ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 911-2 โลกสวยงามเพราะมีเจ้า
ตอนที่ 911-2 โลกสวยงามเพราะมีเจ้า
อาจเป็นตอนที่เห็นแบบร่าง ในสภาพบ้านที่เก่าและผุพังของครอบครัวซ่ง นางขยับเข้ามาคุยกับเขาพร้อมกลิ่นหอม
อาจเป็นครั้งนั้นที่ไปเรือนรับรอง ใบหน้าของนางมียิ้มจอมปลอม ออกแรงหักชอล์กที่มือ เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้หญิงรำคาญ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนเป็นครั้งแรกที่ลืมไม่ลง
หรืออาจเป็นตอนที่เปิดชะลอมออกแล้วเห็นเค้กที่หน้าตาสวยงาม เขาโตขนาดนี้เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก กินขนมแบบนั้นเป็นครั้งแรก มาจากฝีมือของเมียเขา
หรืออาจเป็นตอนที่เห็นนางหน้าตางดงาม แต่ลายมือเหมือนไก่เขี่ย
“ข้ารู้แล้ว”
ซ่งฝูหลิงชี้ลู่พั่นราวกับจับพิรุธได้
“เจ้าแอบชอบข้าตั้งแต่ทำเครื่องตีไข่ให้ข้าแล้ว ข้าพูดถูกใช่ไหมล่ะ
ฮ่าๆๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่าครั้งนั้นที่เจ้าใช้ดาบเขี่ยผ่าออกทำให้ข้าสนุกขนาดไหน
ต่อมาข้ายังคิดอยู่ว่า คนคนนี้บ้าหรือเปล่า”
เล่นเอาลู่พั่นโมโห หยุดคุยชั่วคราว
แบกฝูหลิงขึ้นมาบนบ่า ฝูหลิงยังคงยั่วโมโหไม่หยุด “ยังมีตอนนั้นที่ริมแม่น้ำ เจ้าวิ่งหนีไปทำไม ลู่หมินหรุ่ย เจ้าช่วยเล่าความรู้สึกตอนนั้นให้ข้าฟังหน่อยสิ เจ้าวิ่งๆ อยู่ก็หยุด วิ่งๆ ไปก็หันกลับมารอ โตป่านนั้นแล้วยังทำตัวเหมือนเด็ก”
ฝูหลิงหัวเราะเสียงดัง ตอนนั้นนางกับลู่พั่นเหมือนคู่รักบ้านนอก
ลู่พั่นตีก้นฝูหลิงหนึ่งที
เลิกพูดถึงอดีตได้แล้ว
ช่วยลืมพวกความทรงจำทุเรศๆ ของเขาไปได้ไหม
…
พรุ่งนี้เจ้าจะยังคงรักข้าหรือเปล่า
วันมะรืนข้าก็รักเจ้า
ลู่พั่นโอบฝูหลิงอยู่ในผ้าห่ม ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข
พวกเขาสองคนเพิ่งจบการบรรเลงรักที่ประนีประนอมที่สุดนับตั้งแต่แต่งงานมา
ซ่งฝูหลิงมองเขา เงยหน้าเหนื่อยแล้ว สองมือกอดเอวลู่พั่นแน่น เอาหน้าซุกอกของเขา สามีของนางรูปร่างดีจริงๆ
“หนาวไหม”
“ไม่หนาว แต่ว่าข้าหิวแล้ว”
“เช่นนั้นกินอะไรดี”
“ปิ้งย่างไหม”
“เนื้อย่างแบบของบ้านเจ้าเหรอ”
“อืม”
“ไป”
นับแต่นี้เป็นต้นไป ความรู้ใจกันระหว่างลู่พั่นกับฝูหลิงอยู่ในระดับที่ว่า ไม่ว่าจะกี่โมง “ปิ้งย่างไหม”
“ไป”
ถึงขั้นที่ตอนกลางคืนฝูหลิงมองลู่พั่น ยังไม่ทันพูดอะไร
ลู่พั่น “ไป”
