หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1123 พระชายาสั่งสอนบุตรชาย (2)
ตอนที่ 1123 พระชายาสั่งสอนบุตรชาย (2)
พระชายาเยี่ยนอ๋องชะงัก ไม่คิดว่าองค์หญิงฉังผิงจะไม่รู้เรื่องเว่ยจวินมั่วเสียเลือดให้เยี่ยนอ๋อง
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบพระทัยเสด็จป้าที่เป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เป็นอันใด”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไยจึงไม่เห็นเหยียนเอ๋อร์และคังเอ๋อร์แล้วเพคะ อานอาน เยาเยา ถวายพระพรเสด็จย่าเร็ว”
พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกนางสองแม่ลูกเดินทางมาเหนื่อย ข้าให้พวกเขากลับไปพักก่อน อานอาน เยาเยาโตเพียงนี้แล้วหรือ”
อานอานและเยาเยาจูงมือกันเดินไปตรงหน้าพระชายาเยี่ยนอ๋อง เอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ถวายพระพรเสด็จย่า”
ใบหน้าพระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยรอยยิ้มบางออกมา “เด็กดี ยินดีที่ได้พบพวกเจ้าเช่นกัน“ เด็กแฝดสองคนที่ดูน่ารักน่าชังทว่าแสดงออกแตกต่างกันยืนอยู่ตรงหน้า แม้ยังรู้สึกขัดเคืองต่อตัวตนของเว่ยจวินมั่ว แต่ก็อดรู้สึกที่จะชอบไม่ได้
เห็นเช่นนั้น องค์หญิงฉังผิงจึงลอบถอนหายใจอยู่ในใจ มองสีหน้าของพี่สะใภ้สาม อย่างน้อยก็ไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้นัก ใช่แล้ว พี่สะใภ้สามเป็นสตรีที่ฉลาดมาโดยตลอด
พระชายาเยี่ยนอ๋องยังให้ของขวัญแก่เด็กน้อยทั้งสอง เซียวเชียนชื่อทั้งสามแน่นอนว่าเลี่ยงไม่ได้ เยาเยาก็ช่างเถิด อานอานกลับเพิ่งมาถึงจินหลิง ไม่นานเด็กทั้งสองพลันได้รับของขวัญล้ำค่ามากมาย
เยี่ยนอ๋องเดินเข้ามาพลันเห็นห้องรับรองที่เต็มไปด้วยความครื้นเครง ดวงตาฉายแววประหลาดใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไยจึงครึกครื้นเพียงนี้เล่า”
มองเห็นเยี่ยนอ๋อง ทุกคนพลันชะงัก พระชายาเยี่ยนอ๋องลุกขึ้น “หม่อมฉันถวายพระพรท่านอ๋อง”
เยี่ยนอ๋องยื่นมือไปประคองนางขึ้นมา เอ่ย “หลายปีมานี้ลำบากพระชายาแล้ว เดินทางเป็นเช่นไรบ้าง”
พระชายาเยี่ยนอ๋องเม้มริมฝีปาก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋องกล่าวหนักแล้ว เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเพคะ เดินทางมาปลอดภัยดี ลำบากท่านอ๋องต้องเป็นห่วงแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี ไยจึงมาอยู่ที่นี่กันหมดเล่า” เยี่ยนอ๋องพยักหน้า
พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องห้าพาจวินมั่วและอู๋สยาอีกทั้งเด็กทั้งสองมาเพคะ ไยท่านอ๋องจึงออกมาจากวังหลวงได้เล่า ไม่ยุ่งหรือเพคะ”
เยี่ยนอ๋องบิดลำคอที่แข็งทื่อเล็กน้อย เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “งานอย่างไรก็ไม่อาจหมดสิ้นได้ พักผ่อนสักหน่อยคงไม่เป็นไร”
