ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 912-2 เจริญรุ่งเรือง
ตอนที่ 912-2 เจริญรุ่งเรือง
อีกทั้งเจ้าสำนักซ่งยังต้องดูแลอาหารการกินและการพักผ่อนของพวกเด็กๆ เวลาอยู่ในสำนักศึกษา
ใครก็ตามที่เป็นลูกศิษย์ของสำนักศึกษาสตรีจะมีอาหารกลางวันให้ ทั้งยังดูแลเรื่องหลับนอนด้วย
พวกเด็กสาวนอนแบบเตียงสองชั้นมีบันไดให้ปีน ห้องละสี่คน
ส่วนพวกเด็กเล็กนอนรวมห้องใหญ่
กินข้าวที่โรงอาหาร ซื้อตั๋วกินอาหาร มีหมดทั้งขนมหรือผลไม้ เอาถาดไปใส่
ซ่งฝูหลิงเตรียมร่างโครงการเอาไว้แล้ว
รอลูกของนางโตหน่อย นางพอมีเรี่ยวแรงเหลือขึ้นมาบ้าง นางจะตั้งสำนักศึกษาสาขาย่อยตามเมืองสำคัญๆ
จากที่เล่ามาข้างต้นทำให้มองออกเลยว่าอาคารสี่ชั้นมีสมาชิกอยู่เต็มนับตั้งแต่เปิดสำนักมา
ไม่มี ‘สมาคมสตรี’ แบบที่ซ่งฝูเซิงกับลู่พั่นเคยจินตนาการไว้
ซ่งฝูหลิงออกเงินทุนเอง ซื้อที่ดินผืนหนึ่งที่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล ตอนนี้อยู่ในช่วงตกแต่ง
แสดงให้เห็นว่านางยังคงจะเปิดคลับสตรี
ฝูหลิงรู้สึกว่าถ้าไม่เปิดเสียดายแย่ ในสำนักศึกษามีคลาสปรุงเครื่องหอม ลำพังแค่อาจารย์ผู้หญิงที่สอนเรื่องนี้ก็มีสี่คนแล้ว
นางคิดว่าจะเปิดขึ้นมาสักแห่ง
สตรีแช่น้ำในสระที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ ใช้น้ำมันหอมมานวดตัวแบบไทย นวดฝ่าเท้า ตัดแต่งเล็บ บำรุงผม
หาอาจารย์เก่งๆ ที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางให้ช่วยทำมาร์คหน้า ครีมบำรุงทรวงอก ถือโอกาสขายเครื่องสำอางไปด้วย รับแต่งหน้าเจ้าสาว ขายแปรงปัดแก้ม รับตัดชุดแต่งงาน ขายชุดชั้นในกระชับรูปร่างสำหรับสตรีหลังคลอดหรือคนอายุเยอะแล้ว
ขายชุดนอนที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบนิดหน่อย
ทั้งหมดอาศัยการเสนอขายแบบตัวต่อตัวของช่างเสริมความงาม บริการแบบส่วนตัว
นานวันเข้า ชื่อเสียงของที่นี่ก็จะกลายเป็นว่าขายเครื่องสำอางแพงที่สุด ขายน้ำหอมที่ดีที่สุด ขายเครื่องสำอางที่ข้างนอกไม่มี เป็นต้น
จากนั้นคอยดูนะ ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการความงามก็สะดวกซื้อไปใช้เองได้
ลู่พั่นจะได้ไม่มาเปิดกระปุกเครื่องสำอางของนางด้วยความสงสัย
นางกังวลมากว่าลู่พั่นจะไปร้านขายเครื่องประทินโฉมแล้วเจอ ‘บรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม’ จากนั้นก็เปิดดม พบเจอพิรุธ
เอาแค่เรื่องพวกนี้ พระชายาอวี้ชินอ๋องยังไม่ทันได้ออกท่าไม้ตาย ‘ประพันธ์หนังสืออีกเล่ม’ ก็ทำเอาบรรดาสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนอิจฉากันสุดๆ แล้ว
เรื่องที่น่าอิจฉาที่สุดก็คือ นับตั้งแต่พระชายาอวี้ชินอ๋องตั้งท้อง พ่อแม่ของนางก็ย้ายมาอยู่บ้านสินสอดที่ตั้งอยู่ใกล้จวนมาก
พระชายาอวี้ชินอ๋องออกไปเดินเล่นก็สามารถเดินไปที่บ้านพ่อแม่ได้
ได้ยินว่ารองเสนาบดีซ่ง เป็นเจ้านายของจวน ไม่เคยได้ยินว่ามีขุนนางคนไหนเข้าครัวด้วยตัวเอง ขุนนางรองขั้นสามทำอาหารสารพัดให้ลูกสาวกิน
ซ่งฮูหยินกลายเป็น ‘เถ้าแก่ใหญ่’ ให้ลูกสาว
