หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1104 ไม่มีหมุดเพชรก็อย่าทำงานเครื่องลายคราม (1)
ตอนที่ 1104 ไม่มีหมุดเพชรก็อย่าทำงานเครื่องลายคราม (1)
เอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค ท่านซูก็ขอตัวลาไปแล้ว เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยก็ไม่ได้ยื้อเขาเอาไว้ อย่างไรเขาก็เป็นคนสนิทของเสด็จพ่อ พวกเขาไม่ควรทำตัวสนิทสนมกับอีกฝ่ายจนเกินไป
ในห้องหนังสือเงียบสงบลง เนิ่นนานเซียวเชียนชื่อจึงเอ่ยถามขึ้นมา “น้องรอง เจ้ามีแผนการอย่างไร”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ข้าฟังพี่ใหญ่ขอรับ”
เซียวเชียนชื่อเก็บกลั้นความโกรธไว้ในใจ เอ่ย “เจ้าช่างเอ่ยน่าฟังนัก เมื่อครู่ตอนปฏิเสธข้อเสนอของท่านซูเจ้าไม่เห็นคิดจะถามความคิดเห็นของข้า” เงียบไปชั่วครู่ เซียวเชียนชื่อจึงเอ่ย “น้องรองไม่ต้องมากพิธีรีตองแล้ว เจ้าเองก็รู้ว่าพี่ใหญ่ไม่มีความสามารถ”
“พี่ใหญ่เกรงใจแล้ว” รอยยิ้มของเซียวเชียนเหว่ยแข็งค้าง ไยเขาจะดูไม่ออกว่าเซียวเชียนชื่อกำลังโกรธ เพียงแต่ในสายตาของเขา ความโกรธของเซียวเชียนชื่อนั่นแปลกประหลาด พวกเขาต่างหากที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดามิใช่หรือ ตั้งแต่ต้นเซียวเชียนชื่อก็เข้าข้างเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่ว ยังมีศักดิ์ศรีอยู่หรือไม่
สีหน้าของเซียวเชียนชื่อยังคงนิ่ง ทว่าในใจกลับเหน็บหนาวขึ้นมา เพียงมองสีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยเขาก็รู้แล้วว่าเขากำลังคิดสิ่งใด เพียงแต่น้องชายผู้นี้เขาคิดว่าตนเป็นเด็กโง่ที่ไม่รู้เรื่องอันใดเลยหรืออย่างไร ทั้งสองร่วมกันต่อสู้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ มีผลงานเขารับ มีความทุกข์ตนรับอย่างนั้นหรือ เกิดปัญหาใหญ่ เขาเอ่ยเพียงประโยคเดียว ฟังพี่ใหญ่ เท่านี้ก็แก้ได้แล้ว ความยากลำบากและความวุ่นวายยกมาให้เขาหมดเลยอย่างนั้นหรือ
“ไม่ต้องเกรงใจ ในเมื่อครู่ก่อนน้องรองปฏิเสธข้อเสนอของท่านซู คิดว่าคงมีแผนอยู่ในใจแล้ว พี่ชายฟังเจ้า” เซียวเชียนชื่อเอ่ยด้วยใจที่นิ่งสงบ “ยามนี้เสด็จพ่อไม่อาจจัดการอันใดได้ หากน้องรองสามารถจัดการได้เป็นอย่างดี ข้าต้องเชิดชูผลงานของเจ้าต่อหน้าเสด็จพ่ออย่างแน่นอน”
สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก เนิ่นนานก่อนจะถอนหายใจออกมา เอ่ย “ช่างเถิด พี่ใหญ่ ยามนี้เป็นเวลาที่สองพี่น้องเราต้องร่วมมือกัน บางทีพี่ใหญ่ คงเข้าใจข้าผิดไป”
เซียวเชียนชื่อยิ้มแล้วจึงเอ่ย “ได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกันจริงๆ”
เซียวเชียนเหว่ยหลุบตาลง ในสมองกลับครุ่นคิดมากมาย ยามนี้สถานการณ์โกลาหล แต่ว่า..เสด็จพ่อคงไม่มีทางปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจนถึงขั้นที่ไม่อาจจัดการได้ ดังนั้น ขอเพียงในสองวันนี้เขาสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ นั่นคงเป็นผลงานชิ้นใหญ่ แม้ว่านี่จะอันตราย แต่อย่างไรก็เป็นโอกาส หากยอมถอย คงไม่ใช่เรื่องดีในสายตาของเสด็จพ่อ ปรายตามองเซียวเชียนชื่อที่นั่งเหม่อลอยอยู่ด้านข้าง พี่ชายใหญ่ผู้นี้เสด็จพ่อไม่ชื่นชอบเพราะทำอันใดลังเลไม่เด็ดขาดมิใช่หรือ
