ทะลุมิติทั้งครอบครัว - บทเสริมตอนที่ 1
บทเสริมตอนที่ 1
ข้าชื่อเฉียนหมี่โซ่ว หรือมีอีกชื่อว่าเฉียนจี้หาน
แซ่เฉียนเป็นแซ่ของพ่อ จี้มาจากแซ่ของแม่
ท่านป้าบอกว่าท่านแม่ตั้งท้องสิบเดือนถึงคลอดข้าออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องจดจำไว้ว่าตัวเองมาจากไหน ห้ามลืมครอบครัวท่านตา ห้ามลืมท่านแม่ที่คลอดข้าออกมา
ส่วนคำว่า ‘หาน’ ท่านลุงไปขอให้ท่านโหราจารย์ที่รับใช้ฮ่องเต้ช่วยตั้งให้
เรื่องนี้ทำให้ท่านลุงต้องกินเจสวดมนต์อยู่เดือนกว่า เพราะท่านโหราจารย์มองออกว่าท่านลุงไม่เชื่อในศาสนาพุทธ จึงตั้งใจสร้างเงื่อนไขเพื่อทดสอบ
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมท่านลุงคนที่ไม่เชื่อศาสนาไม่เชื่อในโชคชะตา คนที่ ‘ชีวิตข้า ข้ากำหนดเอง’ อยู่ๆ ก็เชื่อโหราจารย์ท่านนี้
ตอนนั้นท่านลุง ท่านป้า กับพี่สาว ต่างก็เอาแต่พูดว่าโหราจารย์ท่านนี้มีปาฏิหาริย์บางอย่าง ทำให้พวกเขาต้องเชื่อ
ข้าคิดว่าไม่ว่าเหตุผลจะคืออะไร อันที่จริงมันไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญคือ ท่านลุงจากคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์มากๆ อาหารทุกมื้อในบ้านต้องมีเนื้อสัตว์ กลับยอมกินเจอยู่เดือนกว่าเพื่อชื่อของข้า แค่คิดดูก็รู้แล้วว่าท่านลุงรักข้า
ใช่ รัก
ข้าเรียนรู้คำนี้มาจากพี่สาวตั้งแต่ข้ายังเด็กมาก
ไม่เคยขาดนับตั้งแต่รู้จักคำนี้
ท่านลุงท่านป้า พี่สาวพี่เขย ท่านย่า พวกพี่ๆ น้องๆ ในบ้าน ทำให้ข้าใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความรัก
รักเล็ก ข้าไม่เคยขาด
รักใหญ่ ข้ามีมาตลอด
…
ปีที่สามหลังจากท่านลุงซ่งจากไป เฉียนหมี่โซ่วก็ถูกย้ายจากที่ทำงานหน้าพระพักตร์ไปอยู่ฝ่ายคมนาคมของกรมโยธาธิการ
เขาเลือกเอง
ทุกคนในครอบครัวต่างรู้ว่าหมี่โซ่วชอบวาดสะพาน ศึกษาเส้นทาง จึงสนับสนุนและเคารพการตัดสินใจของเขา
ในหนึ่งปีนี้ ซ่งฝูเซิงที่ตอนนั้นเป็นเพียงเสนาบดีกรมขุนนางก็ได้เจาะลึกรายละเอียดของหกกรมโดยอิงพื้นฐานเดิมภายใต้การสนับสนุนของฮ่องเต้
ผลักดันเรื่องชุดและกำหนดขั้นยศของทหารให้ละเอียดขึ้น ผลักดันระบบบริหารจัดการเครื่องแบบ
เป็นต้นว่า ชุดของทหารม้าก็ทหารม้า ทหารแนวหลังก็ต้องสวมชุดของทหารแนวหลัง ชาวบ้านจะได้มองออกในทันทีว่ามีหน้าที่อะไร
เป็นต้นว่ากรมโยธาธิการที่หมี่โซ่วอยู่
คมนาคม ชลประทาน ช่างก่อสร้าง ป่าเขา เรือกสวนไร่นา เป็นต้น แบ่งฝ่ายในการบริหารจัดการให้ละเอียดยิ่งขึ้น แม้แต่ชุดขุนนางก็มีความแตกต่าง
ฝ่ายคมนาคมก็ใส่ชุดของฝ่ายคมนาคม ช่างก่อสร้างของราชสำนักก็มีชุดของตัวเอง
เป็นเช่นนี้
ปีนี้เพิ่งย่างเข้าสู่ฤดูหนาวได้ไม่นาน อยู่ๆ หิมะก็ตกหนักในรอบเกือบสิบปี
