หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1129 ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิต (2)
ตอนที่ 1129 ชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิต (2)
พระชายาเยี่ยนอ๋องยิ้ม เอ่ย “เด็กดี รีบลุกขึ้นมา จวินเอ๋อร์เล่า”
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “เขามีเรื่องจึงต้องเข้าวังหลวงไปแล้วเพคะ”
พระชายาเยี่ยนอ๋องพยักหน้า เอ่ย “เจ้ามาพอดี ไปนั่งกับเสด็จอาของเจ้าเถิด”
“เพคะ”
ได้ยินว่าคุณชายเว่ยไม่มา หลายคนรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้คุณชายเว่ยจะมีดวงตาคู่สีม่วง แต่หน้าตานั้นเป็นหนึ่งในจินหลิงไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ เพียงแต่วันนี้เป็นงานเลี้ยงของสตรี เกรงว่าต่อให้คุณชายเว่ยไม่เข้าวังหลวงก็คงไม่มา
หนานกงมั่วเดินไปนั่งลงด้านข้างองค์หญิงฉังผิง มองไปรอบๆ ไม่เห็นเด็กทั้งสอง องค์หญิงฉังผิงเอ่ยเสียงเบา “เด็กๆ เล่นอยู่กับน้องเจ็ด ไม่ต้องกังวล” องค์หญิงหลิงอี๋มีนิสัยสบายๆ ตนเองไม่มีบุตรชายบุตรสาวมองเห็นซาลาเปาน้อยน่ารักหลายลูกทำให้แม้แต่งานเลี้ยงยังคร้านจะไปร่วมแล้ว
หนานกงมั่วพ่นลมหายใจออกมา “หาได้ยากที่เสด็จอาเจ็ดจะชอบพวกเขา นับว่าเป็นวาสนาของพวกเขาเพคะ”
จวนเยี่ยนอ๋องครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในวังหลวงกลับเต็มไปด้วยลมพายุใหญ่ เว่ยจวินมั่วยังไม่ทันก้าวเข้าไปในห้องทรงอักษรก็ได้ยินเสียงเขวี้ยงปาสิ่งของอยู่ด้านใน เท้าชะงักไปชั่วครู่ คุณชายเว่ยก้าวเท้าตรงไปยังประตู
“คุณชายใหญ่” ด้านนอก องครักษ์เอ่ยคารวะอย่างนอบน้อม
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว “ผู้ใดอยู่ด้านใน”
องครักษ์ลังเลชั่วครู่ เอ่ยเสียงเบา “ใต้เท้าโจวขอรับ”
ในห้องทรงอักษร เยี่ยนอ๋องสีหน้าทะมึน ราวกับไม่มีความตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะขึ้นครองบัลลังก์เลยด้วยซ้ำ
ในห้องโถง ชายชราผมขาวผมเทาหลายคนถูกจับคุกเข่าอยู่กับพื้น แม้ว่าพวกเขาจะคุกเข่าอยู่กับพื้น ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เชิดหน้าขึ้น ไม่มีความเคารพแม้เพียงนิด
เยี่ยนอ๋องส่งเสียงหยันในลำคอ เอ่ยเสียงเข้ม “ข้าไม่ต้องการเอ่ยเรื่องไร้สาระกับพวกเจ้า เอาตัวออกไป ตัดหัวเสีย”
ชายชราที่ด่าทอเสียงดังเมื่อครู่ถูกลากตัวออกไป คนอื่นที่เหลืออยู่สีหน้าพลันเปลี่ยนโดยไม่อาจควบคุมได้
ชายชราผมขาวที่เป็นผู้นำก็คือโจวเซียง ขุนนางคนสนิทที่สุดของเซียวเชียนเยี่ย คนอื่นๆ คือขุนนางคนสำคัญที่ถูกเซียวเชียนเยี่ยขังเอาไว้ในห้องทรงอักษรก่อนหน้านี้
