ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 916-1 ไม่ต้องเป็นห่วง (ตอนอวสาน)
ตอนที่ 916-1 ไม่ต้องเป็นห่วง (ตอนอวสาน)
ปีนี้ที่เฉียนหมี่โซ่วเข้าสำนักฮั่นหลิน
ท่านย่าหม่าที่ไม่เคยจัดงานฉลองวันเกิด ทั้งครอบครัวจึงจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดอายุครบหกสิบหกปีให้นาง
ซ่งฝูเซิงเสนาบดีกรมขุนนางย้ายบ้านแล้ว ย้ายไปอยู่บ้านที่หลังใหญ่กว่าเดิม จัดงานให้แม่ใหญ่โต
วันนี้บรรดาแขกเหรื่อถึงได้รู้ว่า
ท่านย่าหม่าได้ส่งเสียเด็กผู้ชายที่กำพร้าพ่อแม่เข้าเรียนในสำนักศึกษาปีแล้วปีเล่าจนถึงตอนนี้มีจำนวนทั้งสิ้นหนึ่งร้อยหกสิบเก้าคน
ในบรรดาหนึ่งร้อยหกสิบเก้าคนนี้ คนที่เข้าสอบจอหงวนในรุ่นเดียวกับหมี่โซ่วมีสี่คน
หนึ่งคนสอบติด อีกสามคนได้ซิ่วไฉ
เด็กเหล่านี้ถูกท่านย่าหม่าที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด แถมยังเคยขี้งกมาก ส่งเสียจนได้ดี
เด็กเหล่านี้ได้บอกพ่อแม่ตอนที่กราบไหว้ว่า ‘ท่านพ่อท่านแม่โปรดวางใจ พวกเรามีท่านย่า’
บรรดาแขกเหรื่อมองภาพวาดที่บันทึกเรื่องราว
ปีไหนปีไหนที่ย่าหม่าส่งน้องชายของแม่ครัวขนมคนไหนเข้าสำนักศึกษา ส่งเสียทีก็หลายปี
วันนี้ซ่งอิ๋นเฟิ่ง เถียนสี่ฟา ซ่งฝูไฉ เหอซื่อ ซ่งฝูสี่ จูซื่อ ซ่งฝูเซิง เฉียนเพ่ยอิง เข้ามาคุกเข่าอวยพรก่อน “ขอให้ท่านแม่มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนร้อยปี”
ลูกชายลูกสะใภ้ลูกสาวลูกเขยอวยพรเสร็จก็ถึงคราวของพวกหลานๆ
ฝูงหลิงกับหมี่โซ่วอยู่ด้านหลังพี่ใหญ่ อวยพรร่วมกัน “ขอให้ท่านย่าสมดั่งใจทุกเรื่อง อายุมั่นขวัญยืน”
ดูเหมือนรุ่นหลานจะน้อยกว่าลูกหลานของพวกตระกูลสูงศักดิ์ไปหน่อย
เปล่าเลย
หลังจากพวกฝูหลิงลุกขึ้น บรรดาแม่ครัวขนมที่มาจากทั่วทุกสารทิศก็เข้ามาในสายตาทุกคน นำโดยหลี่ซิ่ว
กลุ่มแรกเป็นสาวๆ ที่มีชื่อเป็นยี่สิบสี่ฤดู เวลานี้มีหลายคนที่แต่งงานมีลูกแล้ว
พวกนางคุกเข่าลงพร้อมกัน “หลานสาวขอให้ท่านย่าอายุยืนยิ่งกว่าท้องฟ้า ความสุขท่วมท้นยิ่งกว่าทะเล”
ท่านย่าหม่าเพิ่งได้รู้ในตอนนี้ว่าเด็กๆ เหล่านี้ก็มาด้วย
นางไล่มองทีละใบหน้า ผายมือที่สวมแหวนทองพลางพูดด้วยความตื่นเต้น “ดี ดีมาก สาวๆ ของย่า ย่าจะบอกว่าพวกเจ้าได้ดิบได้ดีกันทุกคน!”
เด็กสาวที่อยู่ใต้อาณัติของนาง สร้างอนาคตด้วยสองมือของตัวเอง ตอนนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ถือว่าใช้ได้ แถมยังเลี้ยงน้องชายให้โตมา
ใครยังจะกล้าพูดได้อีกว่าท่านย่าหม่ามีหลานน้อย
พวกเด็กผู้ชายออกมา
เด็กผู้ชายร่วมร้อยคนคุกเข่าตรงหน้าท่านย่าหม่า “หลานชายขอให้ท่านย่าครอบครัวร่มเย็น มีความสุขไม่สิ้นสุด!”
