หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1105 ไม่มีหมุดเพชรก็อย่าทำงานเครื่องลายคราม (2)
ตอนที่ 1105 ไม่มีหมุดเพชรก็อย่าทำงานเครื่องลายคราม (2)
“เซียวเชียนจย่ง!” เซียวเชียนเหว่ยตะคอกเสียงดัง
เซียวเชียนจย่งตกใจกับเสียงตะคอกของเขาอยู่ชั่วครู่ ไม่นานพลันได้สติ เอ่ยเสียงหยัน “เข้าใจแล้ว ไม่ต้องการล่วงเกินคนในราชสำนักเหล่านั้นใช่หรือไม่ ได้ คุณชายอย่างข้าจะไม่สนใจเรื่องไร้สาระเหล่านี้ ท่านเพียงบอกข้ามา เสบียงอาหารจะทำเยี่ยงไร”
“รอไปอีกหน่อย” เซียวเชียนเหว่ยกัดฟันเอ่ย
“รอถึงเมื่อใด”
“เสด็จพ่อฟื้น…”
“หากเสด็จพ่อไม่ฟื้นขึ้นมาภายในสามวันห้าวันเล่า” เซียวเชียนจย่งเอ่ยถาม มองใบหน้าเขียวคล้ำของเซียวเชียนเหว่ย เซียวเชียนจย่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ไม่มีหมุดเพชรก็อย่าทำงานเครื่องลายคราม ถูกตาเฒ่าเหล่านั้นเล่นจนหัวปั่น มีความสามารถท่านก็ไปตะคอกเอากับพวกเขาเสีย เจ้าหน้าที่ที่หน้าประตูวังหลวงท่านคิดจะให้พวกเขาคุกเข่าจนแก่หรืออย่างไร หากคุกเข่าจนตายคงสนุกไม่น้อย เขามีใจชอบธรรม เสียสละเพื่อแผ่นดิน ความอัปยศก็มาตกอยู่ที่พวกเรา”
“เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไร สังหารพวกเขาหรือ” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยอย่างหงุดหงิด
เซียวเชียนจย่งยักไหล่ “ข้าจะรู้ได้เยี่ยงไร ไม่ใช่เรื่องของข้า อย่าไร้สาระ เขียนจดหมายให้ข้า ข้าไปเอาเงินที่กรมคลังเองก็ได้”
ที่ปรึกษาด้านข้างถอนหายใจ เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “คุณชายสาม กรมคลังไม่มีคนแล้วขอรับ”
“ไม่มีคนหรือ” เซียวเชียนจย่งแปปลกใจ “ตายกันหมดแล้วหรือ”
เหล่าที่ปรึกษาสะดุ้งอย่างอดไม่ได้ “คุณชายสามล้อเล่นแล้ว เจ้ากรมคลังยังอยู่ที่ห้องทรงอักษร รองเจ้ากรมป่วย ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ยังคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูวังหลวงอยู่เลยขอรับ” อีกทั้งมีรายงานเข้ามามากมายทว่าไม่อาจอนุญาตได้ ต่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอยู่ ก็เป็นเจ้าหน้าที่ที่ไม่อาจทำงานได้ ก่อนหน้านี้คุณชายทั้งสองตอบอนุญาตไปแล้วบางส่วนทว่ายิ่งทำก็ยิ่งวุ่นวาย เงินถูกแจกจ่ายออกไปไม่น้อย เรื่องราวกลับไม่อาจสำเร็จได้แม้เพียงนิด คุณชายสามเอ่ยได้ไม่ผิดอยากสู้กับตาเฒ่าในราชสำนักเหล่านั้น คุณชายทั้งสองยังอ่อนหัดอยู่มาก ถูกคนปั่นหัวหมุนอย่างจนปัญญา
