ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 909-1 ความรักมีเวทมนตร์
ตอนที่ 909-1 ความรักมีเวทมนตร์
“ถวายบังคมท่านอ๋อง พระชายา”
พอซ่งฝูหลิงออกจากประตูก็ตกใจ
ตั้งแต่ประตูยาวไปไกลมาก มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด พวกหญิงรับใช้สูงวัย สาวใช้ บ่าวรับใช้ชาย ตั้งสองแถวถวายบังคมนางกับลู่พั่น
“ตามสบาย”
ลู่พั่นพูดจบก็ยืนอยู่ที่เดิม หันกลับไปมองรอฝูหลิง
ฝูหลิงเดินช้ากว่าลู่พั่นเล็กน้อย นางกำลังหันกลับไปทำไม้ทำมือบอกเจิงหมอมอกับลาเฟย
เตือนว่าอย่าลืมเอาของมาให้นาง หลังออกจากวังหลวงนางต้องตรงไปที่จวนผู้สำเร็จราชการ
เจิงหมอมอเดินนำพวกลาเฟย สีหน้านอบน้อม ราวกับไม่เห็นที่คุณหนูทำไม้ทำมือ นอบน้อมกว่าตอนอยู่จวนซ่งสิบเท่า แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอก
คุณหนูยังมีแรงส่งสัญญาณแบบนี้ได้ก็แสดงว่าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี
เมื่อวานคุณหนูกับท่านเขยแต่งงาน หลังเสร็จพิธีก็ไม่ให้คนอื่นเข้าไปรบกวนในเรือนหอ จนกระทั่งวันนี้ตอนเปิดประตู
อาบน้ำเปลี่ยนชุดก็ไม่ให้ใครปรนนิบัติ กินข้าวเช้าก็ไม่ให้ใครดูแล แตกต่างจากระเบียบของจวนอื่นอย่างสิ้นเชิง
ข้างห้องของห้องเจ้านายไม่มีห้องเล็กสำหรับหญิงรับใช้สาวใช้ จึงไม่ได้ยินเสียงอะไร ถึงขั้นที่เมื่อคืนจนถึงตอนเช้าก็ไม่แม้แต่จะให้พวกนางเอาน้ำเข้าไปให้
นายท่านของบ้านเราเป็นคนออกแบบสระ แค่ดึงจุกที่อยู่ก้นสระ น้ำที่อยู่ในสระก็จะไหลออก
ถ้าอยากเปลี่ยนน้ำใหม่ ท่านอ๋องกับพระชายาแค่เปิดก๊อกน้ำที่อยู่ในนั้นก็ได้แล้ว รวมถึงการออกแบบพื้นอุ่นก็มาจากฝีมือของนายท่าน
สิ่งที่คนข้างนอกเห็นมีแค่พวกของนอกกายที่นายท่านกับฮูหยินให้ลูกสาว
แต่ในความเป็นจริงของพวกนั้นไม่นับ เป็นห่วงทุกเรื่องตั้งแต่การกินการอยู่ ไม่ว่างจัดการเรื่องในจวนซ่ง แต่กลับดูแลลูกสาวอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
เจิงหมอมออยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว ไม่ค่อยได้ยินพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้
แน่นอนว่าท่านอ๋องก็เป็นคนดีมาก พ่อตาแม่ยายจัดการเขาก็เชื่อฟัง ไม่มีรังเกียจที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ
เพราะแบบนี้พอท่านอ๋องบอกว่าตามสบาย เจิงหมอมอก็ยืนแล้วหันไปสบตากับจิ่งหมอมอ
ทั้งสองคนนำพวกสาวใช้รีบเข้าไปในห้องด้านใน
คนหนึ่งสั่งสาวใช้ที่พามาจากจวนซ่งกับสาวใช้ใหญ่ของจวนอ๋องให้จัดการทำความสะอาดห้องอาบน้ำเก็บผ้าที่โยนทิ้งไปทั่ว เก็บเสื้อผ้าที่อยู่บนพื้นในห้องแต่งตัว เปลี่ยนดอกไม้ใหม่ เป็นต้น แค่นี้พวกนางก็ต้องใช้เวลาทั้งวันแล้ว
