หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1108 ประตูวังหลวงเปื้อนเลือด (1)
ตอนที่ 1108 ประตูวังหลวงเปื้อนเลือด (1)
ในหอเทียนอี หนานกงมั่วนั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง ยิ้มให้คุณชายฉังเฟิงแล้วจึงเอ่ย “ท่านช่างว่างจริงๆ” ยามนี้เมืองชั้นในของจินหลิงจะว่าครึกครื้นก็ครึกครื้น จะว่าร้างก็ร้าง เหล่าบัณฑิต อีกทั้งเจ้าหน้าที่พาชาวบ้านบางส่วนก่อความวุ่นวายจนแทบปิดประตูใหญ่จวนเยี่ยนอ๋องแล้ว แต่บนถนน สิบร้านค้าใหญ่บนถนนปิดไปแล้วเจ็ดแปดร้าน แม้แต่คนบนถนนยังมีน้อยลง
ลิ่นฉังเฟิงมองหนานกงมั่วด้วยรอยยิ้ม “ถึงข้าจะว่างก็ไม่อาจสู้แม่นางมั่วได้” ยามนี้คนจวนเยี่ยนอ๋องยุ่งราวกับสุนัข คนกว่าครึ่งแทบระเบิดอยู่แล้ว “เจ้าช่างมีอารมณ์มานั่งดื่มชา ดูเหมือนเว่ยจวินมั่วจะไม่เป็นไรแล้วกระมัง” หนานกงมั่วกลอกตาอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ยถามเสียงเนิบ “ช่วงนี้ท่านอยู่ที่หอเทียนอีทุกวันเลยหรือ”
ลิ่นฉังเฟิงยักไหล่ “มิเช่นนั้นเล่า” แม้ว่าในจินหลิงคุณชายฉังเฟิงจะมีบ้านสองหลัง แต่หลายปีมานี้ไม่มีคนอยู่ อย่างไรก็อยู่คนเดียว ไหนเลยคุณชายฉังเฟิงจะอยู่ได้ หอเทียนอียังมีคนช่วยเขาทำความสะอาด เตรียมอาหาร ส่วนตระกูลลิ่น นายท่านลิ่นเคยส่งคนมาเชิญเขากลับไป ลิ่นฉังเฟิงโบกมือไล่กลับไปแล้ว เขาช่วยชีวิตตาเฒ่านั่นไปหนึ่งครั้ง นับว่าตอบแทนบุญคุณแล้ว ต่อไปก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องเจอหน้ากันอีก
หนานกงมั่วเท้าคาง เอ่ย “เปล่า ข้าเพียงบอกว่าอย่างไรหอเทียนอีก็เป็นโรงเตี๊ยม หากท่านไม่อยากอยู่ก็ไปอยู่ที่จวนเยี่ยนอ๋องหรือจวนองค์หญิงได้ รอเรื่องเหล่านี้จบลง ท่านก็ควรแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว” พี่ใหญ่ ศิษย์ พี่อย่างไรก็มีน้องชายน้องสาวอาจารย์อาจารย์อาอยู่ ส่วนลิ่นฉังเฟิงหากไม่กลับตระกูลลิ่น เช่นนั้นก็ต้องอยู่คนเดียวจริงๆ แล้ว เมื่อวัยหนุ่มแน่นอนย่อมเป็นอิสระ แต่ยามนี้คุณชายฉังเฟิงมีอายุไม่น้อยแล้ว อยู่คนเดียวทำให้คนต้องเป็นห่วง
คุณชายฉังเฟิงลูบปลายคางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “ค่อยว่ากันเถิด ไม่ใช่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ไม่ใช่หรือ ข้าช่างเลือกนะ”
หนานกงมั่วส่งเสียงหยัน “ใช่สิ ช่างเลือกเสียจริง สุดท้ายท่านก็จะกลายเป็นคนที่เหลืออยู่นั่นเพียงคนเดียว”