“ให้ตายสิ” เซียวเชียนจย่งอดไม่ได้ยกเท้าถีบเก้าอี้อีกตัวล้มไป หันตัวเดินออกไปข้างนอก
“หยุด เจ้าจะทำอันใด” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยเสียงเข้ม
เซียวเชียนจย่งเอ่ยอย่างไม่พอใจ “หาคนที่ช่วยได้”
ห้องหนังสือฝั่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ทว่าอีกฝั่งของจวนเยี่ยนอ๋องกลับเต็มไปด้วยความสบายใจ เยี่ยนอ๋องยังไม่ฟื้น เว่ยจวินมั่วนอนพักอยู่สองวันว่าร่างกายยังคงอ่อนแอแต่ว่าสีหน้ากลับดีขึ้นไม่น้อย เห็นเช่นนั้น หนานกงมั่วจึงวางใจลงไปมาก แม้ครั้งนี้เว่ยจวินมั่วจะบาดเจ็บไม่เบา แต่ได้ช่วยรักษาอาการของเยี่ยนอ๋องอย่างสมบูรณ์แล้วจึงคลายกังวลลง หนานกงมั่วนั่งเก็บดอกไม้อย่างสบายใจอยู่ในสวน ตัดดอกไม้ลงมาวางไว้ในตะกร้าที่ตั้งอยู่ด้านข้าง ในห้องที่มีหน้าต่างเปิดอยู่ไม่ไกล มีเสียงหัวเราะสดใสร่าเริงของเยาเยาดังออกมา
“หาได้ยากที่จะเห็นเจ้าว่างงานเช่นนี้” คุณชายเสียนเกอในอาภรณ์สีขาวเดินเชื่องช้าเข้ามา
หนานกงมั่วหันกลับไปมอง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หลายปีมานี้ข้าค่อนข้างยุ่งเพียงเท่านั้น” ความจริงนางมีเวลาว่างตลอด ยิ่งไปกว่านั้นเก็บดอกไม้เพียงไม่กี่ดอกก็นับว่าว่างแล้วหรือ
“เสด็จลุงเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
คุณชายเสียนเกอเอ่ย “ไม่เป็นไรแล้ว เปลี่ยนเลือดไปครึ่งตัวจะไม่ให้พักสักกี่วันเลยหรือ อีกทั้งอวัยวะต่างๆ ของเขา ได้รับการบำรุงรักษาจากยาจำต้องพักผ่อนเงียบๆ”
หนานกงมั่วพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี” หากเสียเลือดเว่ยจวินมั่วไปครึ่งแล้วยังไม่อาจรักษาได้ นางจะโมโหจริงๆ แล้ว
คุณชายเสียนเกอเดินมานั่งลงด้านข้าง เอ่ย “ข้าได้ยินข่าวมาว่าสองวันมานี้ จินหลิงวุ่นวายไม่น้อย เจ้ายังว่างได้อีกหรือ”
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “นี่เกี่ยวอันใดกับข้าเล่า ต่อให้วุ่นวายเพียงใดคนก็คงไม่กล้าพุ่งเข้ามาในจวนเยี่ยนอ๋องกระมัง”
คุณชายเสียนเกอเลิกคิ้ว มองสำรวจนาง ยิ้มพลางเอ่ย “เจ้าเด็กสามคนนั้นผู้ใดทำให้เจ้าไม่พอใจหรือ มา บอกกับศิษย์พี่ ศิษย์พี่จะไปจัดการพวกเขาแทนเจ้า”
“มีที่ใดเล่า” หนานกงมั่วยิ้มอย่างจนปัญญา เอ่ย “ข้าเพียงคิดว่า…เยี่ยนอ๋องคงไม่ต้องการให้ข้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องเหล่านี้”
“ข้าเกรงว่าเยี่ยนอ๋องคงต้องผิดหวังแล้ว” คุณชายเสียนเกอเอ่ย “ความโกลาหลครั้งนี้ยุ่งเหยิงเกินกว่าที่เขาคิดไปมาก ตำแหน่งของเยี่ยนอ๋องในใจของนักวิชาการเหล่านี้ช่างน่าเป็นห่วงจริงๆ”
