ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 909-2 ความรักมีเวทมนตร์
ตอนที่ 909-2 ความรักมีเวทมนตร์
หลังจากฝูหลิงจุดธูปปักเสร็จก็ต้องมาคุกเข่าหน้าภาพเหมือนของอดีตฮองเฮาพร้อมพูดว่า “หม่อมฉันได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระนางฮองเฮา แม้หม่อมฉันจะไม่เคยพบพระองค์ แต่หมอมอฝีมือดีที่อยู่ข้างกายหม่อมฉันก็ได้รับการฝึกฝนมาจากพระองค์”
เอาล่ะๆ คำพูดที่นางบรรจงพูดออกมานั้น ไม่มีพิรี้พิไร คนอื่นฟังแล้วรู้สึกได้ถึงศรัทธา พูดมาจากใจ
โดยเฉพาะระหว่างที่พระชายาอวี้ชินอ๋องจุดธูปยังได้ท่องบทสวดแบบไม่ต้องดูอีกด้วย
ท่องคล่องมาก คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจท่องบทสวดกันเท่าไร
อันที่จริงซ่งฝูหลิงก็ท่องมาไว้ตบตาคน นางได้ยินย่าบอกว่า ย่าของลู่พั่นสวดมนต์ จึงทำการบ้านมาไว้หน่อย ดังนั้นถ้ามีคนบอกว่านางได้เป็นพระชายาอ๋องง่ายๆ จับหมาป่าขาวแบบลู่พั่นได้ด้วยมือเปล่า นางไม่ยอมรับเด็ดขาด
ดูเอานะ ความสามารถที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนเป็นของเล่น เวลานี้ได้เอามาใช้แล้ว ทำเอาหมอมอสูงวัยที่เคยรับใช้ข้างกายอดีตฮองเฮาถึงกับประทับใจ
หลี่เต๋อไฉยืนอยู่ด้านข้าง แววตาวูบไหว
กลับไปจะเล่าเรื่องนี้ให้ฮ่องเต้ฟัง
หมอมอสูงวัยประทับใจ นางอยู่ในวังหลวงไม่ค่อยได้เจอ ‘ตัวจริง’ จึงแอบให้ยาลับกับเจิงหมอมอไว้สองขวด
พวกเราไม่รู้ว่ายาลับมาจากไหนตั้งเยอะแยะ
ถ้าเอาตามคำพูดของฝูหลิง ถ้ายาลับนั้นช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ งั้นนางต้องการ แต่ถ้ามันมีสรรพคุณช่วยกระชับอะไรแบบนี้ งั้นช่างเถอะ ของลู่พั่นใหญ่ ใหญ่มาก ไม่จำเป็นจริงๆ
หลังจากพระสนมกุ้ยเฟยได้ยินว่าฮ่องเต้ให้พระชายาอวี้ชินอ๋องไปกราบไหว้อดีตฮองเฮา นางก็โมโหจนบิดผ้าแน่น
เชิญโมโหไป เก่งนักก็โกรธฮ่องเต้ได้เลย
ซ่งฝูหลิงกราบไหว้อดีตฮองเฮาอย่างสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน เสร็จแล้วก็ไป ไม่อยู่ที่วังหลังนาน
ไม่มีคิดหรอกว่าต้องเป็นฝ่ายขอพบพระสนมกุ้ยเฟยหรือพระสนมคนอื่นๆ ก่อนหรือไม่
เรื่องไหนที่ไม่ได้สั่งให้นางทำ นางก็ไม่ทำ
เรื่องอย่างต้องคิดจนปวดหัวว่าดีหรือไม่ดี สมควรหรือไม่ น้อยครั้งที่ซ่งฝูหลิงจะทำ
ประการแรก นางไม่อยากเป็นคนที่ทุกเรื่องต้องทำให้ได้สมบูรณ์แบบ นางคิดว่าบนโลกนี้ไม่มีคนที่เอาใจทุกคนได้หมด แบบนั้นได้เหนื่อยตาย
ประการที่สอง พวกองค์ชายยังเด็ก ต่อให้ไม่เด็กแล้วอย่างไร อยากได้รับการสนับสนุนจนขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น แต่วันหน้าใครจะต้องประจบใครก็ยังไม่รู้