เยี่ยนอ๋องใบหน้าตึงมองผู้คนที่ราวกับนิ่งอึ้งอยู่บนพื้น เอ่ยเสียงเข้ม “ข้ายกทัพ เพื่อสยบความวุ่นวาย หากไม่มีพวกเจ้าขุนนางที่เอาแต่ยุยงฝ่าบาท ไยฝ่าบาทจะมาอยู่ในจุดนี้ได้”
โจวเซียงหัวเราะเสียงเย็นขึ้นมา “สยบความวุ่นวายหรือ กำจัดขุนนางชั่วหรือ ไม่รู้ว่าเยี่ยนอ๋อง ตอนนี้ฝ่าบาทอยู่ที่ใด”
เยี่ยนอ๋องสีหน้าทะมึน “ฝ่าบาทรู้สึกผิดต่อแผ่นดิน ยอมสละบัลลังก์ด้วยพระองค์เอง พวกท่านยังจะเอ่ยสิ่งใดเล่า”
“เหลวไหล” โจวเซียงกระโดดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ด่าทอ “เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทถูกพวกเจ้าบีบบังคับ”
เยี่ยนอ๋องยิ้มเย็น “หากไม่ใช่เพราะเจ้าไร้ความสามารถ ไยฝ่าบาทต้องทำเช่นนี้เล่า”
โจวเซียงก่นด่าด้วยความโมโห “เซียวโยว เจ้าก่อกบฏล่วงเกินเบื้องสูง แย่งชิงบัลลังก์ หากตายไป ไยจะมีหน้าไปเจอวิญญาณอดีตฮ่องเต้ได้เล่า”
“บังอาจ” เยี่ยนอ๋องเกรี้ยวกราด “หากไม่ใช่พวกเจ้ายุยงฝ่าบาทกดขี่เสด็จอา ไยจะเป็นเช่นนี้ ทหาร ลากตัวขุนนางชั่วนี้ออกไป ตระกูลโจวทั้งหมด ตัดหัวให้สิ้น”
“คงไม่ต้องรบกวนเจ้าหรอก” โจวเซียงกัดฟัน “ต่อให้ข้าต้องตามอดีตฮ่องเต้และพี่หันไป ก็ไม่มีทางยกย่องโจรกบฏอย่างเจ้าเป็นกษัตริย์อย่างแน่นอน”
เอ่ยจบกำลังจะพุ่งตัวชนเสาด้านข้าง เว่ยจวินมั่วดีดนิ้วเบาๆ มาจากทางด้านนอก โจวเซียงที่กำลังจะพุ่งชนเสากลับตัวอ่อนยวบสลบไปทันที
เยี่ยนอ๋องโกรธจนในหน้าเขียวคล้ำ เงยหน้าขึ้นและจ้องไปยังเว่ยจวินมั่วที่ยืนอยู่หน้าประตู เอ่ยเสียงเย็น “เจ้าช่วยเข้าทำไม อยากตายก็ปล่อยให้พวกเขาตายไป รีบกำจัดตระกูลโจว หัน สองตระกูลนี้ให้สิ้น กำหนดวันประหาร อีกทั้งพวกเจ้า…” สายตาเย็นเยียบของเยี่ยนอ๋องกวาดมองผู้คนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วก็มาลองดู ข้าไม่เกรงกลัวที่จะฆ่าคน”
ทุกคนตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่หรือตกใจเพราะความเกรี้ยวกราดของเยี่ยนอ๋อง พวกเขาไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ยอมให้ทหารเอาตัวพวกเขาออกไป โจวเซียงที่สลบไปก็ถูกหามออกไปด้วย
เหล่าผู้ติดตามเห็นเยี่ยนอ๋องส่งสัญญาณให้ออกไปจึงลอบพ่นลมหายใจออกมา ค่อยๆ ถอยออกไปเงียบๆ ให้ห้องทรงอักษรเหลือเพียงสองพ่อลูก เยี่ยนอ๋องยังคงโมโห กัดฟันเอ่ย “เจ้าช่วยตาเฒ่านั่นทำไม เพียงคนแก่ที่ไม่ยอมตายเท่านั้น ข้าจะฆ่าเขาให้ตายก็แล้วแต่ข้า”
เว่ยจวินมั่วเองไม่ร้อนใจ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเขามาอยู่ในวังหลวงได้อย่างไร”
