หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1107 หันหมิ่นปรากฏตัว (2)
ตอนที่ 1107 หันหมิ่นปรากฏตัว (2)
‘ปึก!’ กำปั้นของเซียวเชียนเหว่ยทุบลงบนโต๊ะ เหอเหวินลี่รีบหลุบตาลงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
เซียวเชียนเหว่ยกัดฟัน “คนพวกนี้ไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ”
เหอเหวินลี่ถอนหายใจ “คุณชายรอง ยามนี้แผ่นดินวุ่นวาย ร้านค้าไม่ยอมเปิดร้านพวกเราก็ทำอันใดไม่ได้”
เซียวเชียนเหว่ยยิ้มเย็น “แผ่นดินวุ่นวายไม่อาจเปิดร้านหรือ ข้าว่ามีคนอยู่เบื้องหลังมากกว่ากระมัง”
เหอเหวินลี่ไม่เอ่ยวาจา ผ่านไปชั่วครู่ เซียวเชียนเหว่ยจึงเอ่ย “ใต้เท้าเหอกลับไปก่อนเถิด เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว จะจัดการอย่างแน่นอน”
เหอเหวินลี่ลังเลอยู่ชั่วครู่ทว่าไม่เอ่ยสิ่งใดอีก ก่อนจะยกมือขึ้นประสาน เพียงเอ่ยลา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยขอตัวลาแล้ว”
ให้คนส่งเหอเหวินลี่ออกไป สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยไม่น่ามองขึ้นมา มองฎีกากองสูงตรงหน้า รู้สึกเพียงว่าในหัวกำลังยุ่งเหยิง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจหายไปจากตรงนี้ได้ ของพวกนี้นับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งนับวันก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น สุดท้ายคงไม่อาจจัดการได้ง่ายๆ
หรือว่าต้องไปขอร้องหนานกงมั่วจริงๆ อย่างนั้นหรือ เซียวเชียนเหว่ยส่ายศีรษะด้วยสีหน้าทะมึน ไม่ได้เด็ดขาด หลายวันก่อนเขาเพิ่งตำหนิเสด็จพ่อต่อหน้าว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม ยามนี้เรื่องไม่อาจแก้ไขแล้วถึงได้โยนไปให้สตรีคนหนึ่ง เสด็จพ่อจะมองอย่างไร มิสู้ส่งให้หนานกงมั่วตั้งแต่แรก ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว…หนานกงมั่วเองก็ไม่ได้โง่ จะรับจริงๆ หรือ
หรือว่าความสามารถของเขาไม่เพียงพอจริงๆ หรือ สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยร้ายกาจ เกรี้ยวกราด เป็นไปไม่ได้ เป็นเขาที่โชคร้าย มิเช่นนั้นเสด็จพ่อจะมาสลบในช่วงเวลาโกลาหลที่เรื่องมากมายพุ่งเข้ามาเช่นนี้ได้หรือ
‘ก๊อก ก๊อก’
“ท่านพี่ ท่านอยู่หรือไม่เจ้าคะ” ด้านนอก มีเสียงอ่อนโยนของจูชูอวี้ดังเข้ามา เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยเสียงเข้ม “เข้ามา”
จูชูอวี้มาพร้อมกับน้ำแกงโสม เห็นสีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยก็รู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดีนัก “ท่านพี่อย่าได้หักโหมจนเกินไป อย่างไรก็ไม่อาจทำงานให้เสร็จได้ในตอนนี้ พักผ่อนก่อนสักหน่อย ดื่มน้ำแกงก่อนเถิด”