เจิงหมอมอปรากฏตัวที่อีกด้านหนึ่งของคุณหนูจากด้านข้าง กำลังชื่นชมอยู่ในใจ แต่แล้วก็ส่ายหน้าทันที เฮ้อ นางต้องเห็นภาพลวงตาแน่ ยังไม่โตจริงๆ
เพราะนางได้ยิน “ลู่หมินหรุ่ย อย่าเอาแต่ชวนข้าคุย รักษามารยาทในวังหลวงด้วย”
ลู่พั่นเดินอยู่ด้านหน้า ตั้งใจแนะนำภายในวังหลวงให้ฝูหลิงรู้จักด้วยความหวังดี นี่คือที่ไหน นั่นคือตรงไหน แต่ฝูหลิงที่เดินตามหลังกลับไม่พอใจ
นางไม่พูดก็เป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว ต้องยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้ได้องศาพอเหมาะเพื่อรักษากิริยาท่าทาง อย่ามาชวนนางคุย
จวนผู้สำเร็จราชการ
เหล่าฮูหยินมองหลานสะใภ้ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า เวลานี้สิ่งที่พอใจมากที่สุดคือสีหน้าของฝูหลิง แสดงว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่ดูอิดโรยแม้แต่น้อย
ซ่งฝูหลิงคำนับท่านปู่ท่านย่า แววตาเขินอายเล็กน้อยหยิบแผ่นรองรองเท้าออกมาสองคู่ สองมือช่วยใส่อย่างอายๆ
เหล่าฮูหยินมองท่าทางพยายามของนางก็อดพูดไม่ได้ ใส่ไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่ เก็บไว้เป็นที่ระลึก อย่างไรเสียคนอื่นก็ไม่ได้เห็น นางมีกระเป๋าใบเล็ก อันนั้นดี ถือออกไปได้
เวลานี้เหล่าฮูหยินไม่รู้ว่า ซ่งฝูหลิงมีสายรัดประดับคอซ่อนอยู่ในมือ นางคิดว่าครั้งนี้มีแผ่นรองรองเท้าแล้ว ถ้าอย่างนั้นสายรัดก็เอาไว้ให้ตอนปีใหม่แล้วกัน
ส่วนอัครเสนาบดีลู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าการไม่เก่งงานฝีมือจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
บนโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในขณะที่สตรีบ้านอื่นเรียนงานฝีมือ แต่หลานสะใภ้ของเขาอ่านหนังสือ
ครอบครัวที่มีการศึกษาต่างคิดว่าอ่านหนังสือเยอะๆ ย่อมดีกว่าอะไรทั้งนั้น
“ท่านแม่ นี่คือของที่สะใภ้ทำ”
ความสนใจของลู่ฮูหยินไม่ได้อยู่ที่เรื่องงานฝีมือแย่
ถ้าคนสกุลซ่งปิดบังเรื่องที่ลูกสาวไม่เก่งงานฝีมือ บางทีเวลานี้ลู่ฮูหยินอาจขมวดคิ้ว อาจหาโอกาสจับผิดต่อว่าฝูหลิงไปแล้ว
แต่เรื่องนี้เฉียนเพ่ยอิงตำหนิตัวเองให้ลู่ฮูหยินฟังหลายครั้ง บอกว่าต้องโทษนางที่ตอนบ้านเมืองยังไม่วุ่นวายไม่ได้สอนลูกทำงานเย็บปัก มัวแต่ให้เรียนหนังสือเรียนดนตรี
หลังจากลี้ภัยมา ฐานะครอบครัวเป็นแบบนั้น ในบ้านไม่มีใครที่เย็บปักเก่งๆ เลย แถมฝ่ามือนางก็ยังมีแผลเป็นขนาดใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีงานปักชิ้นไหนที่นางปักไม่ผิด ดังนั้นอย่าเห็นว่าลูกสาวนางทำกล่องดอกไม้หอมให้แม่สามี หรือให้กระเป๋าอะไรพวกนั้น ดูเหมือนเก่งมาก แต่ถ้าให้เย็บปักก็ไม่ไหวจริงๆ