“ไม่ใช่ ไปผิดที่แล้วลู่หมินหรุ่ย ไม่ใช่กิน ข้าอยากไปห้องส้วม”
ถูกต้อง อยู่ในบ้านพักตากอากาศ แม้แต่ความรู้ใจกันเรื่องเข้าห้องน้ำก็บ่มเพาะออกมาแล้ว
ในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์ตามที่ลู่พั่นต้องการ
ไม่มีสาวใช้ปรนนิบัติ แถมที่นี่ก็ไม่มีไฟฟ้า เดินถือโคมไฟเทียนคนเดียว แม้จะมีแสงสว่างแต่ก็มืดอยู่ดี กลัว
แสดงให้เห็นว่าแผนชั่วร้ายของลู่พั่นไปได้สวย กลายเป็นสาวใช้ส่วนตัวด้วยความพอใจ
แต่ลู่พั่นก็มีเงื่อนไขใหม่เพิ่มเข้ามา “เมียจ๋า แบบนี้ไม่ถูกนะ ข้าเข้าเป็นเพื่อนเจ้าได้ แต่ทำไมเจ้าเข้าเป็นเพื่อนข้าไม่ได้”
ซ่งฝูหลิงปิดจมูก ถือโคมไฟอยู่ด้านนอก “ข้าคุยเป็นเพื่อนเจ้าอยู่ข้างนอกได้ก็ดีมากแล้ว เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกยังต้องให้คนเข้าเป็นเพื่อนอีกเหรอ”
ก็เหมือนกับที่ฝูหลิงพูด ขั้นยศพวกนั้น ใส่มงกุฎอ๋องแล้วยังไง นางรักที่ตัวลู่พั่น หลงรักเวลาที่อยู่ด้วยกันสองคน
พวกเขากอดกันแน่นภายใต้ทิวทัศน์ใบเมเปิ้ลแดง หุบเขาเต็มไปด้วยสีแดง
พวกเขาเล่นสาดน้ำในบ่อน้ำพุร้อน ขัดตัวให้กันและกันเหมือนคู่สามีภรรยาสูงวัย
คนอย่างลู่พั่นสามารถกอดฝูหลิงพูดคำพูดนี้ออกมาได้ “วันหน้าเวลาที่ข้านึกถึงคำว่าคลื่นลูกใหญ่ มีแต่จะนึกถึงอวัยวะส่วนนี้ของเจ้า ข้าเข้าใจแล้ว”
คนที่เคยพูดน้อย กลับพูดเรื่อยเปื่อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเมีย พูดออกมาก็ไม่กลัวเขินอายด้วย ไม่พูดเรื่องทะลึ่งกับเมียแล้วจะให้ไปพูดกับใคร
คนอย่างฝูหลิง ในที่สุดก็เป็นการเป็นงานอย่างที่เฉียนเพ่ยอิงหวังไว้ พูดคำพูดลึกซึ้งกินใจด้วยความเอาใจใส่
คำพูดลึกซึ้ง ไม่ต้องให้ใครกระซิบบอกด้านหลัง กลั่นออกมาจากใจ
“สามีข้า บาดแผลพวกนี้ที่อยู่บนตัวเจ้า ตอนนี้ยังหนุ่มไม่มีอะไร แต่พอแก่ตัวลงจะลำบาก อย่างอาการปวดขาของพ่อข้าที่เรื้อรังมาจากตอนลี้ภัย ปกติเขาดูเหมือนไม่เป็นอะไรใช่ไหมล่ะ แต่ในความเป็นจริง พอถึงฤดูหนาวของทุกปีแม่ข้าจะใช้ยาสารพัดสูตรมาประคบขาให้พ่อข้า เจ้าก็ต้องระวัง ข้ากลัวว่าบาดแผลพวกนี้ของเจ้าจะมาระบมเอาตอนแก่”
พวกเขาแกล้งทะเลาะกัน
บางครั้งฝูหลิงก็มีนิสัยเหมือนเด็ก ไม่มีทางเอาจริง
ใช้ท่อน้ำที่เอาไว้รดแปลงเพาะปลูกมาสู้กัน
เวลานางพูดเหลวไหลบนเตียงก็จะถูกลู่พั่นเอาผ้าห่มอุดปาก นางหัวเราะ “ลู่หมินหรุ่ย ข้าว่าเจ้าอยากมีเมียใหม่สินะ เจ้าจะฆ่าข้า”