สายตามองไปยังตุ๊กตาน้อยทั้งสอง ดวงตาของเยี่ยนอ๋องเป็นประกายขึ้นมา “นี่คืออานอานหรือ” หลายวันมานี้อุ้มเยาเยามาเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่กับอานอานนี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบหลังจากห่างกันไปสามปี หนานกงมั่วสัมผัสได้ว่าสายตาที่เยี่ยนอ๋องมองอานอานนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าเยาเยา อานอานพักผ่อนมาทั้งวัน สดใสขึ้นไม่น้อย
“เสด็จปู่” เยาเยาร้องเรียกเสียงดังและวิ่งเข้าไปหา
เยี่ยนอ๋องย่อตัวลงอุ้มนางเอาไว้ในอ้อมแขน เดินเข้ามาเชื่องช้า
“ถวายพระพรเสด็จปู่” อานอานกะพริบตา เอ่ยเสียงใส
“เด็กดี” เยี่ยนอ๋องเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือไปลูบศีรษะของเขา หยิบกริชติดตัวยื่นออกไป เอ่ย “ปู่ไม่ได้มีของขวัญติดตัวมาให้ เจ้ารับสิ่งนี้ไปเล่นเถิด”
เมื่อครู่อานอานได้รับรางวัลไปไม่น้อย คุ้นเคยแล้ว เอ่ยขอบคุณและรับมา เห็นได้ว่าชอบเป็นที่สุด นั่นเป็นกริชที่มีความยาวเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ ตัวฝักเรียบง่าย ไม่ได้สวยงามนัก แต่หนานกงมั่วมองออกได้ในคราเดียวว่าอัญมณีสีฟ้าหลายขนาดที่ถูกฝังอยู่ในนั้นเป็นอัญมณีที่หาได้ยาก สิ่งของติดตัวเยี่ยนอ๋องแน่นอนว่าไม่ธรรมดา
อานอานมองดูชั่วครู่ สุดท้ายจึงหมุนตัวนำกริชส่งไปที่มือเว่ยจวินมั่วที่ยืนอยู่ด้านหลัง เด็กอายุสามขวบ เห็นได้ว่าไม่ควรเล่นของมีคมเช่นนี้
หนานกงมั่วบีบแก้มเล็กอย่างชื่นชม ใบหน้าเล็กของอานอานแดงขึ้นมองไปยังมารดา
พระชายาเยี่ยนอ๋องมองภาพนั้นเงียบๆ ใบหน้าเรียบนิ่งมุมปากมีรอยยิ้มบาง ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น
เห็นได้ว่าเยี่ยนอ๋องให้ความสำคัญกับอานอาน เมื่อพวกหนานกงมั่วเตรียมตัวเอ่ยลาก็ยังอยากให้เด็กทั้งสองอยู่ที่จวนเยี่ยนอ๋องต่อ ยามนี้เยี่ยนอ๋องใกล้ขึ้นครองบัลลังก์ มีเรื่องมากมาย หนานกงมั่วไหนเลยจะวางใจได้ ยังเป็นคุณชายเว่ยที่จ้องมองเยี่ยนอ๋องอย่างไม่พอใจแล้วอุ้มลูกเดินหนีไป
“เจ้าคนชั่ว” เยี่ยนอ๋องจ้องเขม็งไปยังประตูที่ว่างเปล่า ก่นด่าอย่างหงุดหงิด
แต่คนที่อยู่ในสถานการณ์ต่างดูออกว่าเขาไม่ได้โกรธจริงๆ พระชายาเยี่ยนอ๋องจิบชา มองเยี่ยนอ๋องพลางเอ่ยเสียงเบา “ท่านอ๋อง เรื่องชาติกำเนิดของจวินมั่ว พระองค์วางแผนเช่นไรเพคะ”
เยี่ยนอ๋องขมวดคิ้ว เอ่ย “พระชายาเห็นว่าอย่างไร”
พระชายาเยี่ยนอ๋องเข้าใจดี เยี่ยนอ๋องไม่ได้สนใจความคิดของตนอย่างแท้จริง เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “ในเมื่อจวินมั่วเป็นบุตรชายของพระชายาองค์ก่อน แน่นอนว่าต้องรับกลับมา คงไม่อาจ…ปล่อยให้เลือดเนื้อเชื้อไขของพระองค์ต้องหลงอยู่ข้างนอก”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเยี่ยนอ๋องจึงอ่อนลง สายตาที่มองไปยังพระชายาเยี่ยนอ๋องจึงอ่อนโยนขึ้น เอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เคยเอ่ยเรื่องนี้กับพระชายามาก่อน ข้าทำไม่ถูกเอง เพียงแต่ในปีนั้นมี…”