ลิ่นฉังเฟิงสะอึก รีบเปลี่ยนหัวข้อ เอ่ยถาม “ยามนี้เมืองจินหลิงวุ่นวายเพียงนี้เจ้าไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยจริงหรือ” หนานกงมั่วเอ่ย “อันใดที่เรียกว่าข้าไม่ยอมยื่นมือเข้าไปช่วยหรือ ท่านคิดว่ามาถึงขั้นนี้ข้ายื่นมือเข้าไปช่วยยังสามารถแก้ปัญหาได้อีกหรือ” ยิ่งไปกว่านั้น เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนอ๋องคิดว่าสถานการณ์ยามนี้นั้นยังไม่เพียงพอ มิเช่นนั้นต่อให้หลับอยู่หนานกงมั่วก็ไม่คิดว่าเยี่ยนอ๋องจะไม่เตรียมการล่วงหน้า ไม่มีใครเคลื่อนไหว เห็นได้ว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้นเพียงเท่านั้น เหมือนตอนนั้นที่อยู่ซื่อหยาง หากสามพี่น้องตระกูลเซียวไม่สร้างเรื่องวุ่นวาย เฉินอวี้ก็ไม่ต้องยกอำนาจให้เว่ยจวินมั่ว
“หันหมิ่นตาเฒ่านั่นกลับจวนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้คงจะเริ่มสร้างความลำบากให้เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ย เวลาของพวกเขาก็มีไม่มากแล้ว” ลิ่นฉังเฟิงเอ่ย ยื้อเอาไว้นาน เยี่ยนอ๋องฟื้นขึ้นมาไม่ได้เป็นผลดีต่อพวกเขา
หนานกงมั่วพยักหน้าเบาๆ เอ่ย “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”
คุณชายฉังเฟิงมองหนานกงมั่วพลันตื่นตกใจขึ้นมา “เจ้าออกมา คงไม่ใช่เพราะหนีสามพี่น้องตระกูลเซียวนั่นกระมัง”
หนานกงมั่วเม้มริมฝีปากยิ้ม ไม่ปฏิเสธ “ข้าเพียงทำเท่าที่ทำได้เพียงเท่านั้น เรื่องวุ่นวายเพียงนี้แล้ว ข้าเองก็ไม่รู้ควรทำเยี่ยงไร ข้าไม่เชี่ยวชาญเรื่องในราชสำนักจริงๆ แต่ข้าก็ไม่อาจบอกกับคนว่าข้าทำไม่ได้ หนีออกมาดีกว่ามาก”
“เจ้าทายว่าข้าเชื่อหรือไม่” ลิ่นฉังเฟิงเลิกคิ้วเอ่ย
หนานกงมั่วยังคงยิ้มหวาน “ท่านลองทายว่าข้าทายว่าท่านเชื่อหรือไม่”
คณชายฉังเฟิงกระตุกมุมปาก “ข้าเชื่อไม่เชื่อไม่สำคัญ ดูเหมือนคนอื่นจะไม่เชื่อนัก ดูสิ”
ทั้งสองมองไปยังด้านล่าง มองเห็นกลุ่มคนไม่กี่คนกำลังมุ่งหน้าตรงมายังหอเทียนอีด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ไม่นานบันไดพลันมีเสียงก้าวเดินขึ้นมา
เพียงชั่วอึดใจพลันมีคนเดินขึ้นมานับสิบ คนที่เดิมนั่งดื่มชาพลันตื่นตกใจขึ้นมา เพียงแต่เห็นคนเหล่านี้มุ่งตรงไปหาชายหญิงที่นั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งถูกกั้นด้วยผนังบังลมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันใด ผนังบังลมถูกคนขยับเคลื่อนมันออก เผยให้เห็นถึงคนด้านใน มองเห็นใบหน้าของชายหญิงด้านใน หลายคนสูดหายใจลึกโดยไม่อาจควบคุมได้
“คุณชายฉังเฟิง”
“ซิงฉิงจวิ้นจู่”
คนที่ข่าวคราวรวดเร็วแน่นอนรู้ว่าคุณชายฉังเฟิงเกี่ยวข้องกับหอเทียนอี ทุกคนไม่คิดว่าเวลานี้ทั้งสองคนนี้จะมานั่งดื่มชาพร้อมกับพวกเขา
มือข้างหนึ่งของคุณชายเสียนเกอเท้าไปบนโต๊ะ หันกลับมายิ้มให้ทุกคน เอ่ย “ทุกท่านมีเรื่องอันใดหรือไม่”
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่ใช่หรือไม่” ชายวัยกลางคนในชุดปัญญาชนที่เหมือนจะเป็นผู้นำ แม้รูปร่างหน้าตาจะธรรมดาทว่าใบหน้ากลับมีความหยิ่งยโสในแบบของผู้มีความรู้ แม้จะยกมือประสานเคารพหนานกงมั่ว แต่ใบหน้ากลับแสดงท่าทีไม่พอใจ