เริ่มตกตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงพลบค่ำ ความหนาของหิมะสูงถึงเข่าของผู้ใหญ่
วันนี้ยังบังเอิญเป็นวันที่แต่ละวัดมีคนไปจุดธูปกราบไหว้กันมากที่สุดด้วย
ชาวบ้านจากแต่ละหมู่บ้านแต่ละอำเภอที่อยู่ใต้เมืองหลวงลงไปทยอยกันออกมาอย่างไม่ขาดสาย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดหิมะตกหนักอย่างกะทันหัน
ไม่ใช่แค่ชาวบ้านทั่วไปที่ติดอยู่ระหว่างทาง แม้แต่รถม้าของฮูหยินคุณหนูตระกูลคนมีฐานะก็คากันอยู่ที่ประตูเมือง
แอนนาก็เป็นหนึ่งในนั้น
หูได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษของบรรดาคุณหนูในสภาพอากาศแบบนี้ แต่ละคนไม่มีอยากรีบกลับบ้าน
นางรู้ดีว่าเพราะอะไร
อย่าเห็นว่าคุณหนูเหล่านี้คุยกันเรื่องไร้สาระ แต่ในความเป็นจริง เรื่องที่ทำให้พวกนางดีใจอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ‘สี่คุณชายแห่งเมืองหลวง’ ในใจของพวกนางที่ตอนนี้อยู่ในรถม้าด้านหน้า
รถม้าของสี่คุณชายอยู่ใกล้พวกนางมาก
องค์ชายที่เกิดจากพระสนมกุ้ยเฟยก็เป็นหนึ่งในนั้น
หลานชายคนโตของแม่ทัพมั่ว…
ช่างเถอะ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก แอนนาไม่สนใจ นางสนใจอยู่แค่คนเดียวจากหนึ่งในสี่คุณชาย นั่นก็คือเฉียนจี้หานคนที่นางควรเรียกว่า ‘ท่านน้า’
แต่แอนนาก็ไม่เคยเรียกอีกเลยตั้งแต่อายุสิบสอง จงใจไม่เรียกท่านน้า
“เอ๊ะ ทำไมอยู่ๆ รถม้าคันหน้าก็หยุดล่ะ” สาวๆ ที่อยู่ในรถม้ากระซิบกระซาบ
แอนนาไม่ชอบท่าทางของคุณหนูพวกนี้ที่อยากมอง ‘สี่คุณชาย’ แต่ไม่กล้ามอง อยากพูดความในใจแต่ก็ไม่กล้าพูด นางจัดการแหวกม่านมองไปข้างนอก
พอได้มอง ใบหน้าอันงดงามของแอนนาก็เขินอายแบบที่เห็นได้ยาก
ข้างรถม้าคันข้างหน้า หมี่โซ่วที่แต่งตัวในมาดคุณชายสูงศักดิ์กำลังพูดกับท่านย่าหม่าและเฉียนเพ่ยอิงที่อยู่ในรถม้า
“ท่านย่า ท่านป้า ดูท่าคนทำงานตรงประตูเมืองจะไม่พอ พวกชาวบ้านทนหนาวกันอยู่ข้างนอก นี่ก็หนึ่งชั่วยามกว่าแล้ว เป็นแบบนี้ต่อไปเห็นทีจะไม่ดี ในรถม้าของพวกเรามีเตาผิง แต่พวกเขาไม่มี ข้าต้องไปช่วยดูแลความเรียบร้อยสักหน่อย ให้พวกเขาได้เข้าเมืองโดยเร็วที่สุด”
พลางหยิบชุดขุนนางของฝ่ายคมนาคมกรมโยธาธิการที่อยู่ในรถม้าออกมาสวมทับอย่างคล่องแคล่ว
พอท่านย่าหม่าอ้าปาก หิมะจากด้านนอกก็ปลิวเข้าปากนาง “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าเสียหน่อย ขุนนางพื้นที่น่าจะใกล้มาแล้ว เจ้าจะไปยุ่งทำไม หนาวจะตาย”
หมี่โซ่วสวมปลอกตราประจำขุนนางที่แขน สวมหมวกขุนนาง ชี้ไปที่คำว่าคมนาคมบนแขนแล้วยิ้มให้ย่าหม่า “ท่านย่า คมนาคม ข้าจะไม่สนได้อย่างไร เดี๋ยวข้ากลับมา ท่านย่ารีบหดศีรษะเข้าไป เดี๋ยวจะไม่สบาย”
แอนนามองเฉียนจี้หานที่สวมชุดขุนนางเรียบร้อย กำลังเดินห่างออกไปอย่างทุลักทุเล นางชะโงกออกไปครึ่งตัวแล้ว