พรมต้องทำความสะอาดนิดหน่อย หรือเปลี่ยนใหม่ เครื่องเรือนทั้งหมดต้องเช็ดทำความสะอาดหนึ่งรอบ เก็บพวกกลีบดอกไม้ที่เน่าแล้วในสระ ทำความสะอาดสระ ตัดแต่งรดน้ำไม้เลื้อย เช็ดพื้น เปิดหน้าต่างระบายอากาศ
บรรดาสาวใช้ของจวนอ๋องต่างรู้ว่า ดูเหมือนจิ่งหมอมอจะพกน้ำยาฆ่าเชื้ออะไรนั่นมาด้วย
พอเจิงหมอมอเดินเข้าไปในห้องด้านในก็ตรงไปหาผ้ารองพรหมจรรย์ที่เตียง ต้องเอาให้หญิงดูแลที่ลู่ฮูหยินตั้งใจส่งมา นี่เป็นธรรมเนียมหนึ่ง ต้องส่งมอบผ้าแบบนี้ให้
แต่กลับไม่คิดว่าไม่มีในผ้าห่ม
ตรงหัวเตียงมีกล่องประณีตใบหนึ่ง ลู่พั่นเอาผ้ารองพรหมจรรย์พับอย่างเรียบร้อยประหนึ่งของล้ำค่าใส่ไว้ในกล่องนั้น
เจิงหมอมอรู้ว่าคุณหนูไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ จะต้องเป็นท่านอ๋องที่ละเอียดอ่อนเก็บไว้แน่นอน
นางแอบประทับใจ แต่กลับไม่มีเวลาชื่นชมที่ท่านอ๋องดีต่อคุณหนูขนาดนี้ นางหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมา
เฉียนเพ่ยอิงเคยกำชับนางไว้ สิ่งนี้เรียกว่ากระเป๋าเดินทาง เมื่อใดที่ฝูหลิงต้องค้างแรมที่อื่นก็ให้หิ้วกระเป๋าใบนี้ไปใส่ในรถม้า ในกระเป๋ามีพวกของใช้เสื้อผ้าของลูกสาวนาง
กระเป๋าใบเล็กนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรก พอเจิงหมอมอเปิดตรวจดูหนึ่งรอบก็พบว่าไม่ต้องใส่อะไรเพิ่ม เรียกลาเฟยกับเจียวหลาน และยังมีมั่วหลานกับซูมั่วที่เมื่อก่อนรับใช้ท่านอ๋องมานานให้ตามนางไป ตามไปปรนนิบัติข้างกายคุณหนู
เกี่ยวกับพวกสาวใช้ใหญ่ที่เมื่อก่อนอยู่ข้างกายท่านอ๋อง เมื่อก่อนมีหน้าที่จัดหนังสือผึ่งหนังสือ บ้างก็รับหน้าที่ทำขนมโดยเฉพาะ หรือทำความสะอาดห้องวาดภาพ เป็นต้น ตอนที่คุณหนูยังไม่แต่งงาน เจิงหมอมอกับจิ่งหมอมอเคยถูกคุณหนูเรียกไปกำชับเป็นการส่วนตัว
ตอนนั้นคุณหนูพูดว่า
“พวกนางรับใช้ข้างกายท่านอ๋องมาได้หลายปีก็แสดงว่าทำงานได้ดี…
…แต่พวกท่านสองคนไปถึงที่นั่นแล้วก็ต้องสังเกตให้มากๆ อย่างไรเสียท่านอ๋องก็เป็นผู้ชาย มองในมุมที่ต่างจากผู้หญิง…
…ถ้าทำงานดี นิสัยสุขุมใจเย็น แบบนั้นก็ใช้งานได้ต่อ มีการแข่งขันถึงมีการพัฒนา…
…อย่าได้แบ่งแยกว่าจวนซ่งจวนลู่…
…ข้าไม่อยากสักวันหนึ่งได้ยินว่าสาวใช้จวนซ่งของเราอาศัยความที่ข้าพามาแสดงท่าทีรังเกียจสาวใช้ของจวนลู่ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่อยากเห็นสาวใช้ของจวนลู่ถูกรังแก กล้าแค่ไปแอบฟ้องท่านอ๋อง…
…ต้องให้คนรู้ว่า ข้าต่างหากที่ช่วยตัดสินใจแทนพวกนางได้ ข้าเป็นนายของทุกคน…
…ยิ่งไปกว่านั้นพวกสาวใช้บ้านเราที่ข้าพาไปตอนแรกสุดก็เพื่อให้คนอื่นเห็น จำต้องพาไป…