แน่นอนว่าอย่างไรเสียก็เป็นผู้หญิง นิสัยกระเง้ากระงอดแบบผู้หญิงก็มี
คนส่งเนื้อให้บ้านพักตากอากาศมาส่ง นางก็ขึ้นชั่งบนตราชั่ง เพิ่งเอาหมูลงก็ขึ้นต่อเลย
ยังไม่ทันเห็นชัดว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าไรนางก็ถูกลู่พั่นอุ้มลง
“อย่ายุ่งสิ ข้าอยากดู”
“เช่นนั้นก็ดูเลย” ลู่พั่นอุ้มฝูหลิงขึ้นชั่งด้วยกัน
“เมื่อก่อนเจ้าหนักเท่าไรก็ยังเท่าเดิม ตอนนี้น้ำหนักเท่าไร ส่วนที่เหลือก็คือน้ำหนักข้า”
เล่นเอาฝูหลิงโมโหง้างขาเตะ ไอ๊หยา เจ้านี่มัน
คนส่งของกับหญิงรับใช้ในบ้านคุกเข่าอยู่
เล่นเอาพวกเขาหน้าแดง ไม่กล้าเงยหน้า เมื่อไรเจ้านายทั้งสองจะกลับกันสักที
กลับไปก็ไปทำคนอื่นเขาหมั่นไส้ต่อ
กลับมาจากบ้านพักตากอากาศ โดยเฉพาะตอนเซอร์ไพรส์เรื่องอาคารสี่ชั้น
ตอนนั้นฝูหลิงขี่ลู่พั่นอยู่ ให้ลู่พั่นแบกนาง นางหวดหมัดด้วยความดีใจ ตะโกนสุดเสียงอย่างไม่อาย “สามีข้าดีที่สุด สามีข้าเก่งที่สุด!”
คำพูดนี้ทำให้ลู่พั่นแบกฝูหลิงวิ่งไปทั่วสวนด้านหลัง
ฝูหลิงกอดคอลู่พั่นแน่นไม่ยอมปล่อย ตื้นตันใจจนร้องไห้ออกมา
“เป็นอะไรไป”
ไม่ต้องสนใจว่าร้องไห้แล้วจะสวยไม่สวย นางไม่แคร์ว่าลู่พั่นจะหัวเราะเยาะนาง เลิกกลุ้มเรื่องที่จะถูกเห็นตอนไม่มีคิ้วแล้ว นางร้องไห้พลางพูดว่า “ฮือออ ข้าไม่บอกเจ้าหรอก”
ไม่บอกหรอกว่าข้าร้องไห้ทำไม อย่ามายุ่ง
การเปลี่ยนแปลงของซ่งฝูหลิงที่ใหญ่ที่สุดในเวลาต่อมาคือ
“ท่านพ่อ ได้ยินลู่หมินหรุ่ยบอกว่า ตอนประชุมราชสำนักท่านพ่อยืนด้านหลัง”
ซ่งฝูเซิง “…”
ใช่ สามีเจ้าเก่ง เขายืนอยู่หน้าสุด แต่พ่อเจ้ายืนตรงกลางค่อนไปทางด้านหลัง พอใจหรือยัง
“ฮ่าๆๆ”
ซ่งฝูเซิงโมโห “ตามนี้นะ วันหน้าอย่ากลับบ้านบ่อย”
“ไม่กลับก็ไม่กลับ ไป ลู่หมินหรุ่ย ท่านพ่อรำคาญพวกเราสองคนแล้ว พวกเรากลับบ้านดีกว่า”
บ้าน ออกมาจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ ซ่งฝูหลิงคิดว่าที่ที่นางกับลู่พั่นอยู่ด้วยกันต่างหากคือบ้าน
“ท่านแม่ ลู่หมินหรุ่ยบอกว่า…”
“ท่านย่า วันนั้นลู่หมินหรุ่ยบอกว่า…”
ซ่งฝูหลิงกลับจากไปเป็นแขกจวนอื่นพร้อมเหล่าฮูหยิน นั่งอยู่ในรถม้า “ท่านย่า พวกเราไปรับสามีข้าเลิกประชุมราชสำนักดีหรือไม่ จากนั้นพวกเราไปกินอาหารกลางวันกัน เมื่อวานสามีข้ายังบอกอีกว่าร้านซื่อจี้ชุนอาหารใช้ได้”