ขนาดคนเก่งยังต้องมีผู้ช่วย
เอาแค่กิจการร้านรวงต่างๆ ของพระชายาอวี้ชินอ๋องที่มีอยู่ร่วมร้อยร้าน ถ้าไม่มีแม่ช่วยดูบัญชี นางไม่มีทางทำได้ดีขนาดนี้
พ่อแม่ของเราแสนดี คนข้างนอกได้แต่อิจฉา
เรื่องที่น่าอิจฉาที่สุดยังมีอีก พระชายาอวี้ชินอ๋องมีแม่สามีที่ดี
แม่ของนางช่วยดูบัญชีร้านข้างนอกให้ ลู่ฮูหยินดูแลพวกบัญชีน้อยใหญ่ของจวนอ๋องกับจวนผู้สำเร็จราชการ
คนข้างนอกไม่เคยได้ยินว่าลู่ฮูหยินไม่พอใจในตัวสะใภ้แม้แต่น้อย
สะใภ้ของท่านไม่ดูแลบ้าน ทำไมท่านถึงไม่โกรธ
ลู่ฮูหยิน “ใครบอกว่าฝูหลิงของเราไม่ดูแลบ้าน พวกตารางต่างๆ ที่ข้าใช้ก็สะใภ้ของข้าทำให้ทั้งนั้น สอนทางอ้อมให้ไม่น้อย”
ลู่ฮูหยินรู้ดีกว่าใคร ไม่ใช่ว่าสะใภ้ของนางดูแลบ้านไม่เป็น ดูจากที่ฝูหลิงพูดเหมือนไม่ตั้งใจแค่ไม่กี่คำก็ทำให้นางค้นหาทางออกได้ก็รู้แล้ว
คนข้างนอกเริ่มสังเกตอีกว่า พี่สาวสามีตั้งหลายคน เท่ากับมีแม่สามีหลายคน พวกนางมีความคิดเห็นอย่างไรต่อน้องสะใภ้เพียงคนเดียวคนนี้
พวกพี่สาวไปข้างนอกไม่เคยพูดไม่ดีถึงน้องสะใภ้สักคำ
ไปสืบจากจวนแม่สามีของพวกพี่สาวก็ไม่เคยได้ยินเรื่องไม่ดีที่คนนอกอยากฟังกัน
ลู่จือรุ่น ลู่จือจิ้ง ลู่จือหว่าน ลู่จือเหยา “พวกเรามีน้องสะใภ้อยู่คนเดียวเองนะ ทำไมต้องบอกพวกเจ้าด้วย อีกอย่าง ฝูหลิงก็เป็นน้องสะใภ้ที่ดี”
ตอนวันเกิดของพวกนาง วันเกิดลูกๆ น้องสะใภ้ตั้งใจทำของขวัญให้ไม่เคยขาด ดีกว่าน้องชายของพวกนางเยอะ
เวลากลับไปเยี่ยมที่จวนผู้สำเร็จราชการก็เหมือนกัน วันไหนฝูหลิงอยู่ด้วยท่านย่าก็จะหัวเราะยิ้มแย้ม ท่านปู่พูดไม่เก่ง แต่พอคุยเรื่องไปอ่านหนังสืออะไรมาก็จะเล่าให้ฝูหลิงฟัง
เล่นเอาทุกคนในครอบครัวอยู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่า หรือในสายตาของท่านปู่จะมีแค่น้องสะใภ้ที่รอบรู้ที่สุด พวกเราด้อยกันหมด ไม่คู่ควรให้ท่านปู่เสวนาเรื่องหนังสือด้วย
ยังมีท่านแม่อีกคน
พวกพี่สาวพูดไปพูดมา เรื่องที่ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือท่าทีของน้องสะใภ้ที่มีต่อท่านแม่
ปรากฏว่าพวกนางต่างหน้าแดง
ทั้งๆ ที่ท่านแม่มีลูกสาวอยู่สี่คน แต่พวกเสื้อผ้ากับของใช้เมื่อเปลี่ยนฤดูต้องซื้อใหม่ ข้างนอกนิยมแบบไหนกันมากที่สุด น้องสะใภ้ก็มักจะซื้อมาให้ท่านแม่ก่อนพวกนางเสมอ พอพวกนางมองของขวัญที่เอากลับมาฝาก บางครั้งยังอายไม่กล้าหยิบออกมา
ซ่งฝูหลิง ‘อืม ข้ารวย ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน จะไปหาน้องสะใภ้แสนดีแบบข้าได้ที่ไหนอีก ไม่เชื่อพวกพี่ก็ลองทะเลาะกับพวกพี่เขยสิ จะยิ่งพบว่าข้าแสนดี ข้าช่วยปกป้องเต็มที่’
จากที่กล่าวมาก็คือเรื่องต่างๆ ที่เหล่าสตรีต่างอิจฉาพระชายาอวี้ชินอ๋อง
ครอบครัวตัวเองครอบครัวพ่อแม่สามีต่างเห็นเป็นของล้ำค่า ไม่มีใครบอกว่าไม่ดี
สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว ไม่มีแม้แต่บ้านเล็กบ้านน้อยให้กวนใจ ตั้งท้องก็ไม่เหนื่อย อวี้ชินอ๋องเลิกประชุมราชสำนักเสร็จก็ไปซื้อของกินเล่นให้ด้วยตัวเอง ตั้งท้องก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการหาเงิน ทำเหมือนการหาเงินเป็นเรื่องสนุก ฐานะทางสังคมก็ยังมีสำนักศึกษาหนึ่งแห่ง สตรีคนหนึ่งความรู้สูงไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ
ชีวิตดีรอบด้าน
แต่มุมมองของพวกผู้ชายกลับไม่เหมือนกัน คิดแตกต่างออกไป
โดยเฉพาะพวกขุนนาง
สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ มองผิวเผินเหมือนพระชายาอวี้ชินอ๋องเปิดร้านต่างๆ เพื่อทำเงิน แต่ในความเป็นจริงคือการจ้างงานทหารพิการจำนวนมากของตระกูลลู่
แม้แต่ร้านกระเป๋านั่นก็ตั้งเรือนทำงานอยู่หลายแห่ง จ้างพวกผู้หญิงในครอบครัวทหารชั้นประทวนของตระกูลลู่
ในนั้นมีหญิงสาวหญิงแก่หลายคน เป็นภรรยาหรือแม่ของทหารเหล่านั้น
ได้ยินว่าที่เจอพวกอัญมณีหายาก เช่น เพชร ได้ เป็นเพราะพระชายาอวี้ชินอ๋องมีหน่วยของตัวเอง พวกเขาแค่มีหน้าที่ไปแสวงหาของหายากทั่วทั้งแผ่นดิน
ซึ่งหน่วยนั้นมีแต่ทหารชั้นยอดที่เคยลงสนามรบมาแล้ว เคยบาดเจ็บสาหัส แขนขาดตาบอด ไม่มีทางอยู่ในกองทัพได้อีก ได้ถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง
ครั้งนี้มาอยู่ในสังกัดของพระชายาอวี้ชินอ๋อง
ในสายตาของพวกผู้ชาย นี่แหละที่เรียกว่าสามีภรรยาสนับสนุนกันและกันอย่างแท้จริง
ประการแรก อวี้ชินอ๋องสร้างผลงานที่ฮ่องเต้
ประการสอง ไม่มีสงคราม แต่อดีตแม่ทัพติ้งไห่ ท่านอ๋องแห่งกองทัพตระกูลลู่กลับมีบารมียิ่งกว่าเดิม
รู้หรือไม่ว่าข้างนอกมีทหารตั้งเท่าไรที่อยากสังกัดตระกูลลู่ และมีทหารตั้งเท่าไรที่ภูมิใจว่าตัวเองเป็นทหารของตระกูลลู่
กองทัพตระกูลลู่มีเกียรติเกรียงไกร คิดว่าพระชายาอวี้ชินอ๋องไม่มีส่วนเหรอ
และจุดที่ทำให้พวกขุนนางพวกผู้ชายรู้สึกอิจฉาคือ ซ่งฝูเซิงมีลูกสาวอย่างพระชายาอวี้ชินอ๋อง
เพราะตอนที่ซ่งฝูหลิงท้องได้หกเดือนกว่า ซ่งฝูเซิงที่เป็นรองเสนาบดีกรมคลัง ทำงานเงียบๆ มาครึ่งปี จัดการเรื่องต่างๆ ในกรมคลังเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ เหมือนทุกวันวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบัญชี ทันใดนั้นได้เปิดตัวกระจก เจอช่องทางที่จะสร้างเงินให้ราชสำนักอย่างมหาศาล
หาเงินเติมพระคลังหลวงกลับเป็นเรื่องรอง
รองเสนาบดีซ่งทำปูนออกมา ยื่นฎีกาต่อฮ่องเต้ เตรียมขอเงินมาเปิดโรงงานปูนของหลวง ดูสิวันหน้าทำสงครามใครจะเก่งกว่าใคร
ฮ่องเต้นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ดีใจมาก
แม้แต่ขุนนางที่รับหน้าที่ดูแลโรงงานปูน รับหน้าที่ควบคุมให้ทางกรมทหารมาก่อสร้าง ก็ยังยกอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดให้รองเสนาบดีซ่ง
ตอนนั้นรองเสนาบดีซ่งเสนออดีตรองเสนาบดีกรมคลัง ใต้เท้าเหมา เหมาจวิ้นอี้
เหมาจวิ้นอี้จึงถูกให้ความสำคัญกลับมาทำงานอีกครั้ง
การกระทำนี้ทำให้พวกขุนนางในกรมคลังอย่างเช่นใต้เท้าอัน เลือกที่จะสนับสนุนซ่งฝูเซิงอย่างแน่วแน่
มีคนที่แฝงเจตนาอื่นได้ตามสืบจากเบาะแส จะกระจกก็ดี ปูนก็ดี พวกส่วนประกอบที่อยู่ในนั้นล้วนมาจากหน่วยอดีตทหารตระกูลลู่ที่อยู่ในสังกัดพระชายาอวี้ชินอ๋องค้นพบทั้งนั้น
ต่อมาก็ยกผลงานนี้ให้พ่อ