ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 916-2 ไม่ต้องเป็นห่วง (ตอนอวสาน)
ตอนที่ 916-2 ไม่ต้องเป็นห่วง (ตอนอวสาน)
เห็นได้ชัดว่าเวลานี้ท่านลุงซ่งเลอะเลือนขึ้นมาอีกแล้ว
และก็เพราะฉากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้ทุกคนเริ่มเข้าสู่บทบาทโดยอัตโนมัติ
พวกเจ้าซ่งเก้าสกุลมารวมตัวเล่นลี้ภัยกันใช่ไหมล่ะ
บางคนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บางคนก็ยิ้มทั้งน้ำตา แย่งกันพูด
เกาถูฮูพูดว่า “ข้าเป็นลุงเขยสาม ป้าสามของเขาเสียเร็ว”
ดันตัวลุงใหญ่ซ่ง “เจ้าพูดก่อน เจ้าเป็นลุงใหญ่แท้ๆ ของเขานี่”
“ใช่ ข้าเป็นลุงใหญ่ของเขา คนอื่นอาจไม่ถูกจัดให้อยู่ด้วยกัน แต่ข้าต้องได้อยู่ด้วย”
ซ่งฝูกุ้ยเบียดขึ้นหน้า “ตอนนั้นข้าสมองเบลอ นี่ท่านใช่ไหมหัวหน้าสวี นั่งๆ ข้าต้องเอาหัวพุ่งใส่อกท่านด้วย”
หัวหน้าสวีเอามือทาบอก ยอมให้นายท่านที่ชื่อเสียงโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองพุ่งเข้ามาชน
แสดงต่อ “จัดให้อยู่ด้วยกันแล้ว ผู้เฒ่า ไม่ต้องร้อง ดูสิ นี่ไงป้ายสีแดง”
ลุงซ่งใช้สองมือหอบพวกป้ายสีแดง ยิ้มเป็นเด็ก
ไปถึงโรงเตี๊ยมที่คุ้นเคย
“เถ้าแก่ ข้าเป็นเพียงถงเซิง ไม่ทราบว่าพักที่นี่ได้หรือไม่”
ตอนนี้ลูกของเสี่ยวอู่โตแล้ว
พอเถ้าแก่ไป๋ได้ยินข่าวก็ตั้งใจกลับมารับบทบาทในตอนนั้นให้
เถ้าแก่ไป๋คิดในใจด้วยความตื่นเต้น ท่านเป็นถงเซิงที่ไหนกัน ท่านเป็นใต้เท้าเสนาบดีแล้ว พวกเด็กๆ ขี้กลัวที่ตอนนั้นตามอยู่ด้านหลังท่าน ตอนนี้มีคนเป็นทหารเป็นจอหงวนแล้ว
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ขอบคุณท่านมาก”
หันไปน้ำตาคลอพูดกับท่านลุงซ่ง “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ทำให้ความฝันของข้าเป็นจริง ได้รับใช้ท่านอีกครั้ง”
เสี่ยวอู่วางมาดแบบเสี่ยวเอ้อร์ในตอนนั้น “มาขอรับนายท่าน เชิญทางนี้”
ซ่งเก้าสกุลเข้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ เหมาที่พักทั้งหมด
“ไอ๊หยา ห้องนี้แหละ” ท่านย่าหม่ามองบนเตียง มองบนพื้น ตอนนั้นนอนกันอยู่เต็ม
เฉียนเพ่ยอิงประคองแม่สามี “หลายปีก่อนพวกเราผ่านมาก็ตั้งใจเปิดดูที่นี่ แต่สำหรับท่านแม่นี่น่าจะเป็นครั้งแรกหรือไม่นับตั้งแต่ลี้ภัย”
ท่านย่าหม่าตอบ “ใช่ ไม่เปลี่ยนเลย ข้าจำได้ว่าตอนนั้นเอาเห็ดไปตากไว้ตามขอบหน้าต่างเต็มไปหมด”