เหล่าฮูหยินยิ้มพลางพูด “พาปู่เจ้าไปด้วยอีกคน” อย่าทิ้งเขา เลิกประชุมเหมือนกัน เดี๋ยวได้มองตาละห้อย แน่นอนว่าพาพ่อเจ้าไปด้วยก็ได้
ซ่งฝูหลิงพูดกับลู่ฮูหยิน “ท่านแม่ ข้าไม่ดูแลบัญชีได้หรือไม่ สามีข้าบอกว่าท่านแม่ดูแลได้ดีมาก”
ลู่พั่น ข้าพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร
ถูกลู่ฮูหยินถามด้วยสายตา พยักหน้าทันที อืม เคยพูด
ลู่ฮูหยินจงใจถาม “แต่ว่าเจ้าจะไม่ดูไปตลอดเลยไม่ได้ แม่จะอยู่กับพวกเจ้าไปได้ตลอดชีวิตหรือ”
“ท่านแม่ยังสาว ท่านแม่ต้องอยู่กับพวกเราไปตลอดชีวิต สะใภ้อยากให้ท่านแม่ช่วยดูแลบัญชีไปตลอด แบบนี้ก็เท่ากับดูแลพวกเราไปตลอด มีท่านแม่ดูแลพวกเราก็ไม่ต้องโตแล้ว”
รู้จักพูดคำหวานจริงๆ รวมกับสายตาที่ลูกชายมองมา ลู่ฮูหยินรู้สึกว่านั่นก็คือความต้องการของลูกชาย หลังจากสองคนนี้กลับไปนางยังร้องไห้ด้วยความดีใจ
ทั้งครอบครัวต่างสังเกตเห็นแล้วว่าซ่งฝูหลิงเอ่ยพูดถึงลู่พั่นอย่างควบคุมไม่ได้
ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงมองลูกสาวถูกลูกเขยมารับไปด้วยความดีใจ ลูกเขยพอเจอหน้าก็ลูบศีรษะนาง ราวกับกำลังถามว่า “วันนี้เจ้าเป็นเด็กดีหรือเปล่า”
จากนั้นก็พูดว่า “ท่านพ่อท่านแม่ พวกเราขอตัวก่อน” เหมือนมารับเด็กจากโรงเรียนอนุบาล
พวกเขาสองคนคิดในใจเหมือนกันว่า ลูกสาวเราตกอยู่ในห้วงความรักอย่างเป็นทางการแบบช้าไปหน่อย
แต่ภาระหน้าที่ของลู่พั่นก็เป็นที่ประจักษ์ สุดท้ายย่อมถูกส่งไปทำภารกิจ ถูกส่งไปประจำการลาดตระเวน ระหว่างใช้ชีวิตด้วยกันต้องมีช่วงเวลาที่ต้องห่างกันบ้างเป็นเวลาสั้นๆ
ข้างนอกฟ้ามืดสนิท ลู่พั่นค่อยๆ เปิดผ้าห่มออก กำลังจะลงจากเตียง หยิบตุ๊กตาหมีที่แม่ยายทำให้จากตรงหัวเตียง เอามายัดแทนเขาให้เมียกอด
ยังไม่ทันได้ยืนขึ้น พอก้มมองก็เห็นมือที่จับอกเสื้อเขาไว้แน่น
ลู่พั่นหันกลับไปโอบฝูหลิง จูบเมียเป็นการปลอบโยน “ไม่อย่างนั้นเจ้าไปด้วยกันกับข้าดีไหม แต่งตัวสวยๆ พวกลูกน้องของข้าที่อยู่ที่นู่นจะได้เห็นพระชายาอวี้ชินอ๋องด้วย”
“ไม่เอา สำนักศึกษาของข้าอยู่ในช่วงเตรียมพร้อม กว่าจะไปกว่าจะกลับอย่างน้อยก็ตั้งครึ่งเดือนกว่า เดี๋ยวต้องมาเลื่อนเปิดอีก”
พูดซะลู่พั่นเกือบมองบน พอมีสำนักศึกษาก็ยอมทิ้งเขาได้ ใจดำ ไม่น่าเปิดให้เลย
จากนั้นซ่งฝูหลิงไม่เชื่อฟังสามียังไม่เท่าไร นางยังแกล้งร้องไห้ด้วย “ลู่หมินหรุ่ย เจ้าใจดำ ข้ามีประจำเดือน อยู่ในช่วงที่ต้องการความอบอุ่นมากที่สุด แต่เจ้ากลับไป เจ้าไปแล้วใครจะประคบเท้าให้ข้า” ยื่นเท้าให้ลู่พั่นดู ออดอ้อนน่าดู