…อีกหน่อยเรื่องทำความสะอาดห้องในก็ไม่ต้องให้เป็นหน้าที่ของพวกสาวใช้ที่ยังไม่แต่งงาน หมอมอทั้งสองยังต้องช่วยหาหญิงรับใช้สูงวัยที่ไว้ใจได้กับหญิงออกเรือนแล้วที่ปากปิดสนิท…
…ชีวิตของพวกเรา สาวใช้ของบ้านเรา ใช่ว่าจะต้องเหมือนกับจวนอื่น เด็กสาวมีหลายเรื่องให้ทำ เรื่องบางอย่างเหมาะกับเด็กสาว เรื่องบางอย่างควรให้คนที่แต่งงานแล้วไปทำ”
ตอนนั้นคำพูดนี้ของคุณหนูทำให้เจิงหมอมอกับจิ่งหมอมอฟังแล้วก็ถอนหายใจ
วันๆ เคยเห็นแต่คุณหนูไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ขาดก็แค่พูดออกมาว่าสาวใช้ที่ยังไม่แต่งงานจะไม่เข้าใจเรื่องในด้านนั้น พวกสาวใช้พอเห็นอะไรก็จะตกอกตกใจได้ง่าย คนเป็นนายเห็นแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ
คุณหนูเห็นอะไรหรือ ทั้งที่ยังไม่แต่งงาน
แต่เจิงหมอมอกับจิ่งหมอมอก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยน
ปกติรู้สึกว่าคุณหนูเหมือนไม่รู้จักโต แต่การพูดคุยครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าคุณหนูมีความสามารถดูแลเรือนได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณหนูอยากทำหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าไม่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน แต่เป็นเพราะเมื่อก่อนอยู่บ้านไม่ต้องทำเรื่องพวกนี้
พอมีการกำชับแบบนั้น วันนี้เจิงหมอมอถึงตั้งใจให้เจียวหลานกับมั่วหลานที่เคยอยู่ข้างกายท่านอ๋องยืนนำด้วยกัน คนหนึ่งหิ้วกระเป๋า อีกคนหอบของที่ต้องเอาไปให้พวกเหล่าฮูหยินที่จวนผู้สำเร็จราชการ
พวกสาวใช้ใหญ่ของจวนลู่รู้สึกอบอุ่นหัวใจต่อการถูกปฏิบัติแบบนี้มาก ก่อนหน้านี้พวกนางยังแอบกลัว พระชายามาแล้วพวกนางยังจะได้อยู่ดีมีสุขอีกเหรอ จะเกลียดพวกนางหรือเปล่า วันหน้าจะใช้แต่คนของตัวเองหรือเปล่า ตอนนี้รู้สึกว่าท้องฟ้าสว่างแล้ว มีความหวังที่จะได้ทำงานอยู่ในจวนอ๋องต่อไป
เวลานี้นั่งอยู่ในรถม้า เจิงหมอมอกับพวกสาวใช้กำลังติดตามขบวนรถม้าของท่านอ๋องกับพระชายา
“ดูสิ ข้าตาบวมหรือเปล่า” ซ่งฝูหลิงเงยหน้าถามลู่พั่น
จากสองชั้นเหลือหนึ่งชั้นจริงๆ
พอเรามีกันและกันแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ลู่พั่นโอบฝูหลิง ตั้งใจมองเปลือกตาของนาง เอานิ้วโป้งถูๆ “ข้าว่าก็สวยดีออก”
“อย่าถูสิ ข้าอุตส่าห์วาดมา”
ลู่พั่นจุมพิตบนหน้าผากฝูหลิง กระซิบถามนางโดยใช้แค่ลมปาก “ตาบวมไม่เป็นไร แต่เมื่อคืนเจ้าร้องไห้หนักมาก เจ็บมากเหรอ ตอนนี้ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”
ไม่ได้ยินฝูหลิงตอบทันที ลู่พั่นจึงถามต่อ “หืม ตอบสิ”