หนานกงมั่วเด็ดดอกไม้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องอันใดน่าแปลกใจกัน สิ่งที่เหล่าบัณฑิตพวกนั้นให้ความสำคัญมีเพียงคำว่าครรลอง ต่อให้เยี่ยนอ๋องมีเหตุผลล้นฟ้า การเคลื่อนทัพก่อกบฏนั้นเป็นความผิดใหญ่หลวง ก่อนหน้านี้ไม่มีคนกระตุ้น มีสิ่งใดไม่พอใจก็ลักลอบหารือกัน เมื่อหันหมิ่นถูกคนช่วยออกไป ด้วยชื่อเสียงของเขาต้องขึ้นสูงไปอีกขั้น เหล่าบัณฑิตหลายคนช่วยกันสนับสนุนเพื่อการสืบทอดบัลลังก์อย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรม”
“วิธีแก้ปัญหาเล่า” เสียนเกอเลิกคิ้ว
หนานกงมั่วเม้มริมฝีปาก ยิ้ม “เซียวเชียนเยี่ยต้องลงจากบัลลังก์ด้วยตนเอง หรือว่า…สังหารทั้งหมด”
ใบหน้าสง่างามของคุณชายเสียนเกอกระตุกอย่างอดไม่ได้ “มิน่าเยี่ยนอ๋องโปรดปรานเจ้านัก และตอนนี้ศิษย์พี่ก็เสียดายเล็กน้อย หากมั่วเอ๋อร์เป็นบุรุษ ไม่แน่อาจปีนขึ้นไปได้สูงเหนือผู้คนเป็นหมื่นเป็นพัน” หนานกงมั่วกุมขมับ “ศิษย์พี่ยกยอเกินไปแล้ว” นางต้องบอกศิษย์พี่ของนางว่านางดูอันใดพวกนั้นเยอะเกินไปหรือไม่ หากให้นางไปนั่งถลกหนังขุนนางในราชสำนักทุกวัน นางไม่รู้ว่าตนจะมีความอดทนมีชีวิตไปจนถึงยามมีอำนาจยิ่งใหญ่ได้หรือไม่
“พี่สะใภ้” เสียงเซียวเชียนจย่งดังเข้ามาจากหน้าประตู หนานกงมั่วหันกลับไปเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เชียนจย่ง ไยจึงมีเวลาว่างมาที่นี่เล่า” เซียวเชียนจย่งก้าวเพียงสามก้าวก็เข้ามาถึง เอ่ยอย่างรีบร้อน “พี่สะใภ้ เสด็จพ่อฟื้นแล้วหรือไม่”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ มองไปยังคุณชายเสียนเกอ คุณชายเสียนเกอเข้าใจทันใด เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “คุณชายสามไม่ต้องร้อนใจ ท่านอ๋องไม่เป็นไรแล้ว ภายในสามวันห้าวันคงจะฟื้นขึ้นมาแล้ว”
“สามวันห้าวันหรือ” เซียวเชียนจย่งไม่ร้อนใจ เขากระทืบเท้าเร่า “สามวันหาวันทุกอย่างก็สายไปแล้วน่ะสิ เช่นนั้น..พี่ชายตื่นอยู่หรือไม่” ความจริงเซียวเชียนจย่งเองก็ไม่เข้าใจนักคุณชายเสียนเกอถอนพิษให้เสด็จพ่ออย่างไรกัน ถอนพิษเสด็จพ่อไม่ฟื้นยังทำให้พี่ชายต้องนอนซมไปด้วย เพียงได้ยินว่าพี่ชายถูกเอาเลือดไปกว่าครึ่งตัว ใครก็ไม่อาจเอ่ยอันใดออกมาได้
หนานกงมั่วเอ่ยถาม “มีเรื่องอันใดเล่า”
“เรื่องใหญ่น่ะสิขอรับ” เซียวเชียนจย่งเอ่ย
หนานกงมั่วถอนหายใจ “จวินมั่วตื่นอยู่ แต่ว่า…แม้แต่แรงที่จะพูดยังมีเล็กน้อยเท่านั้น เจ้ามาหาเขาจะมีประโยชน์อันใด”