ลู่พั่นพยายามพูดเพราะด้วยอย่างสุดชีวิต อย่างเด็กดี หรือหลิงหลิง “ใช่ ข้ามันไม่มีอนาคตแล้ว เลื่อนขั้นจนเลื่อนไม่ได้แล้ว เจ้าใหญ่สุด สั่งข้าได้ตามใจ”
บ้านเราเจ้าใหญ่สุด ข้ายอมรับ
แต่ผ่านไปไม่กี่วัน อยู่ๆ ซุ่นจื่อกับเสี่ยวเฉวียนจื่อก็มาปรากฏตัวตรงหน้าซ่งฝูหลิง ได้ยินว่าลู่พั่นไม่สบาย “เตรียมรถ” เปิดสำนักศึกษาไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ฮูหยินน้อย คุณชายไม่ให้บอกฮูหยินน้อยขอรับ”
“ข้าบอกว่าให้เตรียมรถ”
ไม่เชื่อฟังข้าเหรอ
ถ้ายังกล้าพูดมากอีก ข้าจะหาเมียหน้าตาขี้เหร่ให้พวกเจ้าสองคน
วันที่ฝูหลิงไปถึงค่ายประจำการ ลู่พั่นกำลังกำมือไออยู่ตรงหน้าพวกหัวหน้าทหาร ขมวดคิ้วสั่งสอนอยู่เรื่อยๆ ลงโทษหัวหน้าทหารเหล่านี้ที่พอไม่มีสงครามแล้วกลับไม่ฝึกอย่างเคร่งครัด
วันนั้นหิมะเริ่มแรก
หิมะสีขาวตกปลิวไปทั่วท้องฟ้า
มีคนตบบ่าซ้ายของลู่พั่น
ลู่พั่นขมวดคิ้วแน่น หันกลับไปดุด้วยสายตา ใครช่างบังอาจขนาดนี้ “…”
พวกหัวหน้าทหารหลายสิบคนเห็นอวี้ชินอ๋องกอดพระชายาที่แต่งตัวเหมือนเด็กหนุ่ม
พวกเขา “…”
ต่อหน้าทุกคนเลยเหรอ ทำแบบนี้จะดีเหรอท่านอ๋อง
ภายในกระโจมใหญ่
ลู่พั่นร้อนใจจนแย่งที่กระทุ้งไฟมาจากมือซุ่นจื่อ เขี่ยไฟให้แรงขึ้นด้วยตัวเอง
ซุ่นจื่อรีบถอยออกไป ทั้งยังให้ทหารที่เฝ้าหน้ากระโจมแยกย้าย พระชายามาถึงแล้วต้องไปเฝ้าอยู่ห่างๆ ห้ามแอบฟัง
ลู่พั่นเดี๋ยวก็เขี่ยไฟ เดี๋ยวก็รินน้ำชา เดี๋ยวก็หันมาถามว่าหิวหรือเปล่า เปิดม่านออกไปตะโกนให้เตรียมอาหาร
ใช้ปากชี้ฝูหลิง “เจ้าใส่มาแค่นี้รึ วันนี้หนาวที่สุด เจ้ามาทำไม”
ซ่งฝูหลิงเดินเข้าไปกอดเอวลู่พั่น เงยหน้ายิ้มให้ “ลู่หมินหรุ่ย ทำไมวันนี้เจ้าไม่จูบข้าล่ะ”
เมื่อก่อนพอเจอหน้ากันก็ต้องจูบ
ชั่วขณะนั้นลู่พั่นไม่มีเรื่องร้อนใจอื่นๆ แล้ว
เขาคิดถึงฝูหลิงมาก ตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน ตั้งแต่แบกฝูหลิงออกจากห้องในก็เริ่มคิดถึงแล้ว ทิ้งนางไว้คนเดียว ซนหรือเปล่า ไม่มีเขาอยู่หนุนหลัง ไปเป็นแขกจวนอื่นถูกรังแกหรือเปล่า ตอนกลางคืนพลิกไปพลิกมาหลับยากเหมือนเขาไหม
มองใบหน้าน้อยๆ ที่อยู่ในอ้อมอก “ช่วงสองวันนี้ข้าไม่สบาย จูบไม่ได้ เดี๋ยวเจ้าจะติด”
