ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 910-1 สัมผัสรักครั้งแรก
ตอนที่ 910-1 สัมผัสรักครั้งแรก
ซ่งฝูเซิงกินข้าวเสร็จกลับห้องก็พูดว่า
“ท่านย่าบอกแล้วว่าลูกสาวเราไม่ทุกข์ไม่ร้อน วันนี้ตื่นแต่เช้าไปวังหลวง ต่อมาก็ไปจวนผู้สำเร็จราชการเป็นครั้งแรก ไปกราบไหว้พ่อของลู่พั่น คิดๆ ดูคงไม่ว่างเข้าไปในพื้นที่พิเศษ…
…เช่นนั้นพ่อจะช่วยเก็บของ พาพวกฝูกุ้ยไปทำธุระอย่างอื่นก่อน ไปร้านม้าพันลี้ ไปร้านของดีท้องถิ่นหน่อย…
…เดี๋ยวรอถึงเวลาเลิกงานค่อยไปหาใต้เท้าเฟ่ยที่จวน (เสนาบดีกรมคลัง) ตอนเย็นไม่กินข้าวที่บ้านนะ”
เฉียนเพ่ยอิงไปเอาเสื้อผ้าสำหรับออกข้างนอกให้เขา
ซ่งฝูเซิงเดินไปถึงประตูอยู่ๆ ก็หยุดลง หันกลับไปพูด “แม่ไม่ไปกับพ่อเหรอ”
อยากให้เมียออกไปด้วย
ถือว่าได้สัมผัสกับรสชาตินั้นแล้ว
ตอนอยู่ยุคปัจจุบันเขาไม่ได้ลิ้มรส แต่กลับได้ลิ้มลองที่นี่ ลูกโตแล้วก็ต้องบินออกจากอ้อมอก คนที่อยู่ข้างกายไปตลอดได้ก็คือเมีย ไม่อย่างนั้นจะเรียกคู่ชีวิตเหรอ
เฉียนเพ่ยอิงลังเล
หากว่ากันตามเหตุผล ไปเป็นแขกบ้านเสนาบดี ในหนังสือเชิญควรเขียนว่าสองสามีภรรยาจะยิ่งดูเป็นทางการกว่า คนหนึ่งอยู่เรือนหน้า อีกคนไปเรือนหลัง แบบนั้นนางก็ควรต้องไป
แต่ว่า…
ซ่งฝูเซิงเข้าใจแล้ว เมียเขาอยากรออยู่ในพื้นที่พิเศษมากกว่า เกิดลูกสาวโผล่เข้ามา เมียเขากลัวลูกสาวผิดหวัง คิดว่าพ่อแม่มองว่าลูกสาวเหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้ว
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ พ่อไปเอง…
…พ่อเห็นแม่ตื่นเช้ามาเดี๋ยวลืมนั่นเดี๋ยวลืมนี่ เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ ช่วงนี้เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า ดูผอมลงนะ…
…แม่ไม่สบายตรงไหนก็บอกได้ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวให้หมอมาตรวจดูอาการ ถ้าไม่ได้ไม่สบายก็จัดยาบำรุงหน่อย พวกโสมของบำรุงก็กองอยู่ในพื้นที่พิเศษ ไม่ได้เอาไปทำอะไรสักที กินพื้นที่ นี่ถ้าเอาวางไว้ข้างนอกหัวใจกวางคงเหม็นเน่า”
เฉียนเพ่ยอิงส่ายมือ รำคาญซ่งฝูเซิง พูดอย่างไม่มีอารมณ์เท่าไร
“เหนื่อยน่ะมันไม่เท่าไรหรอก ก็แค่เมื่อคืนพ่อนอนกรนจนแม่นอนไม่หลับ ต่อไปดื่มให้มันน้อยๆ หน่อย คอก็ไม่แข็ง ทุกครั้งพอเมาหลับนอนกรนเหมือนคนหายใจไม่ทัน แม่ก็พลอยเหนื่อยตามไปด้วย”
ซ่งฝูเซิงงึมงำอยู่คนเดียวพลางเดินออกไป “เช่นนั้นต่อไปถ้าพ่อเป็นแบบนั้นอีกแม่ก็ปลุกพ่อ รอแม่หลับพ่อค่อยกรนต่อ”
ในที่สุดก็ออกจากบ้าน ไม่รอลูกสาวอยู่เฉยๆ แล้ว
…
“โลกนี้มีแค่แม่เท่านั้นที่ดี เด็กที่มีแม่เหมือนมีของล้ำค่า ท่านแม่!”
