ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 913-1 ชอบสิ่งประดิษฐ์จนแทบคลั่ง
ตอนที่ 913-1 ชอบสิ่งประดิษฐ์จนแทบคลั่ง
“ยินดีกับรองเสนาบดีซ่งด้วย” รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมคลังแสดงความยินดีขึ้นมาก่อน
“ไม่สิ ท่านพูดผิดไปหน่อย ควรยินดีกับฝ่าบาท ยินดีกับราชสำนัก และก็ทั้งท่านและข้า ไม่ใช่แค่กรมคลัง พวกเราหกกรมและราษฎรทุกคนต้องยินดีร่วมกัน”
ซ่งฝูเซิงอยู่ในชุดรองขุนนางขั้นสามที่ปักลายนกยูง
ระหว่างที่พูดก็หันไปยกมือคารวะตำหนักที่ฮ่องเต้อยู่ เล่นเอาขุนนางทุกคนก็ต้องรีบร้อนหันไปคารวะทางตำหนักด้วย
พูดจบซ่งฝูเซิงก็ยิ้มพลางพยักหน้าให้เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมคลัง จากนั้นก็ขอตัว
คิดในใจ
รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นโรคหลงผิดหรืออย่างไร
เห็นข้าเป็นศัตรูตั้งแต่มาที่กรมคลัง ทำเหมือนกับว่าจะชิงกันเป็นผู้รับช่วงต่อตำแหน่งเสนาบดีกรมคลัง
ใต้เท้าเฟ่ยยังมีชีวิตอยู่นะ ไม่มีทางตายในสี่ห้าปีหรอก รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายรีบไปหรือเปล่า
อีกอย่างเจ้าคิดว่าพวกเรามีความสัมพันธ์แบบแก่งแย่งชิงดีหรืออย่างไร
ผิดแล้ว เจ้ามันคนละชั้น
ก้าวต่อไปข้าไม่แข่งกับเจ้าหรอก ขอไปจากกรมคลังที่งานหนักเป็นบ้านี่ดีกว่า
ในสายตาของซ่งฝูเซิง นับตั้งแต่เขาเข้าทำงานในกรมคลังก็ไม่มีวันไหนที่ได้ดั่งใจ
เพราะต้องอ่านหนังสือ
มีสิ่งที่ต้องเรียนเยอะแยะไปหมด อาศัยกินบุญเก่าไม่ได้แล้ว
ก้าวต่อไปหากเขาหนีไม่พ้นกรมคลัง งั้นก็ต้องเรียนไปจนแก่ของแท้ จบกัน
เพื่อที่จะได้หลุดพ้นห้วงแห่งความลำบากเร็วขึ้น ดูสิ เขาต้องเริ่มสร้างผลงานอีกแล้ว
ซ่งฝูเซิงเดินอยู่ข้างหน้า พวกใต้เท้าอันขุนนางกรมคลังตามอยู่ด้านหลัง
พวกขุนนางที่ยังยืนอยู่ที่เดิมมองตามหลังซ่งฝูเซิง รู้สึกว่ารองเสนาบดีซ่งมองภายนอกดูถ่อมตัว แต่ในความเป็นจริงดีใจแทบคลั่งอยู่ในใจ
รู้สึกว่าก้าวเดินของรองเสนาบดีซ่งเหมือนกำลังกระโดดโลดเต้น
บางคนรู้สึกเจื่อนอยู่ในใจ เจ็บปวดใจ
แค่คิดดูก็รู้ว่าถ้าปูนพวกนั้นออกมา แต่ละบ้านสร้างกำแพงก็ต้องใช้กันหมด
จะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น สร้างอุโมงค์ แนวป้องกันทางทะเล สะพาน อาคารต่างๆ มีที่ให้ใช้มากมาย