เซียวเชียนจย่งชะงัก “นี่…จริงหรือขอรับ” ในใจของเซียวเชียนจย่ง พี่ชายแข็งแกร่งไม่มีสิ่งใดทำไม่ได้ แม้จะบอกว่าถูกเอาเลือดออกกว่าครึ่งตัวสะลึมสะลือยังไม่ตื่นขึ้นมา เซียวเชียนจย่งไม่เคยคิดว่าพี่ชายของเขาที่ไม่มีแม้แต่แรงจะพูดคุยนั้นเป็นอย่างไร หนานกงมั่วชี้ไปยังห้องที่มุมแห่งหนึ่ง เอ่ย “เยาเยาคุยอยู่เป็นเพื่อนเขาที่นั่น เจ้าลองไปดูสิ”
เซียวเชียนจย่งลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายจึงหมุนตัวเดินไป เวลาเพียงไม่นาน เซียวเชียนจย่งพลันหูตั้งกลับมา “พี่สะใภ้…”
หนานกงมั่วมองท่าทางของเขา หัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “เป็นอันใดไปเล่า”
เซียวเชียนจย่งเอ่ย “ตอนนี้เสด็จพ่อกำลังสลบไสล พี่ชายยังมาเป็นเช่นนี้ ในเมืองยุ่งเหยิง พี่สะใภ้ พวกเราควรทำอย่างไรดีขอรับ”
หนานกงมั่วยิ้มบาง ส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่ต้องร้อนใจไป เชียนชื่อและเชียนเหว่ยจัดการได้ เจ้าเองก็ไม่เด็กแล้ว ช่วยอันใดพวกเขาได้ก็ช่วยสักหน่อย”
เซียวเชียนจย่งเบ้ปาก หากพวกเขาสามารถแก้ได้ยังทำให้กลายเป็นเช่นนี้ได้หรือ
“พี่สะใภ้ ท่านช่วย….”
หนานกงมั่วมองเขา ถอนหายใจเบาๆ เอ่ย “เชียนจย่ง ไม่ว่าอย่างไร…ข้าก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่งเท่านั้น ที่นี่คือจินหลิง ไม่ใช่เฉินโจว หากข้าออกหน้า เรื่องราวยิ่งจะเลวร้าย เจ้าเองก็รู้ว่าบัณฑิตเหล่านั้นมีท่าทีอย่างไรต่อสตรี”
“เอ่อ…”
หนานกงมั่วเอ่ยปลอบใจ “ในเมื่อเสด็จลุงเลือกเวลานี้ไปกำจัดพิษ แน่นอนว่ามีความมั่นใจ ไม่ต้องกังวล ท้องฟ้าไม่อาจถล่มลงมาได้หรอก”
เซียวเชียนจย่งร้องไห้ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสบียงอาหาร ท้องฟ้านอกเมืองไม่นานก็จะถล่มลงมาแล้ว
หนานกงมั่วราวกับมองไม่เห็นสีหน้าของเขา จัดดอกไม้ในตะกร้า พร้อมเอ่ย “เจ้ายังมีธุระต้องจัดการ ข้าไม่ยื้อเจ้าไว้หรอก รีบไปเถิด ส่วนเสด็จลุงและจวินมั่วเจ้าวางใจ มีข้าอยู่ ต่อให้โกลาหลมากเพียงใดก็ไม่อาจมีใครเหยียบย่างเข้ามาได้แม้เพียงคนเดียวอย่างแน่นอน” มองรอยยิ้มหวานบนใบหน้างดงามของหนานกงมั่ว เซียวเชียนจย่งพูดอันใดไม่ออกจำต้องไปจัดการธุระตามที่นางเอ่ย พยักหน้าอย่างหงอยเหงา ก่อนจะจากไปอย่างหดหู่ใจ
คุณชายเสียนเกอมองตามแผ่นหลังของเซียวเชียนจย่งไปราวกับกำลังคิดบางสิ่ง เลิกคิ้วพลางเอ่ย “เด็กคนนี้ช่างน่าสนใจ เจ้าช่างโหดร้ายได้ลงคอ”