ในสายตาของนาง เฉียนจี้หานไม่มีคำว่าเลิกงานแล้ว ไม่มีการไม่สนใจเพราะอยู่ช่วงวันหยุด เมื่อใดที่เขาเห็นปัญหาก็พร้อมจะทำหน้าที่อยู่ตลอด
รู้สึกเพียงว่าเฉียนจี้หานในเวลานี้หล่อกว่าตอนไหนๆ หล่อแบบไม่มีสิ้นสุด
คืนนั้นพอแอนนากลับถึงจวนก็ไม่สบายหนักมาก
ลู่จือหว่านเข้ามา เดิมทีอยากถามลูกสาวว่าไม่สบายตรงไหนบ้าง แต่พอเข้าไปในห้องกลับเห็นแอนนานอนอยู่บนเตียง ดวงตาจ้องม่านหน้าต่าง ไม่มีใครรู้ว่าลูกสาวของนางคิดอะไรอยู่ สีหน้ามีแต่รอยยิ้มที่บรรยายไม่ถูก
ลู่จือหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย “ยิ้มอะไรอยู่ ไม่สบายจนเพี้ยนไปแล้วรึ”
“อ๋า ท่านแม่ ข้ายิ้มเหรอ” แอนนาสะดุ้งตกใจ รีบลุกขึ้น
เล่นเอาลู่จือหว่านเดินออกจากห้องลูกสาวแล้วก็ยังคิดอยู่ว่าเมื่อครู่ลูกสาวนางคิดอะไรอยู่ถึงได้ยิ้มแบบนั้น
…
เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องไปทำ มิฉะนั้นอาจพลาดได้ นี่คือคำพูดที่น้าสะใภ้ซ่งฝูหลิงสอนแอนนา
นับแต่วันนี้เป็นต้นไป แอนนาจะไม่ใช่แค่ไม่เรียกว่าท่านน้าหมี่โซ่ว นางจะปรากฏตัวในทุกที่ที่เฉียนจี้หานไปด้วย
ภัตตาคาร
แอนนา “ช่างบังเอิญ ท่านก็อยู่ด้วย”
หมี่โซ่วพูด “บังเอิญจริง จริงสิ ทำไมเจ้าไม่เรียกข้าว่าท่านน้าแล้ว”
ร้านหนังสือ
“ช่างบังเอิญ ท่านก็อยู่ด้วย”
หมี่โซ่วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “บังเอิญมาก เจ้าอ่านหนังสือแบบนี้ด้วยรึ”
ร้านขายของโบราณ
หมี่โซ่วที่รู้จักใช้ชีวิต นานๆ จะมีของที่ถูกใจ เขาดีใจมาก แต่เถ้าแก่กลับบอกว่า “ขอโทษด้วยขอรับคุณชาย ชิ้นนี้มีคนจองแล้ว กำลังจะห่อเอาไปส่งขอรับ”
“ใคร”
แอนนาค่อยๆ เดินลงมาจากชั้นสองพร้อมสาวใช้
…
แอนนายังเล่นพิณเก่ง เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดจะแสดงให้ใครฟัง แต่นางกลับเล่นในสถานที่ที่หมี่โซ่วนัดพบเหล่าสหาย ฝีมือชวนตะลึงจนเหล่าคุณชายที่อยู่ตรงระเบียงทางเดินยาวพากันหันมามอง
คนที่ชื่นชอบแอนนามีมากมาย แต่นางกลับอยู่อีกฝั่งของสระน้ำ แค่ยิ้มเล่นหูเล่นตาให้เฉียนจี้หานอยู่ไกลๆ
ผ่านไปอีกครึ่งปี ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
ซ่งฝูเซิงชักเริ่มร้อนใจ เริ่มแสดงความรังเกียจหมี่โซ่ว
“โตจนเป็นหนุ่มแล้วยังจะตั้งกระจกใหญ่โต เจ้าสำอางทุกวัน หล่อกว่านี้แล้วยังไง หล่อแล้วงอกเมียออกมาได้เหรอ เรื่องแค่นี้ทำไมคิดไม่ได้สักที ข้างนอกมีผู้หญิงตั้งเท่าไรที่อยากแต่งงานกับเจ้า ถ้าต่อแถวคงยาวไปถึงฮุ่ยหนิง ตกลงเจ้าชอบใครกันแน่”
ทำเฉียนเพ่ยอิงบ่นมาตลอด บอกให้เขามาสั่งสอนลูกชาย
เรื่องแบบนี้ยังต้องสอนอีกเหรอ ไม่เหมือนเขาเลยสักนิด และก็ไม่เหมือนพี่สาว
ตอนฝูหลิงยังรู้จักปีนกำแพงไปหาหมินหรุ่ย