เซียวเชียนเหว่ยยิ้มขมขื่น “งานไม่อาจสำเร็จ…สถานการณ์ตอนนี้ไหนเลยข้าจะอยากทำงานให้เสร็จเล่า ข้าเพียงคิดว่าเสด็จพ่อฟื้นขึ้นมาข้าจะอธิบายกับพระองค์เช่นไรดี”
จูชูอวี้วางน้ำแกงลงด้านข้างเขา สายตาวาดผ่านฎีกาที่เขาเปิดผ่าน คิ้วสวยขมวดขึ้น เอ่ย “เจ้าหน้าที่พวกนี้ช่างกล้าเหลือเกิน กล้าละทิ้งงานในราชสำนักไม่สนใจ พวกเขาไม่กลัวเสด็จพ่อจะโกรธหรือ”
เซียวเชียนเหว่ยส่งเสียงหยัน “เสด็จพ่อโกรธแล้วอย่างไร ราชสำนักยังต้องพึ่งพาพวกเขา ต่อให้อยากดึงจอหงวนคนใหม่ขึ้นมาก็ต้องใช้เวลานานหลายเดือน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่เพิ่งเลือกมาใหม่ไหนเลยจะผ่านการทดสอบของฮ่องเต้ได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่ได้ทำให้เสด็จพ่อเห็น เห็นได้ชัดว่าตอนนี้พวกเขารู้ว่าเสด็จพ่อไม่มีทางมาสนใจพวกเขาได้ จงใจทำให้ข้าลำบากก็เท่านั้น”
จูชูอวี้ลังเลยอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อจะฟื้นขึ้นมาได้เมื่อไร จะแข็งข้อต่อไปก็ไม่ใช่วิธีที่ดี เรื่องในราชสำนัก ต้องมีคนคอยดูแลจึงจะถูก”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยถาม “เจ้ามีความเห็นอย่างไรหรือไม่”
จูชูอวี้เอ่ย “เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะป่วยและอยู่ที่บ้านกระมัง ท่านพี่ไยจึงไม่ตรวจสอบว่าช่วงนี้มีผู้อยู่ในตำแหน่งกี่คน ลองแต่งตั้งขึ้นมาสักกี่วันก่อนดีหรือไม่ เวลานี้คนเหล่านี้ยังรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ต้องมีความเคารพต่อเสด็จพ่อและจวนเยี่ยนอ๋องอยู่บ้าง” เซียวเชียนเหว่ยขมวดคิ้ว “ได้หรือ ข้าไม่มีอำนาจในการเลื่อนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่นะ”
จูชูอวี้ยิ้มบาง เอ่ย “เวลาจำเป็น ก็ควรจัดการในแบบที่จำเป็น อีกทั้งหลายท่านในจวนเยี่ยนอ๋อง ต่างก็ติดตามเสด็จพ่อและท่านพี่มานานหลายปีสามารถเชื่อถือได้ จะช้าจะเร็วอย่างไรพวกเขาก็ต้องถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ มิสู้ท่านพี่ให้พวกเขาลองฝึกฝีมือดูก่อน”
ได้ฟังคำของจูชูอวี้ หัวใจของเซียวเชียนเหว่ยพลันกระตุก ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงพยักหน้า เอ่ย “ไม่เลว เมืองจินหลิงแห่งนี้มีคนมีความสามารถมากมาย พวกเขาไม่ยอมทำหน้าที่ข้าราชการแล้วคนอื่นจะไม่ยอมทำหรือ” คิดมาถึงตรงนี้ เซียวเชียนเหว่ยพลันผ่อนคลายลงไปมาก มองไปยังจูชูอวี้ เอ่ย “ลำบากเจ้าแล้ว” จูชูอวี้ส่ายศีรษะ “ท่านพี่กล่าวหนักเกินไปแล้ว”
เซียวเชียนเหว่ยถอนหายใจ เอ่ย “น่าเสียดาย ถูกน้องสามปั่นป่วนเช่นนี้ ทรัพย์สินของตระกูลจูคงไม่อาจเอากลับมาได้ เจ้าส่งคนไปบอกกับเกาอี้โหว หากตระกูลจูลำบากอันใด ข้ายังพอมีเงิน…”