เมื่อครู่ฮ่องเต้จงใจถามขึ้นว่า ปูนพวกนั้นกลัวน้ำหรือเปล่า ใต้เท้าซ่งตอบ “มันสามารถป้องกันน้ำรั่วไหลได้ ทดลองดูได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ถามออกมาแบบนี้ อีกหน่อยจะต้องให้รองเสนาบดีซ่งดูแลการก่อสร้างอื่นๆ อีกแน่นอน เช่น สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างกำแพงกั้นน้ำ เป็นต้น
สร้างเขื่อนในแต่ละท้องที่ทั่วแผ่นดินก็จะต้องให้คนนี้ดูแล
หากเป็นแบบนั้น ผลงานทั้งนั้น
พอถึงเวลาประเมินผลงาน ช่วงสองสามปีนี้เจ้าทำอะไรมาบ้าง ต่อให้ทำมาเยอะแยะก็ไม่ใช่ผลงานใหญ่
มีใครบ้างไม่อยากเป็นเหมือนรองเสนาบดีซ่ง พอออกโรงก็ได้รับผิดชอบสร้างเขื่อนป้องกันน้ำหนุน แต่พวกเขาก็ต้องสร้างโอกาสก่อน
คอยดูแล้วกัน รองเสนาบดีซ่งเป็นขุนนางคุมเงิน มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ นับแต่นี้ไปกรมโยธาธิการกรมทหารจะต้องให้ความร่วมมือกับเขาแน่นอน
…
ภายในห้องทำงานของซ่งฝูเซิง
หยางหมิงหย่วนยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน “ใต้เท้า ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดในรายชื่อถึงไม่มีข้า”
นับตั้งแต่ซ่งฝูเซิงมาอยู่กรมคลัง หยางหมิงหย่วนถือเป็นคนเอาการเอางาน สั่งให้ทำอะไรก็ทำ กำชับงานอะไรก็ทำเสร็จเป็นคนแรก ผลงานเด่นชัด
คนเป็นเบื้องบนย่อมชอบลูกน้องแบบนี้มากที่สุด
ติงเจียนที่เป็นลูกน้องของซ่งฝูเซิงเหมือนกัน ในสายตาของซ่งฝูเซิง ติงเจียนมีความหัวหมออยู่บ้าง บางครั้งก็ถูกความหัวหมอของตัวเองเป็นตัวถ่วง ทำให้สู้หยางหมิงหย่วนไม่ได้
หากว่ากันตามเหตุผล ขุนนางที่จัดสรรงบและตามเหมาจวิ้นอวี้ออกไปครั้งนี้ควรมีหยางหมิงหย่วนด้วย
แต่ในรายชื่อที่ซ่งฝูเซิงส่งคนไปกลับไม่มีเขา
เวลานี้พอถูกสายตาคู่นั้นจับจ้อง ซ่งฝูเซิงก็ส่งสายตาให้เสมียนฉินออกไปก่อนแล้วถึงพูดขึ้น “หมิงหย่วน นับตั้งแต่ข้ามาเมืองหลวง หลายคนไปเยี่ยมเยียนข้ากันหมด แต่เจ้ากลับไม่เคยไปนั่งเล่นที่บ้านข้าสักครั้ง”
“ใต้เท้า…” หยางหมิงหย่วนกลัวการพบซ่งฝูเซิงเป็นการส่วนตัวมาก
ซ่งฝูเซิงชี้เก้าอี้ที่นั่งดื่มชาเพื่อบอกให้หยางหมิงหย่วนนั่ง
“ที่นี่คือที่ทำงาน ไม่สวมควรพูดเรื่องพวกนี้ แต่วันนี้ข้าก็ยังอยากถามเจ้า ทำไมเจ้าถึงยังไม่มีครอบครัวอีก”