“ไอ๊หยา!” ซ่งฝูหลิงผลักลู่พั่นออก พูดเรื่องพวกนี้แต่เช้าตรู่ นางไม่ยอมรับหรอก “จริงสิ ท่านทาอะไรให้ข้า”
ลู่พั่นก้มหน้า ประคองหลังฝูหลิง สบตากับฝูหลิง ในดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ยาลับของวังหลวง ข้าทดลองแล้วก่อนทาให้เจ้า เย็นๆ รู้สึกดีขึ้นหรือไม่”
“เมื่อคืนท่านทำอะไรไปบ้าง” ลองของแบบนี้ด้วย “เอามาจากไหน”
“ฉินหมอมอให้มา” ลู่พั่นพูดคลุมเครือ ควรบอกว่าท่านย่าให้ฉินหมอมอเอามาให้
ซ่งฝูหลิงอ้าปากค้าง ท่านย่าให้มาแม้แต่ของแบบนี้
อีกเดี๋ยวเจอกัน ท่านย่าจะมองสำรวจนางด้วยสายตาแบบนั้นหรือเปล่า
ฝูหลิงไม่อยากพูดถึงความรู้สึกของเรื่องนั้น ชี้ไปนอกรถม้า “ดูสิ คนข้างนอกเพิ่งจะตั้งร้าน ข้าเป็นถึงพระชายาอ๋อง ยังต้องตื่นเช้าขนาดนี้อีก”
“แค่วันเดียว ทนหน่อย พรุ่งนี้ถึงแม้จะไปบ้านท่านตา แต่ไปถึงก่อนเริ่มกินเลี้ยงตอนเที่ยงก็พอ”
“ลู่หมินหรุ่ย”
“เรียกท่านพี่”
“พี่ชาย ฮี่ๆ ท่านมีน้องสาวหรือเปล่า ไม่เคยถูกเรียกว่าพี่ชายใช่ไหม”
ลู่พั่น “…” ให้เรียกท่านพี่ก็จะเรียกพี่ชาย พี่ชายสุดที่รักรึ
ก็ได้
ไม่สิ ดูแปลกใหม่ดี
“ก็ไม่มีจริงๆ ทางบ้านท่านตาคนที่เด็กสุดก็เป็นน้องชาย พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้เจอ”
“เช่นนั้นพี่ลู่ ข้าก็เป็นน้องสาวของพี่แล้วนะ พี่ลู่โตกว่าข้าห้าปี ขอถามหน่อย พี่ลู่ตื่นแต่เช้าแบบนี้ทุกวันเพื่อไปประชุมราชสำนักเหรอ”
ลู่พั่นอยากให้ภรรยารู้จักเขามากขึ้น จงใจทำให้ตัวเองพูดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากแต่งงานวันแรก “เช้ากว่านี้ ต้องฝึกฝนร่างกายด้วย ถ้าไปที่ค่ายประจำการจะเช้ากว่านั้น แต่ก็ชินแล้ว วันหลังเจ้านอนตื่นสายได้ ไม่ต้องตื่นพร้อมข้า พวกเรากินข้าวเย็นด้วยกันก็พอแล้ว”
ซ่งฝูหลิงทำท่าอยากนั่งขัดสมาธิ อยากหันหน้าเข้าหาลู่พั่น
ลู่พั่นรีบก้มช่วยนางจัดกระโปรง แต่กลับถูกฝูหลิงดึงแขนเสื้อไว้
ซ่งฝูหลิงใช้สองมือประคองใบหน้าลู่พั่น สังเกตดวงตาของเขา
“ท่านพี่ ท่านเลี้ยงดูครอบครัวลำบากเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ข้าจะกินข้าวเย็นพร้อมท่าน ข้าวกลางวันข้าก็จะกินพร้อมท่านด้วย ข้ากินอะไรก็จะให้ซุ่นจื่อเอาไปส่งให้ท่านถึงที่ทำงาน พวกเรากินแบบเดียวกัน”
ลู่พั่นกลั้นขำไม่อยู่ ทำพูดไป ทำแบบนี้ก็ดูมีความเห็นใจดี ทันใดนั้นฝูหลิงก็เปลี่ยนสีหน้า พูดอย่างรังเกียจ “แต่เมื่อคืนท่านไม่นอน หาเรื่องเองนะ แถมยังกวนข้าด้วย”
ลู่พั่นโอบคอฝูหลิง กระซิบข้างหูของนาง “คืนนี้ก็ยังจะกวนเจ้า”
อ่อยกันแต่เช้า ข้าจะกวนเจ้า
ซุ่นจื่อกับหัวหน้าองครักษ์ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง พวกเขาได้ยินเพียงเสียงซุบซิบ ไม่รู้ว่าคุยอะไร แต่กลับได้ยินเสียงทั้งสองคนหัวเราะกันอยู่เรื่อยๆ