ชีวิตในบั้นปลายของท่านย่าหม่าไม่ได้เหมือนคนแก่บ้านอื่นที่เดินออกกำลัง ปลูกต้นไม้ สั่งสอนลูกหลาน ช่วยลูกสะใภ้ตรวจดูบัญชีน้อยใหญ่ในจวน
จากที่นางไม่รู้หนังสือสักตัวจนมาถึงตอนนี้ที่นางเขียนคำขวัญได้
จากที่ในกระเป๋ามีเงินอยู่แค่สี่ตำลึงมาจนถึงมีตู้นิรภัยที่ในนั้นเก็บตั๋วเงินและสมุดบัญชีเต็มตู้
นางใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็น
…
หลังจากงานวันเกิดของท่านย่าหม่า ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเข้ามาแทรก สร้างความสะเทือนใจให้คนในครอบครัวซ่งเก้าสกุล
ถ้าบอกว่าฝูหลิงเป็นผู้ริเริ่มร้านขนม ท่านย่าหม่าคือคนถือหางเสือ ถ้าอย่างนั้นผู้จัดการร้านก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลี่ซิ่ว
ลูกน้องมือฉมังของท่านย่าหม่า หลี่ซิ่วป่วยหนัก
ตั้งแต่เริ่มสังเกตเห็นจนถึงจากไป เป็นเวลาเพียงสั้นๆ แค่สองเดือน
ถามเป่าจื่อลูกชายของหลี่ซิ่ว เป่าจื่อก็บอกว่าไม่แน่ใจ แม่งานยุ่งตลอด ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะคุยกับเขา มีแค่สองสามครั้งที่บังเอิญเห็นแม่เอามือกุมท้องเหมือนกำลังปวดท้อง พอถามแม่ก็แสร้งทำเป็นไม่มีอะไร ทั้งยังดุเขา บอกให้ตั้งใจเรียนหนังสือ
ก่อนหลี่ซิ่วป่วยหนัก ซ่งฝูเซิงพาเฉียนเพ่ยอิงตามฮ่องเต้ออกไปล่าสัตว์
หลี่ซิ่วขอเจอเฉียนซื่อ
เพ่ยอิงถูกเรียกกลับมาคนเดียว นางรีบร้อนกลับมา ระหว่างทางก็กลุ้มใจมาก แบบนี้คือเป็นมะเร็งหรือเปล่า มะเร็งกระเพาะอาหาร
หลี่ซิ่วนอนป่วยอยู่บนเตียง พูดกับเฉียนเพ่ยอิงอย่างอ่อนแรง
“พี่สะใภ้ พี่ว่าชีวิตก็เป็นแบบนี้ไหม…
…อันที่จริงไม่ว่าผู้หญิงคนไหนเกิดมาก็นิสัยดีทั้งนั้น เป็นผู้หญิงที่น่ารัก อยากเป็นคนมีเกียรติที่สง่างามแบบพั่งยาทั้งนั้น…
…ก็แค่ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร…
…พ่อแม่ข้าไม่ได้เอ็นดูข้า…
…พอแต่งงานก็ไม่เคยมีชีวิตที่ดีสักวัน…
…แม่สามีก็ไม่ใช่ท่านป้า (ย่าหม่า)”
ก่อนเสีย หลี่ซิ่วยิ้มพูด “หากชาติหน้ามีจริง พี่สะใภ้ ข้าอยากเป็นท่าน มีสามีที่ดี มีพ่อแม่ที่พึ่งพาได้…” พูดไม่ทันจบ
เฉียนเพ่ยอิงเปิดประตูด้วยสองมือ แสงแดดสาดส่องไปที่ตัวนาง
นางพูดกับคนด้านนอกว่า “หลี่ซิ่วไปแล้ว”
กว่าซ่งฝูเซิงจะกลับมา หลี่ซิ่วก็ถูกฝังไปแล้ว
ย่าหม่าซื้อบ้านให้เป่าจื่อหนึ่งหลังในเมืองหลวง ต่อไปเป่าจื่อไม่มีพ่อแม่ก็ใช้ชีวิตกับพวกนาง
เฉียนเพ่ยอิงพูดกับซ่งฝูเซิง “หลี่ซิ่วน่าจะเคยแอบชอบพ่อ”
เฮ้อ ต้องรู้จักพอใจในวาสนาของตัวเอง ดูสิ ที่แท้นางก็เคยถูกคนอิจฉา
มีอยู่คำพูดหนึ่งไม่ใช่เหรอว่า บางทีคนที่เราไม่ได้เห็นค่าทะนุถนอมอาจเป็นคนที่คนอื่นเฝ้าคิดถึงคะนึงหาอยู่
ซ่งฝูเซิง “…” ชีวิตนี้ทำคนอกหักไปเยอะสินะเรา
แต่หลักๆ คือเรื่องนี้เหนือความคาดหมายไปมาก สร้างความสะเทือนใจให้ทั้งครอบครัวอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะท่านลุงซ่งที่กลายเป็นเด็กแก่อย่างแท้จริงแล้ว เริ่มเลอะเลือน