สรุปได้สั้นๆ ว่าต้องโทษนางคนเป็นแม่ ขอให้ทางนี้ใจกว้าง อย่าได้นึกตำหนิ
ความสนใจของลู่ฮูหยินจึงไปอยู่ที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ ระหว่างพูดคุยก็คอยสังเกตว่าเมื่อคืนเด็กสองคนนี้ผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่ รู้สึกดียิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า
ถึงได้บอกไงว่าอย่าไปอยู่จวนอ๋องเลย กลับมาอยู่ที่บ้านดีกว่า
…
ช่วงเช้าวันแรกที่ซ่งฝูหลิงมาจวนผู้สำเร็จราชการ ทุกคนในจวนกลับไม่ได้ดูรื่นเริงต้อนรับสามีภรรยาคู่ใหม่เป็นพิเศษ
เหล่าฮูหยินก็ไม่ได้คุยอะไรเยอะกับฝูหลิงเหมือนอย่างครั้งก่อนที่คุยเรื่องแต่งงาน
เพราะต้องไปกราบไหว้พ่อของลู่พั่น
ตามธรรมเนียมปฏิบัติคู่แต่งงานใหม่ต้องเดินสองสามก้าวแล้วคำนับหนึ่งที รวมทั้งหมดต้องคำนับให้พ่อเก้าครั้ง
คราวนี้ซ่งฝูหลิงไม่ได้ทำเป็นเล่นแม้แต่น้อย นางก้าวเดินอย่างตั้งใจ ก้มคำนับด้วยความจริงใจ
“คุกเข่า”
“คุกเข่าอีกครั้ง”
“คุกเข่าครั้งที่สาม…”
วันนี้ นับตั้งแต่เตรียมแต่งงานจนถึงตอนนี้ เวลานี้ลู่พั่นคิดถึงพ่อมากที่สุด เขาแต่งงานแล้ว ท่านพ่อที่ควรอยู่ด้วยมากที่สุดกลับไม่ได้เห็น เขามีคำพูดมากมายที่อยากเล่าให้พ่อฟังตอนจุดธูปไหว้ เล่าเรื่องงานแต่งงาน เล่าให้ฟังว่าเขาไปรับเจ้าสาวอย่างไร พาภรรยากลับมาที่จวนลู่อย่างไร
แต่ซ่งฝูหลิงตั้งใจคุกเข่าคำนับ บางครั้งไม่ได้ควบคุมแรงให้ดี เขาอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงนางคำนับหัวโขกพื้น
ทำเอาลู่พั่นเสียสมาธิ ความเสียใจที่ลูกแต่งงานแต่พ่อกลับไม่อยู่ลดน้อยลง ที่เพิ่มขึ้นคือเอ็นดูและซาบซึ้งคนข้างกาย
เมื่อคืนนอนไปแค่ชั่วยามเดียว เช้าวันนี้ยังออดอ้อน ตอนนี้ไม่ได้อยู่ๆ ก็คึกมีกำลังวังชา แต่เพราะเป็นคนจริงใจ
ลู่พั่นมองฝูหลิง แต่ฝูหลิงกลับไม่สนใจ ตั้งใจพูดกับพ่อลู่อยู่ในใจ
ท่านพ่อ ข้าคือลูกสะใภ้ของท่าน พบกันครั้งแรก หวังว่าท่านพ่อจะพอใจในตัวข้า
ขอบคุณท่านพ่อ ขอบคุณที่ท่านพ่ออบรมเลี้ยงดูผู้ชายที่ยอดเยี่ยมอย่างลู่พั่น
คำพูดนี้ข้าบอกแค่ท่านพ่อ การที่ข้าได้แต่งงานกับผู้ชายแบบลู่พั่นนับเป็นโชคดีของข้า รู้สึกเหมือนโชคหล่นทับจากสวรรค์
แต่ข้าจะไม่เอาแต่เสวยสุข ข้าจะพยายามเรียนรู้ดูแลเขาให้ดี คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป ท่านพ่อโปรดวางใจ