ซุ่นจื่อเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ยกมุมปากขึ้นมากกว่าเดิมอย่างอดไม่ได้ สบตากับหัวหน้าองครักษ์ที่อยู่อีกด้าน
ดีจริงๆ สองคน
ดีเหลือเกิน วันข้างหน้าของคุณชายนับจากนี้ไปจะไม่มีทางเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เนื่องจากระหว่างทางซ่งฝูหลิงกินขนมไปหลายชิ้น ดังนั้นก่อนลงจากรถม้าลู่พั่นจึงเปิดตลับเอาก้านพันสำลีทาเครื่องหอมที่ปากให้นางด้วยความตั้งใจ
เขาคิดว่าเป็นเครื่องหอมอย่างหนึ่ง อันที่จริงเป็นลิปสติกของยุคปัจจุบันที่ฝูหลิงเอามาใส่ไว้
ลู่พั่นลงจากรถม้าก่อน จากนั้นมือน้อยก็ยื่นมาให้เขา ถูกประคองลงจากรถม้า
ทั้งสองคนเดินไปพลางหันมายิ้มให้กัน ต้องปล่อยมือแล้ว พวกเราต้องสุขุม
ทั้งสองคนสุขุมมาก ผู้ชายอยู่หน้า ผู้หญิงอยู่หลัง เดินเข้าวังหลวง
ซ่งฝูหลิงคุกเข่าลงตรงหน้าฮ่องเต้ นางแปลกใจมากที่มีแค่ฮ่องเต้ไม่มีคนอื่น
รัชสมัยนี้ไม่มีฮองเฮา เดิมทีคิดว่าฮ่องเต้จะมาพร้อมพระสนมกุ้ยเฟย นางกับลู่พั่นคุกเข่าคำนับให้เขาเสร็จค่อยถวายบังคมพระสนมกุ้ยเฟย เอาแค่ท่าถวายบังคมนางก็ฝึกนานมากแล้ว
แต่ว่าไม่มี
พระสนมกุ้ยเฟยไม่ได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้
และเรื่องที่ทำให้ซ่งฝูหลิงประหลาดใจยิ่งกว่าคือ เรื่องแรกที่ฮ่องเต้พูดหลังจากเจอนางกับลู่พั่นคือ “ท่านพ่อของเจ้าอาลัยอาวรณ์เจ้ามาก”
เอาล่ะ ฝูหลิงเข้าใจแล้ว พ่อต้องร้องไห้หลังจากนางออกจากบ้านไปแล้วแน่นอน ต่อมาฮ่องเต้ก็รู้เข้า
เฮ้อ พ่อนะพ่อ จริงๆ เลย มันต้องขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันนี้ใช่ไหมล่ะ ถ้าข้าไม่ได้แต่งงานต่างหากที่ควรร้องไห้
ฮ่องเต้ยิ้มพลางสั่งสอนคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน ต้องรักกัน อภัยให้กันและกัน เชื่อใจกัน
คำพูดนี้เหนือความคาดหมายของซ่งฝูหลิงมาก
เจิงหมอมอกับจิ่งหมอมอเคยบอกนางว่า ในหนังสือมีบอกไว้ คำสั่งสอนของที่นี่ส่วนใหญ่จะบอกให้เคารพสามี โดยมากพูดให้สตรีฟัง สรุปง่ายๆ ก็คือมีศีลธรรมจรรยา
นึกไม่ถึงว่าคำพูดของฮ่องเต้จะเป็นซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่าเพราะเห็นแก่หน้าของพ่อนางหรือเปล่า
เมื่อลู่พั่นกับซ่งฝูหลิงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เสร็จ หลี่เต๋อไฉถึงได้พานางในมาปรากฏตัว
ซ่งฝูหลิงถึงเข้าใจ ที่แท้ฮ่องเต้จงใจไม่พานางสนมมาด้วย เพราะอยากให้นางไปกราบเคารพอดีตฮองเฮา
นี่ก็ต้องแยกกับลู่พั่นแล้ว
ลู่พั่นถูกทิ้งไว้คุยกับฮ่องเต้
ฝูหลิงต้องไปคนเดียว