พอซ่งฝูหลิงเข้าพื้นที่พิเศษก็ไม่แม้แต่จะถามว่ามีใครอยู่ไหม นางตะโกนร้องเพลงเข้ามา
แสดงให้เห็นว่านางรู้ว่าแม่ต้องอยู่
ตลอดครึ่งวันมานี้เฉียนเพ่ยอิงถูกพื้นที่พิเศษดีดออกไปหลายครั้ง มึนๆ งงๆ แต่ไม่ได้หลับ กำลังเอนตัวพักสายตาอยู่ที่โซฟา
พอได้ยินเสียงก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที เด้งตัวขึ้นมานั่ง สวมรองเท้าแตะเดินเข้าไปต้อนรับตรงห้องน้ำ “ทำไมถึงว่างเข้ามาล่ะ”
ซ่งฝูหลิงเลี้ยวเข้าห้องนอนตัวเองแล้วนอนแผ่บนเตียง “แม่สามีสงสารลู่พั่น บอกให้เขานอนกลางวัน ลูกก็เลยได้อานิสงฆ์ไปด้วย”
“เช่นนั้นลู่พั่นอยู่ไหน ลูกเข้ามาแบบนี้ได้เหรอ”
“ทำไมจะไม่ได้ ลูกเตือนเขาแล้ว ห้ามปลุก เขาก็นอนกอดศพไป”
“เหลวไหล ปากไม่มีหูรูดอีกแล้ว”
ระหว่างพูดเฉียนเพ่ยอิงก็ยกถาดมาวางบนเตียงลูกสาว
ในถาดประกอบไปด้วยกล่องคุกกี้ มีคุกกี้ญี่ปุ่น ลูกสาวนางชอบกินคุกกี้สองอย่างนี้มาก มีมันฝรั่งทอดกรอบ ช็อกโกแลต องุ่นกับเชอร์รี่ที่ล้างสะอาดแล้ว แอปเปิ้ลแดงที่ยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ ก็แค่ไม่ได้หยิบไอศกรีมให้ เมื่อคืนเพิ่งเข้าเรือนหอ ไม่ควรกินของเย็น
“กินข้าวบ้านเขาอิ่มไหม กินขนมหน่อยนะ”
ตอนที่ซ่งฝูหลิงยังไม่แต่งงาน ไม่ว่าจะยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณ เฉียนเพ่ยอิงไม่ชอบให้ลูกกินของบนที่นอน โดยเฉพาะคุกกี้กับช็อกโกแลต เพราะนางต้องมาคอยเก็บเศษขนมอีก
แล้วมาดูตอนนี้วางถาดไว้บนเตียง แสดงให้เห็นว่าเตรียมไว้ก่อนแล้ว แถมยังให้กินบนเตียงด้วย
ซ่งฝูหลิงกินมาเต็มท้องแล้ว พอเห็นแม่เตรียมขนมไว้ให้ขนาดนี้ก็หยิบคุกกี้ขึ้นมาหนึ่งห่อ นอนกัดบนเตียง
“ก็อิ่มอยู่หรอก แต่วันนี้กับข้าวบ้านเขาไม่อร่อยเท่าไร กับข้าวเยอะแยะแต่จืดหมด ลูกกินแล้วไม่มีรสชาติเลย”
เฉียนเพ่ยอิงนั่งขัดสมาธิบนเตียง ยิ้มมองลูกสาว
“แบบนั้นเรียกชีวจิต ปู่ของเขาอายุมากแล้ว กินข้าวต้องระวังรสชาติ ย่าของลูกก็ควรเอาอย่างบ้านนั้นกินผักให้เยอะๆ ได้แล้ว…
…มาดูบ้านเราสิ แกงเนื้อ เนื้ออบ กินปูก็ไม่นึ่งธรรมดาต้องเอาไปผัดเผ็ด…