พูดถึงเรื่องนี้ซ่งฝูเซิงก็กำลังหัวเราะอยู่ด้านนอก เล่าเส้นทางที่จะไปให้เถ้าแก่ไป๋ฟัง “พวกเราต้องไปที่ป่าแห่งนั้นด้วย เก็บเมล็ดสน เก็บเห็ด”
มองเสี่ยวอู่ที่ยกกับข้าวออกมา “จะบอกให้นะเสี่ยวอู่ กลางดึกกลับมาอย่าโผล่หน้ามาให้พวกเราเห็นนะ”
ทำโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ภายในป่าสน เล่นเอาพวกกระรอกกลุ้มใจ รู้สึกคุ้นหน้าคนพวกนี้
ลู่พั่นก็กลุ้ม ยังไม่ต้องพูดถึงแม่ของลูกเขาที่เที่ยวไปปีนต้นไม้กับหมี่โซ่ว เอาแค่ลูกชายของเขาที่เผลอหน่อยเดียวก็เลอะดินเต็มหน้าเต็มมือแล้ว
ลู่พั่นถลึงตาใส่ลูกชาย
“หยกแขวนที่อยู่ตรงนี้ล่ะ”
“ไอ๊หยา จริงด้วย หยกข้าล่ะ”
ลู่พั่น เจ้าถามใครน่ะ
พอคนกลุ่มนี้กลับไปกินไก่ตุ๋นเห็ดที่โรงเตี๊ยม ในป่าสนก็มีกระรอกตัวหนึ่งกำลังถือหยกแขวนของลู่เฟยพินิจพิจารณาอยู่
ท่านลุงซ่งได้กินเห็ดที่เขาเฝ้าคิดถึงแล้ว รสชาตินี้นี่แหละ บรรยากาศที่ทุกคนนั่งกิน แม้แต่ตูดไก่ก็ยังรู้สึกว่าอร่อยเหลือเกิน
เฉียนหมี่โซ่วกับซ่งฝูหลิงหิ้วเมล็ดสนเดินเตร่ไปที่โรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามจริงๆ
เรื่องบังเอิญคือ ทันใดนั้นหมี่โซ่วก็หยุดที่หน้าโต๊ะหนึ่ง “ท่านลุง ซื้อเมล็ดสนสักหน่อยไหม”
ทำพูดไป ลุงใจดีในตอนนั้นแค่มีผมหงอกเพิ่มขึ้น แต่ลักษณะยังเหมือนเดิมไม่ดูแก่ พูดด้วยความลังเล “คุณชายท่านนี้ ข้าเหรอ ไม่ซื้อๆ”
“ถ้าเช่นนั้นท่านยังจำเด็กผู้ชายที่ตอนนั้นขายเมล็ดสนให้ท่านได้หรือไม่”
ลุงใจดี “…จะ เจ้าเองเหรอ”
เฉียนหมี่โซ่วยิ้ม “เมล็ดสนอายุยืนยาว เมล็ดสนยิ้มกว้างอยู่เสมอ ท่านลุง ครั้งนี้ไม่ขาย เด็กผู้ชายในตอนนั้นขอมอบให้ท่านหนึ่งถุง”
ซ่งฝูหลิงยืนยิ้มอยู่ข้างๆ รู้สึกเพียงว่าพรหมลิขิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่อาจบรรยายได้
ซ่งฝูหลิงเลิกคิ้ว เห็นหรือยังเหล่าสหาย นี่ก็คือสิ่งบ่งบอกว่าเราอายุมากขึ้น เริ่มเชื่อในพรหมลิขิตแล้ว
ต่อมาซ่งเก้าสกุลก็ผ่าน ‘หมู่บ้านคนตาย’
ยายหวังชี้ทางเข้า “วัวบ้านข้าตายตรงนั้น”
ตอนนั้นปวดใจทำใจไม่ได้อย่างแรง
ต่อมาอย่าว่าแต่วัวตายตัวเดียวเลย ต่อให้ตายเป็นเบือก็อาจหาความรู้สึกปวดใจไม่เจอแล้ว
อีกทั้งตรงนั้นเหมือนหมู่บ้านคนตายในอดีตที่ไหนกัน
ผ่านการช่วยเหลือจากทางราชการท้องถิ่นมาหลายปี ชาวบ้านขยันขันแข็ง ตอนนี้หมู่บ้านนี้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เรือกสวนไร่นาเจริญเติบโต