หนานกงมั่วยิ้ม เอ่ยว่า “วาจานี้ของศิษย์พี่ช่างแปลกประหลาดแล้ว เชียนจย่งน่าสนใจเกี่ยวอันใดกับความโหดร้ายของข้า เขาไม่ใช่หมาน้อยแมวน้อยเสียหน่อย”
“ข้าว่าเจ้าเด็กนั่นกลับไปคงได้เป็นบ้าแน่” คุณชายเสียนเกอเอ่ย
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “เชียนจย่งดีทุกอย่าง เพียงใจร้อนไปสักนิด ยังไม่ทันถึงยามที่เขาต้องร้อนใจถึงที่สุด มิเช่นนั้นคนที่เราเห็นคงไม่ใช่เชียนจย่งแล้ว แต่เป็นแม่ทัพเซวีย แม่ทัพเซวียบัญชาการทหารมากว่าครึ่งชีวิต เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ไม่คณามือเขาหรอกเจ้าค่ะ”
“เจ้าอย่าลืมเสีย ทหารกว่าครึ่งที่นอกเมืองนั้นเป็นทหารที่เพิ่งยอมจำนนนะ” คุณชายเสียนเกอเอ่ยเตือน
หนานกงมั่วพยักหน้าทว่าไม่เอ่ยอันใดมาก เพียงถอนหายใจเสียงเบา “หากพวกเขาทั้งสามสามารถประคองสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้ คิดว่าคงเติบโตขึ้นไม่น้อย และไม่ใช่เพียงสองวันที่พวกเขาจะตระหนักถึงการกระทำอันลึกซึ้งในครั้งนี้ของเสด็จลุงได้”
“ลึกซึ้งหรือ” คุณชายเสียนเกอเลิกคิ้ว “ไม่ใช่การหว่านแหดักปลาหรอกหรือ จับกุมได้ในแหเดียวหรือ อย่างไรการล่มเรือนในคลองระบายน้ำ[1] เยี่ยนอ๋องก็ไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก”
หนานกงมั่วกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ “หากเสด็จลุงได้ยินคงไม่พอใจ ฐานะมีการเปลี่ยนแปลง เหล่าเชียนชื่อพวกเขาคงไม่อาจรับมือได้ในทันทีทันใด ฝึกฝีมือเช่นนี้ก็ไม่เลว พอดี…กำลังต้องการสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ มิเช่นนั้นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดไม่รู้จะออกมาสร้างปัญหาเมื่อใดกัน”
คุณชายเสียนเกอเองก็ไม่สนใจ สามพี่น้องเซียวเชียนชื่อจะเป็นเช่นไรย่อมไม่เกี่ยวกับเขา
“พวกเจ้ามีแผนการอยู่ในใจก็พอแล้ว ข้าไม่ไปยุ่งหรอก” เขาเป็นคนนอก
มองคุณชายเสียนเกอเดินออกไป หนานกงมั่วจึงลุกขึ้น ถือตะกร้าดอกไม้ตรงไปยังห้องที่เว่ยจวินมั่วพักผ่อนอยู่ คุณชายเว่ยกำลังนอนมองตุ๊กตาน้อยด้านข้างด้วยแววตาอบอุ่นและเงียบสงบอยู่บนเตียงในห้อง เยาเยาน้อยนั่งอยู่ข้างกายบิดา พูดคุยเจื้อยแจ้วอยู่เป็นเพื่อนบิดา โดยไม่สนใจว่านางเอ่ยไปสิบประโยคบิดาไม่อาจตอบนางได้เพียงประโยค เมื่อเห็นหนานกงมั่วถือตะกร้าดอกไม้เข้ามา พลันยิ้มกว้างและตะโกนเรียกเสียงดัง “ท่านแม่”
[1] ล่มเรือในคลองระบายน้ำ หมายถึง การควบคุมไม่ดีจนเกิดปัญหา