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ย “เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของจวินมั่ว ระวังเอาไว้จึงจะถูก หลายปีมานี้…จวินมั่วเองก็ลำบาก”
“เสด็จแม่…”
“หุบปาก” พระชายาเยี่ยนอ๋องเหลือบมองเซียวเชียนเหว่ย เอ่ย “ข้าคุยกับเสด็จพ่อของเจ้าอยู่ เอ่ยแทรกได้อย่างไร”
เซียวเชียนเหว่ยก้มหน้าลง “ลูกผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยชื่นชมด้วยรอยยิ้ม “รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว ต่อไปพวกเจ้าทั้งสามต้องเรียกจวินมั่วว่าพี่ใหญ่ เข้าใจหรือไม่”
เงียบไปชั่วครู่ เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนจย่งจึงเอ่ยขึ้นก่อน “ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
“ลูกเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ย
เห็นเช่นนั้น เยี่ยนอ๋องจึงไม่รู้ต้องเอ่ยอย่างไรแล้ว พระชายาเยี่ยนอ๋องเข้าใจและมีเหตุผล สายตาที่เยี่ยนอ๋องมองบุตรชายทั้งสามที่ทำให้เขาผิดหวังมาตลอดหลายปีนี้พลันอ่อนลง พยักหน้าพลางเอ่ย “เสด็จแม่ของพวกเจ้าเอ่ยไม่ผิด เรื่องครั้งนั้นไม่ได้เป็นความผิดของจวินมั่ว แต่คนที่ต้องรับผลเหล่านั้นกลับเป็นเขาและมารดาของเขา หลายปีมานี้เขาต้องใช้ชีวิตในจินหลิงอย่างไร พวกเจ้าเองก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้าง”
เซียวเชียนจย่งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ เพียงมีพี่ชายคนโตเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเท่านั้น” อย่างไรเมื่อเทียบกับพวกเขาทั้งสามคน เสด็จพ่อก็ให้ความสำคัญกับพี่ชายมาโดยตลอด เรื่องน่าตกใจผ่านไปหลายวันแล้ว เซียวเชียนจย่งยอมรับความจริงไปนานแล้ว มองไปยังพี่ชายทั้งสองด้วยความสงสาร เซียวเชียนจย่งยักไหล่ เสด็จพ่อว่าอย่างไรก็อย่างนั้น เขาไม่เกี่ยว
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
พระชายาเยี่ยนอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ย “ในเมื่อตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นพระองค์จะจัดการอย่างไรดีจึงจะเหมาะสมเพคะ” เยี่ยนอ๋องเอ่ย “อีกสามวันหลังจากนี้ก็เป็นพระราชพิธีขึ้นครองราชย์แล้ว ต้องจัดการก่อนวันนั้น ถึงตอนนั้นจะได้เขียนแผนภูมิหยกประจำราชวงศ์ได้ง่าย ประกาศออกไปในวันพรุ่งนี้เถิด”