ปกติข้าไม่ชอบพูดอะไรที่เต็มร้อยเกินไป แต่ครั้งนี้ข้าขอบอกกับท่านพ่อว่า ข้าจะดีกับเขา ข้ายังรับรองได้อีกว่าพ่อแม่ของข้าก็จะดีกับเขา ทำให้เขายิ้มได้มากกว่าเมื่อก่อน ลืมเรื่องแย่และเรื่องเสียใจอย่างสงครามพวกนั้นกับเรื่องที่ท่านพ่อจากไปอย่างกะทันหัน
ข้าคิดว่านี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านพ่อปรารถนาเช่นกัน ใช้เรื่องดีๆ เข้าแทนที่ความทรงจำเหล่านั้น ถ้าไม่เชื่อ ท่านพ่อก็รอดูได้เลย
ลู่พั่นมองฝูหลิงในตอนนี้ ในใจมีอยู่คำพูดเดียว ต่อไปถ้าใครกล้าพูดว่าภรรยาของข้าไม่ประสีประสา ข้าจะเอาเรื่องคนนั้น
…
จนกระทั่งช่วงเที่ยง จวนผู้สำเร็จราชการถึงได้กลับมาครึกครื้น
โดยเฉพาะตอนกินข้าว
อัครเสนาบดีลู่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแสร้งทำเป็นมองอย่างอื่น ทำเป็นบังเอิญมองหลานสะใภ้
มีสมาชิกมาเพิ่มในครอบครัวบรรยากาศก็ไม่เหมือนเดิม
เหล่าฮูหยินยิ้มมองฝูหลิง ชื่นชมในใจอีกครั้ง แข็งแรงจริงๆ ร่างกายใช้ได้
คนอายุเยอะก็จะรู้มากหน่อย
เหล่าฮูหยินเคยเห็นมาเยอะ สะใภ้อายุน้อยส่วนใหญ่วันที่สองของการแต่งงานก็จะดูอิดโรย บางคนไม่ได้อายเลยไม่กล้ากิน แต่เป็นเพราะกลางคืนถูกกวนจนกินไม่ลง
แล้วมาดูหลานสะใภ้ของนางสิ ที่บอกว่าร่างกายใช้ได้เป็นเพราะ เหนื่อยก็จริง ง่วงก็จริง แต่ถึงเวลากินก็ต้องกิน หิวเป็นปกติ
ดูอย่างคนป่วยทำไมถึงกินไม่ลง แต่พอหายดีกลับกินได้เยอะ
หลักการเดียวกัน ดูจากที่ฝูหลิงขอเติมข้าวชามที่สองก็รู้ได้ว่าร่างกายแข็งแรง
แต่กลับเป็นลู่ฮูหยินที่ไม่กล้าบอกสะใภ้ นางกระซิบบอกลูกชาย กลัวฝูหลิงไม่กล้าปฏิเสธถึงได้กินเยอะแบบนี้ “หมินหรุ่ย เลิกคีบกับข้าวให้เมียได้แล้ว มีสาวใช้คีบให้ ปกติก็ไม่เห็นเราวุ่นวายแบบนี้ กินของตัวเองไป”
ลู่พั่นมองแม่ด้วยสายตาสงสัย เพิ่งกลับมาได้ครึ่งวันก็จู้จี้จุกจิก งั้นพวกเรากลับจวนอ๋องดีกว่า
แค่คีบกับข้าวให้ก็ต้องมายุ่งด้วย
อีกอย่าง ไม่ได้หรอก เขาฟังใครไม่ได้จริงๆ พ่อตาเคยร้องไห้พูดกับเขา ในบรรดาสองสามเรื่องที่กังวลมีเรื่องฝูหลิงไปกินข้าวบ้านอื่นแล้วกินไม่อิ่ม อีกเรื่องคือถูกมองข้ามขังไว้ในเรือนหลัง แต่เรื่องนั้นไม่ต้องไปพูดถึงหรอก
สุดท้ายเป็นฝูหลิงที่เตะลู่พั่นอย่างแม่นยำใต้โต๊ะ ลู่พั่นถึงหยุดคีบกับข้าวให้
คีบแต่อะไรที่ข้าไม่ชอบ จงใจใช่ไหม
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวซ่งก็กำลังจะกินข้าวแล้ว
นับตั้งแต่เมื่อคืนที่กินมื้อดึก ครอบครัวซ่งกินกับข้าวเหลือจากงานแต่งมาแล้วสามมื้อติด
พวกกับข้าวในงานแต่งพร่องไปนิดเดียว จะทิ้งก็เสียดาย