ซ่งฝูหลิงเหยียบเท้าลู่พั่นเป็นฝ่ายปีนขึ้นไปจูบ ทั้งยังพูดว่า “ร่างกายของข้าเหมือนลูกวัว ไม่เคยเป็นหวัดน้ำมูกไหล ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจูบแล้วจะติดต่อได้”
อ้อนเสียจนลู่พั่นไปไม่ถูก ไม่ออกไปนอกกระโจมอีก
ครั้นแล้ววันต่อมา ซ่งฝูหลิงห่อตัวด้วยผ้าห่ม “ฮะฮะ ฮัดเช้ย!” น้ำมูกน้ำตาไหล
เห็นเพียงลู่พั่นเดินเข้ามาพร้อมชามยาข้างหนึ่ง น้ำขิงอีกข้างหนึ่ง สีหน้ากลุ้มใจ แม่คุณทูนหัว เจ้าไม่น่ามาเลย ข้าป่วยยังต้องมาดูแลเจ้าอีก
แต่การมาเยี่ยมในที่ทำงานครั้งนี้จะบอกว่าได้แค่ติดหวัดก็ไม่ถูก
ครึ่งเดือนต่อมาวันเกิดของเหล่าฮูหยิน ขณะที่กำลังพูดคุยกับท่านย่าหม่า ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงก็นั่งอยู่ที่โต๊ะของผู้ชายผู้หญิงกำลังพูดคุยอยู่
ซ่งฝูหลิงเพิ่งเงยหน้าขึ้น “ขอให้ท่านย่า…อูแหวะ!”
ลู่พั่นรีบเดินเข้ามา สีหน้าเปลี่ยน
เมื่อคืนเขายังฝันอยู่ว่าฝูหลิงหายตัวไป
ฝูหลิงก็เคยฝันทำนองเดียวกันนี้
แต่ต่างกันตรงที่ปฏิกิริยาของทั้งสองคนตอนตกใจตื่น
ลู่พั่นกอดฝูหลิงแน่นอยู่สักพัก
ฝูหลิงตื่นแล้วก็เขย่าตัวปลุกลู่พั่นที่กำลังหลับสบาย ปากก็บ่น “ทำไมเจ้าโง่แบบนี้ ทำไมเจ้าถึงหาข้าไม่เจอ”
เล่นเอาตอนนั้นลู่พั่นงงหนักมาก ทำไมเขาแค่หลับไปหนึ่งตื่นก็กลายเป็นคนผิดแล้วล่ะ
ตอนนี้ลู่พั่นยืนอยู่หน้าห้องใน หมุนแหวนนิ้วโป้งด้วยความร้อนใจ
พอหมอหลวงออกมาเขาก็ถาม “พระชายาเป็นอย่างไรบ้าง ข้าขอสั่งให้ท่านพูดความจริง”
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋อง ยินดีกับท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ พระชายาทรงตั้งพระครรภ์แล้ว”
แขกเหรื่อที่อยู่ข้างนอกร่วมยินดีทันที เรื่องดีสองชั้น วันเกิดเหล่าฮูหยิน หลานสะใภ้ตั้งท้อง
ลู่พั่น “…”
แต่อวี้ชินอ๋องยังคงกลุ้มใจมาก เพราะพอลองนับวันเวลาดูว่าเมียเขาเริ่มท้องตั้งแต่เมื่อไร ตอนนั้นนางยังดื่มยาแก้หวัดไปด้วย
ซ่งฝูเซิงจำต้องออกหน้า คุยกับลูกเขยเป็นการส่วนตัว “ดูเจ้าสิ กลุ้มจนหน้าเบี้ยวแล้ว หมินหรุ่ย เจ้าจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว ทำไมใจแคบแบบนี้ อีกอย่างหมอหลวงก็บอกแล้ว ยาแก้หวัดนั่นไม่ได้รุนแรงอะไร”
พ่อตาที่จิตใจเข้มแข็งพอสมควรเริ่มสงสารลูกเขยแล้ว แสดงให้เห็นว่าฝูหลิงตั้งท้องถูกปรนนิบัติเป็นอย่างดี แต่ลูกเขยทรมานตัวเองอยู่ไม่น้อย
นี่ขนาดยังไม่คลอดนะ วันคลอดจะขนาดไหน