“เอ่อ…ไม่รีบร้อนเกินไปหรือเพคะ” พระชายาเยี่ยนอ๋องลังเล เยี่ยนอ๋องเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ต้องมีคนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องของข้าจะให้คนเหล่านั้นเกิดข้อสงสัยได้อย่างไร บอกพวกเขาไปตรงๆ ก็พอแล้ว”
พระชายาเยี่ยนอ๋องถอนหายใจ “ในเมื่อท่านอ๋องเอ่ยเช่นนี้ อย่างนั้นก็เอาตามนี้เถิดเพคะ”
“ลำบากพระชายาแล้ว” เยี่ยนอ๋องเอ่ย
พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเพคะ”
เชียนเชียนเหว่ยกลับมาถึงห้องของตนด้วยสีหน้าทะมึน จูชูอวี้กำลังนั่งดูบัญชีอยู่ในห้อง เห็นท่าทางของเขา อดตกใจขึ้นมาไม่ได้ “ท่านพี่เป็นอันใดไปเจ้าคะ”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยเสียงเข้ม “พรุ่งนี้เสด็จพ่อจะป่าวประกาศชาติกำเนิดของพี่ชายแล้ว”
“ไม่ใช่ประกาศออกไปนานแล้วหรือเพคะ” เมื่อได้ยินว่าชาติกำเนิดของเว่ยจวินมั่ว เนิ่นนานกว่าจูชูอวี้จะได้สติกลับคืนมา ไยนางจึงคิดไม่ถึงว่าชาติกำเนิดของเว่ยจวินมั่วจะน่าตกใจเพียงนี้ เห็นอยู่…เห็นอยู่ว่า…
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ย “ป่าวประกาศอย่างเป็นทางการกับเสด็จพ่อเอ่ยอยู่ข้างถนนจะเหมือนกันได้อย่างไร”
“ไยจึงรีบเพียงนี้เล่า” จูชูอวี้เอ่ย อีกสามวันก็เป็นงานพระราชพิธีสละราชสมบัติแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นพิธีขึ้นครองราชย์ ยามนี้เมืองจินหลิงมีเรื่องมากมาย
เซียวเชียนเหว่ยส่งเสียงหยัน เอ่ย “ยังเพราะอันใดอีกเล่า อีกสามวันเป็นพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ ถึงตอนนั้นต้องเขียนแผนภูมิหยกประจำราชวงศ์ เขาก็จะกลายเป็นบุตรชายคนโตอย่างถูกต้องแล้ว เสด็จพ่อขึ้นครองบัลลังก์ คงวางแผนแต่งตั้งพระชายาซ่งเป็นฮองเฮา”
ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์แต่งตั้งพระชายาที่จากไปนานเป็นฮองเฮาเป็นสิ่งที่มีมานาน แต่นั่นไม่มีความจำเป็น ขึ้นอยู่กับความรักที่ฮ่องเต้มีให้พระชายาที่จากไปก็เท่านั้น แต่ว่าเช่นนี้เว่ยจวินมั่วก็กลายเป็นบุตรชายของอดีตพระชายาโดยชอบธรรม และสถานะของเขาก็จะเหนือกว่าพวกเขาที่เป็นลูกของพระชายาคนใหม่อย่างแน่นอน
จูชูอวี้เองก็มีท่าทีเหม่อลอย เงียบไปเนิ่นนาน
เห็นเช่นนั้น เซียวเชียนเหว่ยจึงขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “เจ้ากำลังคิดสิ่งใด”
จูชูอวี้รีบดึงสติกลับมา ฝืนยิ้มเอ่ย “ในเมื่อคุณชายเว่ยได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจห้ามได้ ไยท่านพี่ต้องโกรธเพียงนี้ โกรธมากไปคงไม่ดีต่อร่างกายท่านเอง”
เซียวเชียนเยี่ยหลับตาลง “ข้าจะไม่…ท่าทีของเสด็จพ่อที่มีต่อเขาตลอดหลายปีมานี้ใช่ว่าเจ้าจะไม่เคยเห็น มีเขาอยู่ เรายังจำเป็นอยู่อีกหรือ” เรื่องในครั้งนี้ แม้เสด็จพ่อไม่ได้เอาความ แต่สำหรับเซียวเชียนเหว่ยนั่นเป็นการโจมตีครั้งยิ่งใหญ่ ในใจของเซียวเชียนเหว่ย เรื่องในครั้งนี้เป็นเสด็จพ่อที่บีบให้เขายอมรับว่าเขาไม่อาจสู้เว่ยจวินมั่วได้