ของดีก็เก็บไว้กินเอง ส่วนของไม่ดีลุงใหญ่ของซ่งฝูเซิงกับพ่อลาเฟยเอาใส่ถังน้ำลากออกไปหลายลี้ให้คนอื่น เล่นเอาท่านลุงซ่งว่าเขาด้วยความโมโห “ในเมืองไม่มีขอทานหรือไง แค่บริจาคของกินต้องเสียค่าอาหารเลี้ยงสัตว์ไปด้วยเนี่ย”
ลุงใหญ่ซ่งบอกไม่ได้หรอก เขาเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน
คนที่ยากจนจริงๆ ในเมืองหลวงมีน้อย คนที่ยากจนเหลือกางเกงแค่ตัวเดียวอยู่ในเมืองหลวงไม่ไหวหรอก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงย้ายออกไปนานแล้ว บ้านในเมืองหลวงทุกทำเลเป็นเงินเป็นทอง ขายทิ้งไปดีกว่า
ครอบครัวเราเคยจนมาก่อน รู้ว่าถ้าเอาให้คนที่ไม่ได้เดือดร้อนมากอาจถูกนินทาด้วยซ้ำ เมื่อก่อนเขาก็มีนิสัยแบบนี้ ให้อะไรก็ไม่พอใจ ลุงใหญ่ซ่ง ‘ต้องรู้จักเผชิญกับอดีตของตัวเอง’
“หา ใต้เท้ารองเสนาบดีให้ของแค่นี้เหรอ ขุนนางใหญ่ขนาดนั้นกลับให้ของเหลือ”
มันน่าโมโหไหมล่ะ เจอแบบนั้นไม่สู้เอาไปเลี้ยงหมูให้หมดดีกว่า ไม่ต้องให้คน
เขาก็เลยลากไปตรงพื้นที่ไกลหน่อย ให้คนที่เขาลำบากจริงๆ ได้กินดีขึ้นมาบ้าง
อธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์ ลุงซ่งยังคงต่อว่า “ทำไมเจ้าไม่ลากไปเมืองฉินนู่นเลยล่ะ”
ในเวลานี้เอง อาหารขึ้นโต๊ะแล้ว ย่าหม่ากับหมี่โซ่วถึงเพิ่งกลับมาอย่างลับๆ ล่อๆ
ท่านลุงซ่งถอนหายใจ มาอีกสองคนที่ชอบทำให้เป็นห่วง
“แม่ฝูเซิง ก็รู้ๆ ธรรมเนียมกันอยู่ ไม่ให้กลับมาเจอหน้า กลัวไม่ดีต่อเด็กทั้งสองคน แต่เจ้าก็ยังจะออกไปกับหมี่โซ่ว ในร้านมีงานเยอะแยะไม่ทำ แม่เป่าจื่อออกไปร้านขนมแต่เช้าแล้ว หาตัวเจ้าไม่เจอ”
ท่านย่าหม่าเถียงกลับ “ข้าไม่ได้เจอหน้า”
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงแอบมีความหวังว่าแม่จะถูกฝากคำพูดอะไรมา พอได้ยินแบบนั้นก็แอบผิดหวัง
หมี่โซ่วเป็นฝ่ายรายงานให้ท่านลุงท่านป้าก่อน รู้ว่าท่านลุงท่านป้าร้อนใจกว่าใคร พยายามฝืนไม่ให้แอบไปดู
“ข้ากับท่านย่าซ่อนตัวอยู่ตรงถนนหน้าจวนอ๋อง เห็นรถม้าของพี่กับพี่เขยไปวังหลวง ต่อมาก็ตามไปวังหลวงด้วย แต่ไม่เห็นอะไรเลย พวกเราเข้าไปใกล้ไม่ได้ มีองครักษ์หลายคน รถม้าของพวกเขามีที่จอดโดยเฉพาะด้วย จากนั้นพอไปถึงถนนจวนผู้สำเร็จราชการก็ได้เจอแล้ว”
ท่านย่าหม่าพูดต่อ หยิบปัวปัวขึ้นมากัด “ไม่ได้เจอ ก็แค่เห็นรถม้าวิ่งผ่านที่ถนนเส้นติดกัน พวกเราสองคนไม่กล้าเข้าไปใกล้ กลัวพวกซุ่นจื่อเห็น อย่างนั้นจะหยุดรถหรือไม่หยุดล่ะ แบบนั้นก็ทำเสียธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว แต่พั่งยา หลานไม่เอาไหน พวกเราเป็นห่วงแทบแย่ ข้าเห็นตอนลมพัดม่านปลิว นางนั่งอยู่ในรถกำลังหัวเราะคิกคัก”
มีความสุขน่าดู