ฝูหลิงถึงขั้นมีลูกแล้ว
หูจือหลานชายของเขาถูกย้ายมาเมืองหลวง เมียที่แต่งหลังจากถูกย้ายมาตอนนี้ก็ตั้งท้องแล้ว เวลาผ่านไปเร็วมาก
มีแค่หยางหมิงหย่วนที่ไม่มีข่าวคราวอะไร
แม่ของหยางหมิงหย่วนมาเป็นแขกที่บ้าน ได้ยินว่าคุยๆ อยู่ก็ร้องไห้ นางร้อนใจ แสดงท่าทีอยากให้ครอบครัวซ่ง ทางที่ดีเป็นซ่งฝูเซิงที่ช่วยแนะนำคู่ครองให้ ถ้าซ่งฝูเซิงพูด หยางหมิงหย่วนฟังแน่
“เจ้าไม่เหมือนลูกเขยของข้าที่ต้องทำสงครามจนแต่งงานเอาตอนอายุยี่สิบกว่า…
…เจ้าอายุยี่สิบกว่าไม่คิดเรื่องนี้ไม่พบเจอสตรีคนไหน หลายคนแนะนำให้ก็ไม่เอา เจ้าคิดจะทำอะไร…
…เจ้าก็ไม่เด็กแล้ว ทำงานในสำนักฮั่นหลินมาตั้งนาน ถ้าข้ายังส่งเจ้าไปอีก ไปทีก็ตั้งสองสามปี พอกลับมาอายุยี่สิบห้า ดีไม่ดียี่สิบหกยี่สิบเจ็ด แม่เจ้าไม่ร้องไห้จนตาบอดเลยเหรอ”
“อาซ่ง ข้านึกไม่ถึงว่าท่านยังจะพูดแบบนี้กับข้าด้วย”
หยางหมิงหย่วนขอบตาแดง “ข้าคิดว่าท่าน…”
พอนึกถึงเรื่องในอดีตก็เกิดความเงียบในห้องทำงานอยู่สักพัก
ซ่งฝูเซิงตบบ่าหยางหมิงหย่วน
“เอาล่ะ เจ้าแค่จำไว้ว่า ไม่มีครอบครัวไม่ได้ ต่อให้เจ้าเลื่อนขั้นสูงกว่านี้ แต่ถ้าไม่มีครอบครัวเจ้าก็จะไม่ถูกเห็นความสำคัญ อย่างเจ้าเรียกว่าแนวหลังไม่มั่นคง คิดว่าประเมินขุนนางไม่ดูที่จุดนี้เหรอ อีกอย่าง ข้าเก็บเจ้าไว้เพราะมีประโยชน์”
ที่เขาขาดคน เรียกใช้หยางหมิงหย่วนคล่องมือดี
ในรายชื่อมีซย่าเหวินอวี่
ซย่าเหวินอวี่ดีใจมาก
เขาไม่ได้เข้ามาได้เพราะสอบจอหงวนติด แต่อาศัยเส้นสายเข้ามาทำงานตำแหน่งเล็กๆ ในกรมคลัง ถ้าอยากเลื่อนตำแหน่งก็จะลำบากกว่าคนอื่น
แต่นี่เป็นโอกาส
ให้เขาไปอยู่ในกลุ่มขุนนางติดตามใต้เท้าเหมา อีกสองสามปีกลับมาก็ถือว่ามีผลงานเลื่อนขั้นได้แล้ว
ต่อไปก็จะไม่ถูกพ่อหรือคนนอกพูดได้ว่าอนาคตของเขาก็แค่ต้องรอสืบทอดยศ ตอนนี้เขาจะได้พึ่งตัวเองแล้ว ไม่ใช่ต้องอาศัยวงศ์ตระกูล
เหมาจวิ้นอี้มาแล้ว
อดีตรองเสนาบดีเหมากับรองเสนาบดีซ่งกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันที่โต๊ะทำงาน
หลังจากซ่งฝูเซิงมาถึงเมืองหลวง ใต้เท้าเหมาเคยส่งของขวัญต้อนรับมาให้
ลูกสาวของเขาแต่งงาน ของขวัญมีมูลค่าจากใต้เท้าเหมาก็ไม่เคยขาด ก็แค่เจ้าตัวไม่เคยปรากฏตัว