หนานกงมั่วยังไม่ทันตอบ คุณชายฉังเฟิงพลันหัวเราะเสียงหยันเอ่ยขึ้นก่อน “หากคุณชายอย่างข้าบอกว่าไม่ใช่เล่า” หากไม่มั่นใจว่าหนานกงมั่วอยู่ที่นี่ คนพวกนี้จะมาที่นี่ได้อย่างไรกัน ยามนี้แล้วยังจะมาถามใช่หรือไม่อีกหรือ
ชายวัยกลางคนใบหน้าแข็งค้าง เอ่ย “คุณชายฉังเฟิงล้อเล่นแล้ว”
“คุณชายอย่างข้าไม่เอ่ยล้อเล่นกับคนไม่รู้จัก” ลิ่นฉังเฟิงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
เห็นได้ว่าชายวัยกลางคนเองไม่คิดมาต่อล้อต่อเถียงกับลิ่นฉังเฟิง มองหนานกงมั่ว เอ่ย “จวิ้นจู่ไม่เอ่ยสักประโยคหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าคือหนานกงมั่ว เพียงแต่ ท่านเป็นใครกัน”
ชายวัยกลางคนเอ่ย “ข้าน้อยสื่ออวิ๋นซง”
“ท่านสื่อหรือ” หนานกงมั่วลังเลชั่วครู่ เอ่ย “ไม่รู้จัก”
ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะ ไม่สนใจว่าใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้นั้นจะไม่น่ามองเพียงใด เอ่ยเสียงทุ้ม “สื่ออวิ๋นซง นามซอง นามรอง (จื่อ) อวิ๋นซง ฉายาชิงเฮ่อ ลูกศิษย์ที่ตาเฒ่าโจวเซียงภาคภูมิใจที่สุด เพียงแต่ไม่ได้มีทางเลือกในอนาคตนัก ยามนี้เป็นหัวหน้าสำนักศึกษาซงเทา หนึ่งในสามสำนักศึกษาใหญ่แห่งจินหลิง ได้ยินว่าความสามารถไม่เลว มีชื่อเสียงในหมู่หนังสือสำหรับคนรุ่นเยาว์มากกว่าอาจารย์ของเขา รู้จักในนาม ท่านชิงเถิงน้อย” คนผู้นี้มีคนอย่างโจวเซียงคอยปกป้องแต่ยังไม่อาจอยู่ในราชสำนักได้ เห็นได้ว่าไม่รู้กาลเทศะถึงขึ้นใด ทว่าคนที่มีความรู้ความสามารถมักหยิ่งยโสเพราะถือว่ามีความสามารถ แต่ก็ไม่แปลก ชื่อเสียงของโจวเซียงส่วนใหญ่มาจากการเป็นอาจารย์ให้องค์รัชทายาท และถูกอดีตฮ่องเต้เนรเทศกดข่มเอาไว้เพราะความไม่ยอมใคร คนผู้นี้ต่างหากที่มีชื่อเสียงเพราะความสามารถ คนเช่นนี้หากไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองอุทิศตนเป็นอาจารย์อย่างแท้จริงไม่แน่อาจมีชื่อเสียงโด่งดังในอนาคต แต่การยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง ส่วนใหญ่ต่างก็ตายตั้งแต่ยังหนุ่ม
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “ที่แท้ก็เป็นท่านอวิ๋นซง ยินดีที่ได้เจอกัน”
สีหน้าของสื่ออวิ๋นซงอ่อนลง แต่ยังคงแข็งกระด้างอยู่บ้าง หนานกงมั่วรู้สึกไร้เดียงสา นางมิใช่สตรีมีความรู้ความสามารถแต่อย่างใด ไหนเลยจะรู้จักปัญญาชนในหมู่บัณทิตกันเล่า ต่อให้คุ้นเคยกับเซี่ยโหว แต่นางก็เคยอ่านบทความเพียงไม่กี่บทความเท่านั้น อย่างอื่นก็แทบไม่รู้จักแล้ว
“ท่านอวิ๋นซงมีคำแนะนำอันใดหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
สื่ออวิ๋นซงเอ่ยตอบ “ได้ยินมาว่าเยี่ยนอ๋องกักขังฝ่าบาทไว้ ไม่รู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่”