“ในเมื่อพี่ใหญ่เอ่ยเช่นนี้ น้องก็จะทำให้เต็มที่ขอรับ” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ย
“น้องรองไม่ต้องเกรงใจ” เซียวเชียนชื่อเอ่ยเสียงเรียบ
แต่ว่า เรื่องราวไม่ได้แก้ไขได้ง่ายอย่างที่เซียวเชียนเหว่ยคิดเอาไว้ คำสั่งที่เซียวเชียนเหว่ยสั่งการออกไป ไม่มีเรื่องใดที่สามารถทำได้ ทว่ากลับกันยิ่งทำให้เหล่าบัณฑิตลุกฮือรุนแรงมากขึ้น นอกจากกั๋วจื่อเจียนที่มีกองทัพโยวโจวควบคุมและบัณฑิตจากสำนักศึกษาของตระกูลเซี่ยแล้ว บัณฑิตทั่วทั้งจินหลิงแทบลุกฮือขึ้นมาทั้งหมด
เหล่าขุนนางและบัณฑิตจากสำนักศึกษาฮั่นหลินคุกเข่าอยู่ที่ประตูวังหลวงจะขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท คุกเข่ามาทั้งวันจนกระทั่งมืดค่ำก็ไม่เคลื่อนไหว มีเจ้าหน้าที่ที่อ่อนแอเป็นลมไปไม่น้อย ยิ่งเป็นเช่นนั้นบัณฑิตในจินหลิงก็ยิ่งตื่นตัวกันมากขึ้น เจ้าหน้าที่จากกรมต่างๆ เองก็เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้น วันที่สอง กรมต่างๆ ในราชสำนักหยุดทำการไปเกือบหมด กองกำลังทหารที่ประจำการอยู่นอกเมืองนับหลายแสนนาย เพราะกรมคลังไม่อาจส่งเสบียงให้ได้จึงเริ่มกระสับกระส่าย
‘ปัง!’
ในจวนเยี่ยนอ๋อง เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยกำลังนั่งปรึกษากันกับเหล่าที่ปรึกษาอยู่ในห้องหนังสือ ประตูใหญ่ของห้องหนังสือพลันถูกถีบเข้ามา ทุกคนตื่นตกใจ มองไปยังประตูโดยพร้อมเพรียง มองเห็นเซียวเชียนจย่งที่พุ่งเข้ามาด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว เซียวเชียนเหว่ยขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่พอใจ “น้องสาม ไยเจ้าจึงไร้มารยาทเพียงนี้”
เซียวเชียนจย่งยกเท้าถีบเก้าอี้ด้านข้างล้มลงไป เอ่ยเสียงหยัน “ไร้มารยาทหรือ คุณชายอย่างข้ายังอยากถาม พวกท่านกำลังทำอันใดกันแน่”
เซียวเชียนชื่อถอนหายใจ นวดหัวคิ้ว เอ่ย “น้องสาม มีอันใดคุยกันดีๆ เถิด”
เซียวเชียนจย่งเอ่ยด้วยความโกรธ “คุยกันดีๆ หรือ หากยังคุยกันดีๆ ทหารนอกเมืองคงได้แปรพักตร์กันพอดี”
“เอ่ยเหลวไหลอันใด” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยเสียงเย็น “ใครอยากตายกัน”
เซียวเชียนจย่งหัวเราะหยัน “พวกเขาไม่อยากตายอย่างไรเล่า ทหารหลายแสนไม่มีเสบียงอาหารจะให้ไปปล้นชาวบ้านหรืออย่างไร” ทหารหลายแสนไม่ว่าจะเข้ามาปล้นอาหารในเมืองหรือไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเมืองรอบนอก ต่างก็สร้างความวุ่นวายทั้งนั้น สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยไม่น่ามองขึ้นมา กัดฟันพลางเอ่ย “เจ้ารีบร้อนอันใด เดี๋ยวเสด็จพ่อก็ฟื้นแล้ว”