ซ่งฝูเซิงได้ยินมาว่า หลังจากที่เหมาจวิ้นอี้ถูกปลดจากตำแหน่ง เมื่อก่อนเคยล่วงเกินคนไว้เยอะ หลังเกิดเรื่องจึงถูกเหยียบย่ำอยู่ไม่น้อย
ถึงขั้นที่ในบรรดาขุนนางที่เหยียบย่ำเหมาจวิ้นอี้ก็มีขุนนางที่ตอนนั้นตรวจข้อสอบให้เขา
ใต้เท้าเหมาในตอนนั้นพอได้ยินว่าผลสอบของเขาไม่ยุติธรรมก็ถือข้อสอบไปขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจขุนนางคุมสอบในรุ่นนั้นมาก
“ผู้อาวุโสเหมา กินซาลาเปาไหม”
ใต้เท้าเหมาเคยชวนให้ซ่งฝูเซิงที่ตอนนั้นเป็นชาวสวนกินซาลาเปาในห้องทำงาน
เหมาจวิ้นอี้เอามือปิดตา ยิ้มพลางเช็ดน้ำตา “กิน กินไปคุยไปแล้วกัน”
ซ่งฝูเซิงยิ้ม ไม่เปลี่ยนเลย ดูท่าจะยังคงเป็นขุนนางเหมาที่ดูแลเสบียงคนเดิมในตอนนั้น
ไม่วางมาด ไม่เรื่องมาก
กระชับเวลาทั้งหมด แม้แต่กินอาหารรองท้องก็ขอคุยเรื่องงานไปด้วย
…
เวลานี้ในบรรดาขุนนางทั้งหมดที่ถูกส่งไปยังมีอีกคนที่รู้สึกขอบคุณซ่งฝูเซิง
นั่นก็คือพี่เขยรองของลู่พั่น
พอพี่เขยรองของลู่พั่นออกจากสำนักฮั่นหลิน เขาก็ไม่ได้ขึ้นมาเพราะสอบจอหงวนติดเช่นกัน ถูกย้ายไปอยู่กรมโยธาธิการในตำแหน่งที่แทบไม่มีอะไรทำ
พี่เขยรองของลู่พั่นไม่ได้อาศัยใบบุญของปู่เมีย ใบบุญของพ่อเขาก็ไม่ได้เฉียด แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะได้อาศัยใบบุญของซ่งฝูเซิง
ถึงแม้รองเสนาบดีซ่งจะไม่ได้อยู่กรมขุนนาง ไม่ได้มีสิทธิ์ถึงขั้นสั่งย้ายตำแหน่งได้ แต่เขามีสิทธิ์จัดสรรคนไปทำงานในครั้งนี้
คุยความเห็นเรื่องการเลือกคนกับเสนาบดีกรมโยธาธิการ จากนั้นพี่เขยรองของลู่พั่นก็เข้ามาอยู่ในรายชื่อ
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ทางครอบครัวพี่เขยรองของลู่พั่นคาดเดา คิดว่าเป็นเพราะใต้เท้าซ่งออกหน้าให้
แม่สามีของลู่จือจิ้งพอเห็นลู่จือจิ้งก็พูดว่า “พ่อของน้องสะใภ้เจ้า ใต้เท้าซ่ง…”
ลู่จือจิ้งก็ดีใจมากเหมือนกัน
ถึงแม้จะต้องห่างกับสามีหลายปี หรืออาจต้องลำบากตามสามีไปคุมงานที่ชายแดนหลายปี แต่เมื่อกลับเมืองหลวงอีกครั้งก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อย่างน้อยประเมินขุนนางครั้งหน้าสามีของนางก็จะได้เลื่อนขั้น ดีไม่ดีอาจก้าวกระโดด
อย่างไรเสียตอนนี้เป็นขุนนางขั้นหก แต่สิทธิ์ที่ได้ไปทำงานครั้งนี้เป็นของขุนนางขั้นห้า
…