จูชูอวี้รีบส่ายศีรษะ เอ่ย “ท่านพี่เอ่ยหนักไปแล้ว ตระกูลจู…การกินอยู่ยังไม่นับว่ามีปัญหา” คิดมาถึงตรงนี้ จูชูอวี้เองก็อดก่นด่าอยู่ในใจไม่ไดว่าเซียวเชียนจย่งเรื่องยุ่งเรื่องชาวบ้าน หากไม่ใช่เขา ไม่แน่ว่าทรัพย์สินของตระกูลจูคงได้เอาคืนกลับมาแล้ว ต่อให้ไม่ใช่ทั้งหมด ได้สักส่วนก็ยังดี
“สองวันมานี้ท่านพ่อของข้าก็ไปพบผู้นำหลายตระกูล ตระกูลใหญ่ในจินหลิงยังพอมีอิทธิพลต่อราชสำนักอยู่บ้าง ขอเพียงสามารถเกลี้ยกล่อมได้ตระกูลสองตระกูล คงบรรเทาสถานการณ์ตรงหน้าลงได้บ้าง” จูชูอวี้เอ่ยต่อ
เซียวเชียนเหว่ยพยักหน้า “เช่นนี้ก็ดี หากได้ผล อนาคต…ข้าจะขอความดีความชอบกับเสด็จพ่อให้แก่จวนเกาอี้โหว”
จูชูอวี้ยิ้มบาง “ข้าขอบคุณท่านพี่แทนตระกูลจูเจ้าค่ะ”
“ในเมื่อเป็นสามีภรรยา ไยต้องเกรงใจเพียงนี้” เซียวเชียนเหว่ยส่ายศีรษะเอ่ย
“คุณชาย”
ด้านนอก มีที่ปรึกษาวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน มองเห็นจูชูอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างเซียวเชียนเหว่ยจึงชะงัก ก่อนจะทำความเคารพ “ฮูหยินน้อย”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยถาม “มีอันใด”
“รายงานคุณชาย เมื่อครู่มีข่าว ว่าหันหมิ่นกลับจวนแล้วขอรับ” ที่ปรึกษาเอ่ยตอบอย่างร้อนรน
“อันใดนะ” เซียวเชียนเหว่ยรีบลุกขึ้น “ตาเฒ่านั่น เขายังกล้ากลับมาอีกหรือ” หลายวันมานี้จินหลิงวุ่นวาย แม้หันหมิ่นไม่ได้ปรากฏตัว แต่เซียวเชียนเหว่ยรู้ว่าแปดถึงเก้าส่วนนั้นเป็นฝีมือของเขา
ที่ปรึกษาถอนหายใจ “คุณชาย หันหมิ่นเป็นเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เป็นผู้อาวุโสของเหล่านักวิชาการ เป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาท เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่านอ๋องไม่ได้จัดการพวกเขา พวกเขาจึงยังเป็นขุนนางของราชสำนักขอรับ” หากเยี่ยนอ๋องอยู่ยังสามารถส่งคนไปจับเขา แต่หากเป็นคุณชายรอง เกรงว่าคงไม่มีอำนาจนี้ เห็นได้ว่าเซียวเชียนเหว่ยเองก็เข้าใจหลักการนี้ กัดฟันพลางเอ่ย “ส่งคนไป…”
ที่ปรึกษาส่ายศีรษะ “หันหมิ่นกล้าปรากฏตัว คิดว่าคงมีการเตรียมตัว หากมีคนจับได้ เกรงว่าเหล่าบัณฑิตที่ก่อนเรื่องและบัณฑิตของสำนักศึกษาฮั่นหลินคงพุ่งมาที่จวนเยี่ยนอ๋องเป็นแน่ขอรับ”
เซียวเชียนเหว่ยกดความโกรธเอาไว้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เช่นนั้นท่านคิดว่าตอนนี้ควรทำเยี่ยงไร หรือว่าต้องปล่อยจินหลิงปั่นป่วนอยู่เช่นนี้หรือ”
ที่ปรึกษาถอนหายใจ เอ่ยตอบ “ตอนนี้…พวกเราคงต้องรอดูก่อนว่าหันหมิ่นคิดจะทำสิ่งใดกันแน่”