…หรือไม่ก็พวกเขาคงกลัวลูกไม่อยากอาหารก็เลยทำจืดหน่อย คราวก่อนที่ไปคุยเรื่องแต่งงาน แม่เห็นกับข้าวจวนลู่ก็พอไหวนะ มีทั้งเนื้อสัตว์ทั้งผัก ไม่แน่มื้อเย็นอาจดีก็ได้ เพิ่งไปบ้านเขาวันแรกอย่าเลือกกิน แม่บอกไว้ก่อนเลยนะ ห้ามทำสีหน้าไม่พอใจ”
ซ่งฝูหลิงยิ้มร่า ตีที่ว่างข้างตัวให้เฉียนเพ่ยอิงมานอนด้วยกัน
สองแม่ลูกหันหน้าเข้าหากัน
มือนุ่มๆ ของซ่งฝูหลิงลูบใบหน้าเฉียนเพ่ยอิง “คุณแม่ คิดถึงลูกหรือเปล่า คิดถึงลูกมากใช่ไหม”
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มพลางทำหน้ารังเกียจ “ไม่คิดถึง ในที่สุดก็หมดภาระแล้ว ทำแม่กับพ่อเกือบล้มละลาย เลี้ยงเราน่ะเปลืองเงินมาก ไม่เห็นเหรอว่าพ่อไม่อยู่ ออกไปเที่ยวแล้ว แม่นอนไม่พอ ไม่เช่นนั้นก็ออกไปกับพ่อด้วยแล้ว”
“หึ เมื่อกี้ลูกอยากพูดว่า คุณพ่อนี่มีน้ำใจจริงๆ ลูกมาก็ไม่ออกมาต้อนรับ ยังจะกล้าไม่อยู่อีก ออกไปข้างนอกจริงๆ เหรอ”
“อืม ไปบ้านเสนาบดีกรมคลังแล้ว”
ซ่งฝูหลิงชักหมดอารมณ์ เดิมทียังอยากให้แม่ออกไปพาพ่อเข้ามาด้วย นางจะได้บอกว่า ‘ลูกกลับมาแล้ว ชาตินี้หนีลูกไม่พ้นหรอก’
“เช่นนั้นท่านย่าล่ะ ท่านย่าคิดถึงลูกหรือเปล่า หมี่โซ่วก็ไม่คิดถึงเหรอ”
เฉียนเพ่ยอิงบอกลูกสาวว่า “อย่าให้พูดเลย เมื่อคืนย่าเรานอนไม่หลับ เกือบบังคับให้แม่เป่าน้ำเต้าให้ฟังแล้ว นางง่วงจนเดินสะดุด ตื่นเช้าส่งสายตากับหมี่โซ่ว สักพักก็หายไปทั้งคู่ ไปแอบดูลูก”
“หา ลูกไม่เห็นสองคนนั้นเลย”
“จงใจไม่ให้ลูกเห็น มันเป็นธรรมเนียมใช่ไหมล่ะ ปู่ทวดของลูกบ่นตามหลังไม่หยุด ให้เห็นคนในครอบครัวก่อนกลับมาเยี่ยมบ้านมันจะไม่ดี”
ซ่งฝูหลิงหมดคำจะพูด
พวกเราเป็นคนยุคปัจจุบัน ได้รับการศึกษาอะไรมา เชื่อเรื่องพวกนั้นด้วยเหรอ
ต่อให้ท่านย่ากับหมี่โซ่วไม่ใช่คนยุคปัจจุบัน แต่คนในครอบครัวซ่งของพวกเราถึงขั้นเคยผ่านสุสานกันมาแล้ว เชื่อแค่เรื่องถ้าไม่เผากระดาษคนในโลกนั้นจะไม่มีเงินใช้ เรื่องอื่นเลิกเชื่อนานแล้ว
เฉียนเพ่ยอิงว่าฝูหลิง
“เราอย่าเอาแต่คิดแบบนี้ แต่งงานแล้ว วันหน้าคิดให้รอบคอบหน่อย อย่าเอาแต่ตัวเองสะดวก…
…อย่างเรื่องห้ามพบหน้า ครอบครัวเราไม่เชื่อก็เพราะประสบการณ์ของพวกเรา คนสกุลลู่กับคนข้างนอกเก้าสิบเก้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์เชื่อกันหมด…
…คิดดูแล้วกัน พอมีภัยพิบัติฮ่องเต้ก็นำบวงสรวงสวรรค์ ที่นี่สังคมศักดินาขนาดไหน…
…พวกเราเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม…
…ไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็แล้วไป แต่ถ้าวันหน้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น พวกแม่สามีของลูกก็จะหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นได้ ตะขิดตะขวงใจ จะมาโทษครอบครัวเรา…
…ธรรมเนียมแค่นี้ทนๆ ไป เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว อย่าทำอะไรให้คนเขาจ้องจับผิดได้”
ซ่งฝูหลิงเบ้ปาก
“แต่ลู่พั่นก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ลู่พั่นเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องงมงายเลย…
…ถ้าเขารู้ว่าท่านย่ากับหมี่โซ่วแอบมาส่องดูลูกอยู่ที่ถนนหน้าจวนผู้สำเร็จราชการ เขาต้องลงจากรถม้าไปเชิญมากินข้าวแน่…
…ท่านย่าก็จริงๆ เลย ไม่ไปดูแลเรื่องร้าน ก่อนลูกแต่งงานตั้งใจกำชับย่าแล้วว่าวันแรกทำอะไร วันที่สองทำอะไร ดูท่าจะไม่ตั้งใจทำงานเลย”
เฉียนเพ่ยอิงหัวเราะ “ถึงได้บอกว่า เราน่ะบุญหล่นทับ อยู่ในที่แบบนี้ยังจับลู่พั่นคนที่คิดแตกต่างได้ ถ้าเขาเชื่องมงายก็คงเป็นลูกเขยครอบครัวเราไม่ได้หรอก มีเหรอที่เขาจะมาชอบลูก”
“ท่านแม่ ลูกต่างหากที่ชอบเขา ลูกเอง เขาไม่มีสิทธิ์เลือก ขึ้นอยู่กับลูกทั้งนั้นว่าจะเอาเขาหรือเปล่า”
“รู้แล้วๆ เราน่ะเก่งที่สุด จริงสิ พวกลูกสองคนมานอนกลางวันกันแบบนี้เลยเหรอ แล้วพวกพี่สาวล่ะ”
ซ่งฝูหลิงพูดอย่างไม่แคร์ “ไม่รู้สิ น่าจะถึงจวนผู้สำเร็จราชการแล้วมั้ง ตอนกินข้าวยังไม่ได้เจอกัน”
“ลูกไม่ต้องไปเจอพวกนางเหรอ แม่จะบอกให้นะ ลูกแม่ ถ้าเข้ากับพวกพี่สาวลู่พั่นไม่ได้จะเป็นปัญหา…
…แค่พวกนางผลัดกันไปตำหนิลูกให้แม่สามีของลูกได้ยิน คนละประโยคสองประโยค มีกันตั้งหลายคนแบบนั้น นั่นลูกแท้ๆ พูดอะไรก็มีน้ำหนัก…
…ไม่ได้ รีบออกไปเถอะ กลัวจะมีคนมาเรียกให้ลูกไปพบพวกนาง ให้ไปทักทายหรืออะไรทำนองนั้น”
ซ่งฝูหลิงบิดตัว “ไม่เอา ลู่พั่นต่างหากใหญ่สุดในบ้าน เขาหลับแล้วใครจะกล้าปลุกเขา แม่สามีลูกเป็นคนแรกที่จะทำไม่ลง ลูกก็ได้อานิสงฆ์ไปด้วย ไม่มีทางถูกรบกวน ไอ๊หยา คุณแม่ อย่าคิดมากน่า”
นางอุตส่าห์ได้เข้ามาทั้งที เอาแต่พูดอะไรก็ไม่รู้