วันต่อมา เนื่องจากท่านย่าหม่าท้องเสียจึงบังเอิญได้ยินคนแอบคุยกัน
ได้ยินแอนนาที่หลานสาวสุดที่รักของนางพากลับมาเป็นแขกกำลังคุยกับหมี่โซ่ว บทสนทนามีดังนี้
“ข้าชอบท่าน”
“ข้าเดาได้ว่าเจ้าชอบข้า”
สักพัก ฮย่าหม่าก็ได้ยินเสียงหมี่โซ่วถอนหายใจถามแอนนา “เจ้าร้องไห้ทำไม”
แอนนาตอบด้วยเสียงสะอื้นไม่เป็นคำดีนัก “ข้าร้องเพราะก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้เตรียมจะพูดแบบนี้ ไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบนี้ ทำไมพอพูดออกไปก็โพล่งไปตรงๆ”
“เด็กโง่” หมี่โซ่วขยับเข้าไป ยิ้มพลางเอามือหยิกแก้มที่เหมือนแอปเปิ้ลของแอนนาอย่างลังเล อาจเพราะถูกใจสัมผัส จึงเอานิ้วจิ้มอีกที
เอ๊ะ พวกเจ้าสองคนทำอะไร ท่านย่าหม่าเอามือทาบอก
ไม่ถึงสองวันคนที่ตกใจปากสั่นไม่ได้มีแค่ย่าหม่าแล้ว ยังมีซ่งฝูหลิงที่ดวงตาเบิกโพลง ลู่พั่นขมวดคิ้ว ลู่จือหว่านที่อ้าปากค้าง และฉีตงหมิงสามีของลู่จือหว่านที่เห็นลูกสาวเป็นของล้ำค่า มือของหนึ่งของฉีตงหมิงทาบอก มืออีกข้างชี้หมี่โซ่วกับแอนนาที่อยู่ตรงหน้า
ลู่เฟยสงสัยเหลือเกิน
มองลู่พั่นแล้วมองซ่งฝูหลิง
ขอถามท่านพ่อท่านแม่ ถ้าท่านน้ากับพี่แอนนาแต่งงานกัน ข้าควรเรียกว่าท่านน้ากับน้าสะใภ้ หรือเรียกว่าพี่สาวพี่เขยหรือ
นี่เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับลู่เฟย
นั่นสิ ปัญหานี้ก็ทำหลายคนกลุ้ม เพราะสองครอบครัวเกี่ยวดองเป็นญาติกัน นี่มันเรื่องอะไรกัน
ฤดูใบไม้ผลิปีต่อมา
เวลาจะช่วยแก้ทุกปัญหา ทุกคนเลยช่วงเวลาที่ช็อกหนักกันไปแล้ว
ขอแค่เด็กทั้งสองคนยินดี ถูกใจกันและกัน พวกเขายังจะทำอะไรได้
ก็ต้องจัดพิธีแต่งงานให้เฉียนหมี่โซ่วกับแอนนาอย่างมีความสุขน่ะสิ
เมื่อยอมรับได้แล้ว ซ่งฝูเซิงกับเฉียนเพ่ยอิงดีใจยิ่งกว่าใคร จัดการเก็บข้าวของ พาท่านย่าหม่ากับลูกชายไปใช้ชีวิต
นับตั้งแต่ท่านลุงซ่งเสีย ท่านย่าหม่าก็ถูกซ่งฝูเซิงบังคับให้มาอยู่ด้วย ห้ามไปอยู่กับพี่ใหญ่พี่รอง ต้องอยู่ที่บ้านเขาเท่านั้น
รวมแอนนาอีกคน ครอบครัวห้าคนใช้ชีวิตสนุกกันทุกวัน
เล่นเอาซ่งฝูหลิงแอบอิจฉา ไม่พอใจยกใหญ่
เฉียนเพ่ยอิงยิ้มถามกลับซ่งฝูหลิง แกล้งยั่วโมโหลูกสาว “พวกเราลำเอียงแล้วยังไง ลูกมีอะไรต้องไม่ยอม เคยล้างเท้าให้พ่อหรือเปล่าล่ะ หมี่โซ่วทำทุกวัน เดี๋ยวโอบคอเดี๋ยวกอดเอว ความปรารถนาของลูกคืออะไร แต่ความปรารถนาของหมี่โซ่วไม่เคยเปลี่ยน รอพ่อของลูกแก่เมื่อไรเขาก็จะแบกขึ้นหลังพาออกไปเที่ยวเอง”
และในช่วงก่อนพิธีแต่งงานนั้นเอง ในที่สุดยุคสมัยแห่งอัครเสนาบดีซ่ง ซ่งฝูเซิงก็มาถึง
ใช้คำพูดของลู่พั่นคือ “ข้าเห็นพ่อตาตั้งแต่ยืนค่อนไปทางด้านหลังตอนประชุมราชสำนัก ค่อยๆ ขยับขึ้นหน้า จนกระทั่งมาอยู่ในตำแหน่งเสมอข้า และไปสู่ตำแหน่งอัครเสนาบดีที่อยู่ตรงหน้าข้า”