“ท่านลุงซ่งอยากกินอะไรไหม”
“ข้าอยากกินเห็ดระหว่างทาง”
ซ่งฝูเซิงสงสัย หลายปีมานี้ ท่านลุงซ่งเดินทางไปกับเขาหลายเส้นทาง ไปฮุ่ยหนิง หวงหลง ผ่านซีโข่วจนมาถึงเมืองหลวง เคยกินบนถนนเส้นไหนกัน
เลิกสนเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน “ส่งข่าวออกไป เห็ดทั้งหมดที่หาได้ในเมืองให้ส่งมาให้ข้าอย่างละหนึ่งชุด”
ตั้งใจสังเกตอยู่สองวัน ซ่งฝูเซิงก็พบว่าช่วงนี้ลุงซ่งชอบพูดถึงเรื่องระหว่างที่ลี้ภัย จำได้ชัดเจนยิ่งกว่าเขา
พอถามเรื่องที่เกิดขึ้นในเฟิ่งเทียน หวงหลง รวมถึงเมืองหลวง กลับนึกไม่ออก
อีกทั้งเกิดสังหรณ์ใจไม่ดี รู้สึกเหมือนลุงซ่งกำลังจะจากพวกเขาไปแล้ว
ผ่านไปไม่นานฮ่องเต้ก็ได้รับจดหมายขอลาหยุดด้วยความสัตย์จริงจากซ่งฝูเซิง
ตอนนั้นซ่งฝูเซิงกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ ดีไม่ดีอาจได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
แต่ซ่งฝูเซิงก็ตัดสินใจลาหยุดยาวในช่วงสำคัญนี้
ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องไต่เต้า ไม่ได้มีแค่ทำแต่เรื่องที่มีผลประโยชน์ถึงจะมีความหมาย
อย่ามัวแต่ปีนขึ้นที่สูงโดยไม่มองซ้ายมองขวา จนพลาดเรื่องหรือคนที่มีความหมายยิ่งกว่าไป
ซ่งฝูเซิงตัดสินใจแล้วว่า ซ่งเก้าสกุลทั้งหมดจะเดินซ้ำเส้นทางลี้ภัยอีกครั้ง
…
เสนาบดีกรมขุนนาง ท่านอ๋องหลานเขย จอหงวนคนใหม่แห่งสำนักฮั่นหลิน พ่อค้ารายใหญ่ เจ้าสำนักศึกษา
ยังมีฝูกุ้ย จงอวี้ เกาถูฮู เป็นต้น ที่ตอนนี้ต่างแยกย้ายไปเป็นเถ้าแก่ใหญ่ของม้าพันลี้ที่กระจายอยู่ในหลายเมือง โรงฆ่าสัตว์ โรงงานยาสูบ โรงงานเครื่องกระเบื้อง เป็นต้น
คนเหล่านี้ไม่ทำอะไรแล้ว มารวมตัวกันอีกครั้ง
ก็แค่ขบวนในตอนนั้น ตอนนี้พวกหลานชายหลานสาวมีลูกมีครอบครัวกันแล้ว จำนวนคนเลยน้อยกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
“ท่านลุงซ่ง ดูสิ ตอนนั้นที่พวกเราบาดเจ็บก็ไปพักที่บ้านเขา คืนนี้พวกเราก็ยังจะพักที่นี่ ดีไหม”
ท่านลุงซ่งหัวเราะ นึกออกแล้ว เขาพูด “เสียเงินไปตั้งเยอะ ทำข้าปวดใจมาก ตอนนั้นพวกเจ้ามองจากสีหน้าข้าไม่ออกหรอก แต่อันที่จริงแทบกระอักเลือดในใจ”
ที่ประตูเมืองโยวโจว หัวหน้าสวีที่ตอนนั้นเป็นคนแจกป้ายก็ไม่ใช่แค่หัวหน้าอีกต่อไปแล้ว เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไป
แต่กลับมาตั้งโต๊ะรอคนกลุ่มนี้อยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ได้ทราบข่าว ตามหาพวกคนที่ตอนนั้นร่วมทำงานด้วยกัน บากหน้าพูดจาที่เป็นการล่วงเกินใต้เท้าเสนาบดี
“เจ้าขึ้นมานี่ ตอนที่ท่านซุ่นจื่อผ่านมาได้สั่งไว้ว่า…”
ท่านซุ่นจื่อไว้เคราแล้ว ยืนกลั้นขำอยู่ด้านหลังขบวน
ท่านลุงซ่งได้ฟังก็น้ำตาร่วงเผาะ โอบซ่งฝูเซิงชิงพูดก่อน “ใต้เท้า พวกเราอยากได้ป้ายสีแดง ช่วยจัดให้พวกเราอยู่สักที่เถอะขอรับ ข้าขอร้อง”
[email protected]
ฮือออออ จบแล้ว แล้วจะประทับใจเรื่องไหนต่อดี แงงงงงง