เข้าใจแล้ว เช่นนั้นถามอะไรที่มีประโยชน์หน่อยดีกว่า
ดูทำเข้า พอได้เข้ามาก็พูดจาเอาใหญ่
เฉียนเพ่ยอิงนอนตะแคงข้าง เอาแขนหนุนศีรษะ มืออีกข้างก็ปัดผมหน้าม้าให้ลูกสาว เสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด เจือด้วยความระมัดระวัง “เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไอ๊ หยา! คุณแม่ถามเรื่องนี้ด้วยเหรอ” เขินนะ
ซ่งฝูหลิงบ่นเสร็จก็คิด เกาคิ้วแล้วยิ้มพลางพูด “ก็นั่นแหละ”
เรื่องของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป นางกับเขาไม่ใช่เซียนบำเพ็ญเพียร ก็เรื่องตามประสาชายหญิง
แต่ในสายตาของซ่งฝูหลิง แต่งงานไปแล้วดีกว่าอยู่ที่บ้านตัวเองหน่อย
นั่นก็เพราะ ไม่ต้องทำอะไรเลยจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็เหมือนอยู่โรงแรม ทิ้งไปทั่วได้ จะทำตรงไหนก็ได้
อยากเก็บผ้าเช็ดตัวขึ้นมาแขวน ลู่พั่นไม่เข้าใจ และก็ไม่ให้นางทำด้วย “เก็บมันทำไม นิสัยความเคยชินอะไรของเจ้า”
เรื่องปกติกลายเป็นไม่ปกติ
เอาชุดออกมาลอง ไม่ชอบ ต้องเก็บให้ดี เอากลับเข้าไปวางแล้วหยิบตัวอื่นออกมา ลู่พั่น “โยนไว้ตรงนั้นก็พอ เลือกของตัวเองไป”
นางเป็นคนขี้เกียจอยู่แล้ว ขี้เกียจมากเลยนะ!
คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้พูดอะไรที่ดูเป็นคนขยันแล้ว นึกไม่ถึงว่าลู่พั่นจะเปิดโอกาส “เอาไปแขวนเถอะ ไม่ได้หนักหนาอะไร พวกเราสองคนมือพิการเหรอ ลู่หมินหรุ่ย ทำไมเจ้าขี้เกียจแบบนี้”
คำพูดพวกนี้เป็นคำพูดที่เมื่อก่อนแม่เคยด่านางทั้งนั้น
ฮ่าๆ แค่คิดดูก็รู้ว่า ในสายตาลู่พั่นนางกลายเป็นคนขยัน มีระเบียบ จิตใจดีเหลือเกิน
นี่ถ้ากล้าทำแบบนี้ตอนอยู่บ้านตัวเอง เลือกเสร็จโยนลงพื้น ต่อให้มีสาวใช้อยู่ด้วยแล้วอย่างไรล่ะ แม่ต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วไล่ฟาดนางแน่นอน
เฉียนเพ่ยอิงมองลูกสาวที่ยิ้มหน้าระรื่นไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้ถามมากอีก
เข้าใจแล้ว สองคนนี้อยู่กันได้ด้วยดี
ยิ้มแบบนี้แสดงว่าลูกสาวนางเอาอยู่
เฮ้อ ลูกมีครอบครัวของตัวเองแล้ว
เมื่อเฉียนเพ่ยอิงเถียงสู้ลูกสาวไม่ได้ ออกไปเอาไอศกรีมเข้ามา ทันใดนั้นขอบตาของนางก็เริ่มรื้น