ดูสิ ตอนนี้กลุ่มของซ่งเก้าสกุลกำลังนั่งร้องเพลงอยู่บนเนินของหมู่บ้านคนตายแห่งนี้
เมฆขาวฟ้าคราม เด็กๆ วิ่งเล่นไปทั่ว ย่างเนื้อกิน แม้แต่น้ำผลไม้ก็มี
ซ่งเก้าสกุลเดินไปก็ย้อนนึกถึงวันวานไป จนกระทั่งไปถึงตีนเขาที่ตอนนั้นพวกเขาพักเป็นครั้งแรก
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะขึ้นเขา
ขึ้นไปพักบนเขาสองสามวัน ก็พอดี จะได้ให้เป่าจื่อที่รู้ความแล้วได้เยี่ยมหลุมศพพ่อตัวเอง
ยายหวังบอกหลาน “ซ่วนเหมียวจื่อ ตรงนั้น จุ๊ดจู๋ของเจ้าเกือบถูกงูน้อยบนเขากัดขาด ดีที่ได้อาของเจ้าช่วยไว้”
“ไอ๊หยา ท่านย่า!”
ทุกคนพากันหัวเราะ
ขึ้นเขาครั้งนี้ไม่กลัวงูกลัวหมาป่าหรอก เพราะขุนนางท้องถิ่นเกือบขึ้นมาด้วยแล้ว แต่ซ่งฝูเซิงไม่อนุญาต พวกมือปราบก็มาล้อมประจำการรอบภูเขาเก็บกวาดในถ้ำให้ก่อนแล้ว
ฝูกุ้ยสั่งการ ไม่ชอบถูกรบกวน “พวกเจ้าถอยออกไปเถอะ พวกเราจะสร้างกระท่อมแล้ว”
ซ่งฝูหลิงโชคดีที่ได้อยู่ในกระท่อมที่พ่อแม่ สามี น้องชาย และลูกชายของนางช่วยกันสร้างให้
นางนั่งกินอยู่ตรงปากถ้ำกับย่าระหว่างรอ
สามวันต่อมา กระท่อมที่สร้างไว้ไม่ได้ถูกรื้อ ทุกคนลงจากเขา
ไม่รู้วันหน้าภูเขาลูกนี้จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่ แนะนำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากแต่ละที่ได้ชื่นชม “ตรงนี้แหละที่ใต้เท้าเสนาบดี ท่านอ๋อง จอหงวน เคยมาพักอยู่”
…
ผู้ว่าการเขตท้องถิ่นทำงานเป็น
พอทุกคนมาถึงหมู่บ้านต้าจิ่ง ผู้ว่าการเขตไม่ได้ให้พวกมือปราบตีฆ้องร้องป่าวอยู่ข้างหน้า แต่ให้พวกเด็กๆ ของหมู่บ้านต้าจิ่งยืนตะโกนพร้อมกันอยู่ข้างทาง
“ท่านหลี่เจิ้งของหมู่บ้านต้าจิ่งกลับมาแล้ว”
อดีตหลี่เจิ้งของหมู่บ้านต้าจิ่งกลับมาแล้ว
ซ่งเก้าสกุลหลายคนน้ำตาร่วงทันที บ้านเกิดที่จากลากันไปหลายปี ตอนนั้นพวกเราหนีไปอย่างรีบร้อน ในที่สุดวันนี้ก็ได้กลับมาพร้อมกัน
มีใบหน้าคนคุ้นเคยในหมู่บ้านหลายคน
แต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่ย้ายมาอยู่ภายหลัง หรือไม่ก็ย้ายมาจากหมู่บ้านอื่น
ก่อนออกเดินทาง เถ้าแก่ที่รับผิดชอบร้านม้าพันลี้ในสาขาบ้านเกิดแห่งนี้ได้จัดการพาคนมาทำความสะอาดห้องหับให้ก่อนแล้ว
ผู้ว่าฯ ท้องถิ่นยังได้ส่งคนสองกลุ่มมาช่วยซ่อมแซมบ้าน ฟังจากที่พวกขุนนางท้องถิ่นเล่า อย่างบ้านของลุงซ่งบ้านของย่าหม่า ควรรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ตรงนี้น่าจะเป็นบ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ
แต่ได้ยินว่าจงใจยอมปล่อยไว้ ซ่อมแซมดีกว่ารื้อสร้างใหม่ เพื่อวันนี้
กลัวคนที่กลับมาจะจำบ้านตัวเองไม่ได้
“ลูกแม่ ดูสิ นี่คือบ้านย่าทวด”
ลู่เฟยมองบ้านที่ทรุดโทรม “ลูกไม่เชื่อ”
“จริงๆ อย่าไม่เชื่อสิ ท่านพี่ก็ดูสิ นี่บ้านท่านย่า”
ลู่พั่นวิจารณ์ “ดีกว่าบ้านที่หมู่บ้านเหรินจยาในตอนแรกสุดเยอะเลยนะ”
กลับมาครั้งนี้ ลุงซ่งคือคนที่ตื่นเต้นดีใจมากที่สุด
เขาฟังภาษาบ้านเกิด ในที่สุดจากสำเนียงตะวันออกเฉียงเหนือก็กลายเป็นสำเนียงบ้านเกิดแล้ว เขาได้พักในบ้านหลังเดิม
ถูกพวกซ่งฝูเซิงผลัดกันแบกเดินไปรอบหมู่บ้าน มือที่เต็มไปด้วยปานแห่งวัยชราได้ลูบบ่อน้ำที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ไปดูสุสานของบรรพบุรุษสกุลซ่ง
เที่ยงของวันที่สี่หลังกลับบ้านเกิด ท่านลุงซ่งได้สมความปรารถนาสุดท้าย ยิ้มจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีความเสียดายในวัยแปดสิบปี
มีคนคุกเข่ากันเต็มลานบ้าน
ในช่วงหลายปีนี้ ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลหรือฉลองปีใหม่มักมีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านเหรินจยา อำเภอฮุ่ยหนิง ตัวเมืองหวงหลง เมืองหลวง คอยตะโกนว่า
‘เอ้า เอ้อร์เนา ซื่อสี่ อู่ฉาง…กลับมารับเงินไปนะ’
ตะโกนเรียกชื่อพวกคนในหมู่บ้านที่ตอนนั้นเขาไม่ได้พาลี้ภัยมาด้วย
ครั้งนี้พวกชาวบ้านในหมู่บ้านต้าจิ่งมาร่วมส่งเขา
ครั้งนี้ถึงคราวลูกหลานของซ่งเก้าสกุลทุกคนเรียกเขาพร้อมกัน
“เอ้า ท่านลุงซ่ง กลับมารับเงินด้วย!”
ซ่งฝูเซิงที่อยู่ในชุดไว้ทุกข์ร้องไห้อยู่ดีๆ ก็หัวเราะ เขามองไปไกลพลางคิดในใจ
ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ท่านต้องเชื่อว่าลูกหลานสกุลซ่งจะเก่งขึ้นในทุกรุ่น
(จบ)
ข้อความถึงนักอ่าน
พบกับบทเสริมอีก 4 ตอนพรุ่งนี้นะคะ 🙂
Letlovvv
แล้วบ้านหลังเดิมของครอบครัวนางเอกล่ะ ตอนโดนปล้นก็ดูมีเงื่อนงำ
Amina22
อ่านมาตั้งแต่ตอนที่ 1 เหมือนร่วมลี้ภัยร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับตัวละคร จบแล้วทำไมรู้สึกเหงาแบบนี้ 😭
ButterImmage
สนุกมาก ๆ อ่านไปร้องไห้ไป ตามอ่านมาตั้งแต่อัพวันละตอนเลย ขอบคุณแอดมาก ๆครับ
Panaple
🫶🏻ชอบเรื่องนี้มากก อบอุ่นหัวใจสุดด🫶🏻