายรำ
ด้านซ้ายของสระเป็นผู้ชาย ด้านขวาเป็นผู้หญิง สองคนนี้ยืนอยู่บนเรือ สะบัดแขนร่ายรำ เย้ายวน แต่มีความงดงาม
ไม่เย้ายวนได้เหรอ
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงต้องการแบบที่ว่า ต้องออกมาร่ายรำให้พอดีกับตอนลูกเขยของเขาจะไปหาลูกสาวของเขา เอาให้รู้สึกเหมือนเห็นภาพลวงตาว่า ‘ฝูหลิง นั่นเจ้าหรือไม่’ เขาพูดจนปากเปียกปากแฉะกว่าจะได้แบบนี้
เมื่อสิ่งที่พอจะเรียกว่าเรือได้ของทั้งสองคนเคลื่อนเข้าไปใกล้สะพานมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาแขกเหรื่อก็พากันส่งเสียงตกใจ
ไม่ทันได้สังเกตว่ามีภาพเขียนปรากฏขึ้นมาเหนือผิวน้ำตั้งแต่เมื่อไร
โผล่ออกมาสองฝั่งพร้อมกัน ภาพเขียนสีหมึกที่สอดรับกับนักร่ายรำทั้งสอง
บนนั้นเป็นอักษร ลู่พั่นมองออกว่าเป็นลายมือของพ่อตา ด้านหนึ่งเขียนว่า เริ่นต้นด้วยพบ อีกด้านหนึ่งเขียนว่า จบที่แก่ชรา
เสียงดนตรีบรรเลงถึงช่วงเร้าใจพอดี
ลู่พั่นค่อยๆ ย่างก้าวอย่างหนักแน่นไปทางห้องเจ้าสาว
เขารู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วขึ้น เสียงดนตรีและภาพวาดทำให้เขายิ่งตื่นเต้น แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะเปิดประตูไม่ออกท่ามกลายสายตาที่มองอยู่หลายคู่
ได้ยินเพียงเสียงเด็กผู้ชายร้องไห้อยู่ด้านใน “รู้แบบนี้ตอนข้าห้าขวบไม่ควรเอาเห็ดไปให้ท่าน ข้านับถือท่านเป็นพี่แม่ทัพเล็ก แต่ท่านกลับจะมาเอาพี่ข้าไป”
เห็ดเหรอ ติงเจียน หลินโส่วหยาง ซย่าเหวินอวี่ มองหน้ากัน นึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ทันที มีเด็กน้อยที่แต่งตัวซอมซ่อมาคุกเข่าตรงหน้าหมินหรุ่ย
แย่แล้ว หมี่โซ่วกลับสติแตกในเวลาสำคัญ
ในสมองปรากฏภาพความทรงจำพี่สาวแย่งบัวลอยของเขา สอนเขาเขียนหนังสือ พาเขาขึ้นเขาลงห้วย มีแต่เสียงหัวเราะไปทั่วทุกที่ ยังมีตอนที่เขากับพี่สาวหนาวจนตัวสั่น นั่งเกวียนกับย่า พวกเขาสามคนใช้ผ้าห่มผืนเดียวมัดไว้ด้วยกันเพื่อความอบอุ่น
ประตูถูกชนจนเปิดออก
พอเจ้าบ่าวลู่พั่นเข้าไปได้ก็มองหมี่โซ่ว เจ้าตัวแสบ
ซ่งฝูเซิงถลึงตาใส่ลู่พั่น ไอ้บ้าเอ๊ย ซ่อมประตูให้ข้าด้วยนะ