เพราะคนเป็นแม่เห็นลูกสาวถือเชอร์รี่ทำท่าจะกิน แต่ก็นอนคอพับไปแล้ว ปวดใจ
ฝูหลิงทนง่วงไม่ไหวแล้วจริงๆ นางรู้ว่าแม่อยากคุยกับนางต่อ คุยให้เยอะๆ ถึงจะวางใจ นางเข้าพื้นที่พิเศษก็อยากทำแบบนั้น แต่เปลือกตาไม่สู้ ฝืนไม่ไหว
เฉียนเพ่ยอิงเอาฝ่ามือเช็ดน้ำตา เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวยิ้ม พูดพึมพำกับตัวเอง
“นี่เราร้องไห้ทำไม ลูกก็มีความสุขดี เรื่องดีๆ ยังจะร้องไห้อีก ถ้าเหล่าซ่งอยู่เขาต้องบ่นแน่ หาว่าเราทำอะไรไร้สาระอีกแล้ว”
ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม หยิบเชอร์รี่ในมือลูกสาวออกมาวางด้านข้าง เฉียนเพ่ยอิงเอนตัวลงนอนข้างลูกสาว มองลูกสาวหลับ ไม่ถึงสองนาทีนางก็ถูกพื้นที่พิเศษดีดออกไปรีบกลับเข้ามาใหม่ เฝ้าลูกสาวต่อ
ก็แค่เฝ้าได้สักพักซ่งฝูหลิงก็ถูกดีดออกไป
เล่นเอาลู่พั่นสะดุ้งตกใจ
เมื่อครู่เมียเขาหลับลึกอยู่ดีๆ กวนอย่างไรก็ไม่ขยับ ทำไมอยู่ๆ ถึงลืมตาขึ้น
“เจ้าทำอะไรน่ะลู่หมินหรุ่ย!”
ซ่งฝูหลิงใบหน้าแดงก่ำ กลางวันแสกๆ ลู่หมินหรุ่ย เขา เขา…นางอายไม่อยากจะพูด
“ถ้าไม่นอนก็ออกไป” น่ารำคาญที่สุด
ลู่พั่นเหลือบมองสีหน้าฝูหลิง มองออกว่าถ้ากล้าซุกซนอีกนางจะโกรธจริงๆ แล้ว “ข้าจะนอนเดี๋ยวนี้”
“เช่นนั้นก็หลับตา”
ลู่พั่นรีบเชื่อฟังหลับตาทันที
ซ่งฝูหลิงทำท่าหวดหมัดใส่หน้าลู่พั่น “ถ้ากล้ากวนอีกจะจับมัดมือ”
ลู่พั่นที่หลับตาอยู่ “…”
อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ว่านางทำท่าอะไรอยู่
…
ขณะที่ลู่พั่นหลับใหลไปแล้ว ซ่งฝูหลิงนอนในพื้นที่พิเศษได้สักพักก็ตื่น
นางยังคงนอนไม่เต็มอิ่ม แต่กลับทำท่าสดชื่น ร้องเพลงให้แม่ฟัง
“ท่านแม่ นี่เป็นเพลงสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวลูกออกไปคงไม่กลับเข้ามาแล้ว…
…เล่นเปียโนในพื้นที่พิเศษไม่ได้ เช่นนั้นลูกร้องสดให้ฟัง…
…ร้องอะไรดี หลงรักคนที่ไม่ยอมกลับบ้าน ควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอไม่เคยเข้าใจความอ่อนโยนของฉัน รักฉันโปรดอย่าไป”
เฉียนเพ่ยอิงออกแรงตบบ่าลูกสาว
วันๆ เอาแต่เล่น
สุดท้ายซ่งฝูหลิงก็ร้องประกอบท่าทาง “พ่อจ๋า พ่อจ๋า พวกเราไปไหนกัน” แล้วนางก็หายไปจากพื้นที่พิเศษ