“ข้าเชื่อคำของท่าน” เซียวเชียนจย่งเดินไปนั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้าอ่อนเยาว์มีแววเย้ยหยัน “แต่ไม่รู้ว่าทหารหลายแสนนอกเมืองนั่นจะเชื่อหรือไม่ จริงสิ อย่าหาว่าข้าไม่บอกพวกท่าน หลายวันมานี้เสด็จพ่อไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน ยามนี้อย่าว่าแต่ทหารชั้นทั่วไป แม้แต่ขุนพลในกองทัพยังเกิดความวุ่นวายขึ้นมาแล้ว”
เซียวเชียนชื่อขมวดคิ้ว “น้องสามกองทัพคงไม่ได้ขาดเพียงเสบียงแล้วกระมัง ข่าวนี้ผู้ใดเป็นคนปล่อยออกมาหรือ”
คิ้วคมของเซียวเชียนจย่งเลิกขึ้น ส่ายศีรษะ “ไม่รู้ แต่ข่าวลือก็ไม่ผิด เสบียงในกองทัพอย่างมากก็สามารถอยู่ไปได้อีกสองวัน” ทหารหลายแสนประจำการอยู่นอกเมืองจินหลิง ไม่ว่าผู้ใดจะมีเสบียงมากมายก็ไม่ได้ยกให้พวกเขามากมายถึงเพียงนั้น นี่จึงเป็นเพียงการหาเรื่องสร้างความวุ่นวายเท่านั้น แต่ว่าเรื่องเสบียงอาหารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดความวุ่นวายขึ้นมา ทหารหลายแสนหิวโหยไม่ใช่เรื่องจะควบคุมได้ง่ายๆ โดยเฉพาะยังมีพวกเขาที่ยังคงมั่งคั่งร่ำรวยอยู่ตรงหน้า
“เมื่อครู่ข้าเข้าเมืองมา เห็นร้านค้าหลายร้านเริ่มปิดตัวลง สองวันมานี้พวกท่านทำอันใดกันอยู่” เซียวเชียนจย่งเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด
เซียวเชียนเหว่ยกัดฟัน เอ่ย “เพราะปัญญาชนเหล่านั้นสร้างขึ้นมา”
เซียวเชียนจย่งกลอกตา “ข้าถามว่าพวกท่านคิดจะทำเยี่ยงไร อย่างอื่นอย่าเพิ่งเอ่ยถึง เอาเสบียงอาหารมาให้ข้าภายในห้าวันนี้” เสบียงอาหารของกองทัพถูกแจกจ่ายในทุกๆ ห้าวัน ตอนนี้ช้าไปหนึ่งวันแล้ว มิเช่นนั้นทหารเองก็คงไม่โกลาหลเพราะข่าวลือหรอก
ห้องหนังสือเข้าสู่ความเงียบสักพัก เนิ่นนานต่อมาเซียวเชียนเหว่ยจึงเอ่ยขึ้นว่า “ไม่มี”
“ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ” เซียวเชียนจย่งเอ่ยด้วยความโกรธ “ไม่มีก็เปิดคลังหลวงเสียสิ อย่าบอกข้านะว่าแม้แต่คลังหลวงก็ไม่อาจเปิดได้ในเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ เซียวเชียนเยี่ยต่อให้โง่เง่าเพียงใดก็คงไม่จนขนาดนั้นกระมัง หากเป็นเช่นนี้ พวกเราลำบากตีเมืองจินหลิงมาก็สูญเปล่าน่ะสิ”
สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด เซียวเชียนชื่อถอนหายใจยื่นฎีกาตรงหน้าส่งให้น้องชาย เซียวเชียนจย่งรับมาเปิดออกอย่างหงุดหงิด ยิ่งอ่านหัวคิ้วก็ยิ่งผูกเป็นปม “นี่มันอันใดกัน กองทัพโยวโจวข้ามลงมาทางใต้แม่น้ำหลีทำให้ราษฎรใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ร้องขอให้บรรเทาภัยพิบัติ เซียวเชียนเยี่ยยึดทรัพย์ข้าราชการ ขอให้ส่งคืน อีกทั้ง…เงินบำนาญสำหรับนายทหารที่เสียชีวิต เงินเดือนของเจ้าหน้าที่…ยังมี…อวี๋หยางน้ำท่วม…เจ้าโง่หรือ กองทัพโยวโจวย้ายลงมาพวกเขาไม่ได้ก่อเรื่องเลวร้าย ราษฎรจะอยู่อย่างยากลำบากเกี่ยวอันใดกับพวกเรา อีกทั้งยึดทรัพย์พวกนั้น เจ้าจะบอกว่าเป็นตระกูลจูใช่หรือไม่ ค่าชดเชย เงิน เงิน น้ำท่วม…อวี๋หยางพื้นที่แห่งนั้นแห้งแล้งมาห้าปีแล้ว เกิดน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อใดกัน”