เยี่ยนอ๋องสะอึก ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้ฟังหนึ่งรอบ เดิมทีเห็นแล้วว่าพระราชพิธีสละราชสมบัติและพระราชพิธีขึ้นครองราชย์กำลังจะถูกจัดขึ้นแล้ว ราชโองการสละราชสมบัติให้ เซียวเชียนเยี่ยเขียนเองได้ แต่ราชโองการขึ้นครองราชย์กลับต้องมีผู้มีคุณธรรมและบารมีสูงส่งลงชื่อ ตัวเลือกแรกแน่นอนว่าเป็นโจวเซียง ในราชสำนักแน่นอนว่าไม่มีผู้ใดเทียบโจวเซียงได้ เหล่าบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงยิ่งกว่าโจวเซียงกลับไม่อยู่ในราชสำนัก อีกทั้งโจวเซียงเป็นขุนนางที่ภักดีต่อเซียวเชียนเยี่ย หากมีเขาลงชื่อราชโองการแน่นอนว่าจะดีมาก
น่าเสียดาย เยี่ยนอ๋องคิดว่าเซียวเชียนเยี่ยยอมสละบัลลังก์แล้วคนเหล่านี้จะยอมจำนนและทำดีประจบเยี่ยนอ๋อง เมื่อเรียกเหล่าโจวเซียงมา ยังไม่ทันได้เอ่ยถึงสามประโยคก็ทะเลาะกันขึ้นมา เพราะการตายของหันหมิ่นและเรื่องที่เซียวเชียนเยี่ยถูกบีบบังคับให้สละบัลลังก์ โจวเซียงจึงยิ่งด่าทอเยี่ยนอ๋องรุนแรงขึ้น ความจริงแล้ว เยี่ยนอ๋องสามารถอดทนไม่สังหารโจวเซียงจนเว่ยจวินมั่วกลับมา นับว่าเป็นความอดทนที่สุดเท่าที่เคยมีแล้ว
ดวงตาสีม่วงเงียบสงบของคุณชายเว่ยมองเขาแปลกๆ “สิ่งใดที่ทำให้พระองค์คิดว่า…โจวเซียงจะเขียนลงชื่อให้พระองค์กัน”
สีหน้าของเยี่ยนอ๋องทะมึนขึ้นมา จ้องคุณชายเว่ยเขม็งเนิ่นนานไม่เอ่ยปาก คุณชายเว่ยเอ่ย “เซียวเชียนเยี่ยสละบัลลังก์ ผู้คนยิ่งสรรเสริญที่เขาไม่ยึดติดในอำนาจ โจวเซียงช่วยพระองค์ลงชื่อ ไม่ใช่การป่าวประกาศว่ามีความกระตือรือร้นที่จะรับใช้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่หรือ บัณทิตเห็นแก่ชื่อเสียงมากกว่าชีวิต พระองค์คิดว่าเขาจะรับปากหรือ” ดังนั้น นี่เป็นสิ่งที่เยี่ยนอ๋องว่างไม่มีอันใดทำหาเรื่องให้ตนเองโกรธ
เยี่ยนอ๋องเอ่ยอย่างหงุดหงิด “เช่นนั้นเจ้าว่าต้องทำอย่างไร หรือจะให้ข้าเขียนเองหรือ” เขาไม่ได้หน้าด้านเพียงนั้น
เว่ยจวินมั่วหลุบตาลงครุ่นคิด แม้โจวเซียงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด น่าเสียดายที่โจวเซียงเป็นตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ เว่ยจวินมั่วครุ่นคิดต่อแล้วจึงเอ่ย “เลือกปัญญาชนสักคนในราชสักนักก็พอแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะสมบูรณ์แบบ”
เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้ว เอ่ย “ข้าไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับปัญญาชนคร่ำครึเหล่านั้น วันนี้เจ้ากับอู๋สยาออกนอกเมืองไปทำเป็นอย่างไร”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “มีเซี่ยโหวคอยช่วย ทุกอย่างราบรื่นพ่ะย่ะค่ะ ส่วนโจวเซียง…”
เอ่ยถึงโจวเซียง สีหน้าของเยี่ยนอ๋องพลันเปลี่ยน เว่ยจวินมั่วไม่สนใจ “หันหมิ่นตายแล้ว ส่วนโจวเซียงต่อให้พระองค์ไม่ชอบเขาเพียงใด ก็ต้องอดทนพ่ะย่ะค่ะ”
“…” เยี่ยนอ๋องเงียบไปนาน “ข้ารู้แล้ว”