จูชูอวี้ทำได้เพียงถอนหายใจ เรื่องบนโลกใบนี้ใครเลยจะคาดเดาได้
“เสด็จพ่อยังหนุ่ม ยังเร็วไป”
เซียวเชียนเหว่ยเงียบไม่เอ่ยวาจา เพียงแต่ใบหน้ายังคงไม่น่ามอง จูชูอวี้ทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมเขา “ท่านพี่ลองคิดดู หากเสด็จพ่อไม่ได้เคลื่อนทัพ ทั้งชีวิตนี้ที่ท่านพี่แย่งชิงได้ก็เพียงตำแหน่งอ๋องเท่านั้น รอเสด็จพ่อขึ้นครองบัลลังก์ ท่านพี่ก็จะเป็นชินอ๋องโดยชอบธรรม อนาคตใครเล่าจะรู้ได้ว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ว่าตอนนี้ ไม่อาจทำให้เสด็จพ่อโกรธเด็ดขาด”
เซียวเชียนเหว่ยถอนหายใจ “เจ้าเอ่ยไม่ผิด ช่างเถิด ข้ายังมีธุระ ไปห้องหนังสือแล้ว” จูชูอวี้รู้ว่าเขาต้องไปหารือกับที่ปรึกษาของเขาอย่างแน่นอน จึงไม่ได้เอ่ยอันใดมาก เพียงพยักหน้าส่งเขาออกไป
รอเซียวเชียนเหว่ยไปไกลแล้ว ใบหน้าที่มีรอยยิ้มของจูชูอวี้พลันทะมึนขึ้น ปัดกาน้ำชาบนโต๊ะร่วงลงบนพื้นระเนระนาด
ด้านนอก จู๋เอ๋อร์ได้ยินเสียงดังจึงรีบเปิดประตูเข้ามา “คุณหนู…เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ”
จูชูอวี้กัดฟัน “เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร เว่ยจวินมั่ว…เว่ยจวินมั่วเป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋องได้อย่างไร”
จู๋เอ๋อร์ก้มหน้าไม่กล้าเอ่ยวาจา นับตั้งแต่ได้ข่าวนี้ อารมณ์ของคุณหนูก็ไม่ดีมาโดยตลอด
“ตระกูลจูมีข่าวอันใดบ้าง”
จู๋เอ๋อร์ลังเลชั่วครู่ เอ่ยเสียงเบา “ได้รับการยืนยันแล้วว่าทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลจูจะตกไปอยู่ที่คลังหลวงเจ้าค่ะ” เงินที่เข้าสู่คลังหลวงต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็อย่าหวังว่าจะได้เอาออกมาได้ง่ายๆ ก่อนหน้านี้สามารถเอาออกมาผ่านเซียวเชียนเหว่ยได้บ้าง แต่ใครจะรู้ว่าจะถูกเซียวเชียนจย่งจับได้
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจูชูอวี้พลันเปลี่ยน เกือบจะล้มลงกับพื้น โกรธจนตัวสั่น “จูเฟย นังแพศยานั่น”
“คุณหนูใจเย็นเจ้าค่ะ”
จูชูอวี้จับโต๊ะเอาไว้ ประคองไม่ให้ตนเองล้มลงไป มือที่จับโต๊ะสั่นเทิ้ม “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“คุณหนู…”
“ออกไป”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” จู๋เอ๋อร์จำต้องออกไป
ในห้องเหลือจูชูอวี้เพียงคนเดียว จูชูอวี้มองไปยังห้องที่ว่างเปล่า รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิดขึ้นมา “ไยจึงเป็นเช่นนี้ ไยจึงเป็นเช่นนี้ได้ กรี๊ด…”
ด้านนอก จู๋เอ๋อร์ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังออกมา ตัวสั่นเทาขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้