หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1142 ความจริงบางอย่าง (1)
ตอนที่ 1142 ความจริงบางอย่าง (1)
เหล่าจูชูอวี้จะคิดอันใด แน่นอนว่าหนานกงมั่วสองสามีภรรยาไม่รู้เรื่อง เพราะพวกเขาออกจากเมืองมาแล้ว มุ่งหน้าตรงไปยังเขาจื่ออวิ๋น ถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ความงดงามของดอกโบตั๋นบนเขาจื่ออวิ๋นได้ลดลงไปบางส่วน อย่างไรก็ตาม ยังมีดอกเบญจมาศจำนวนมากที่บานสะพรั่งในสวนดอกโบตั๋นที่เชิงเขา ยามนี้บุคคลผู้มีอำนาจในจินหลิงต่างก็ยุ่งเรื่องของตนเอง แม้แต่ทิวทัศน์ที่ราวกับภาพวาดนี้คงไม่อาจได้ชื่นชม ทว่าทั้งสองกลับมีเวลาว่าง
ทั้งสองเดินจูงมือเดินเชื่องช้าอยู่บนเส้นทางขึ้นเขามุ่งหน้าไปยังวัดต้ากวงหมิง ริมถนนมีดอกเบญจมาศมากมายกำลังปลิวไหวไปตามลม ความงดงามสูงส่งของดอกโบตั๋นนั้นลดน้อยลงไป ดอกเบญจมาศดูถือตัวและสบายๆ ทว่ากลับดูน่าสนใจ
ทั้งสองอดนึกถึงหลายปีก่อนเมื่อครั้งมายังเขาจื่ออวิ๋นเป็นครั้งแรกขึ้นมาไม่ได้ หันมามองสบตากันพร้อมยิ้มออกมา
ยามนี้วัดต้ากวงหมิงยังคงสว่างไสว ไม่เพียงคนในเมืองหลวงที่กำลังยุ่ง วัดต้ากวงหมิงเองก็ไม่มีพระเนี่ยนหย่วนแล้ว แม้เยี่ยนอ๋องไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องเนี่ยนหย่วนคือกงอวี้เฉิน กงอวี้เฉินคือองค์ชายแห่งเป่ยหยวน แต่สิ่งที่ควรรู้ก็ได้รับรู้ ผู้คนก็ได้รับรู้ผ่านช่องทางของตน ที่จริงแล้วการจุดธูปไหว้พระไหนเลยจะไปไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าบริเวณใกล้จินหลิงยังมีวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังคล้ายวัดต้ากวงหมิงอย่างวัดเป้าเอินอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องท้าทายสายตาของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ด้วยเรื่องเล็กน้อยนี้
ทั้งสองยืนอยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย พลันมองเห็นลานกว้างของวัดต้ากวงหมิงที่ไม่มีผู้คนมากมายดั่งเช่นในอดีตแล้ว ควันธูปอบอวล มีพระไม่กี่องค์ที่กำลังกวาดพื้น เสียงสวดมนต์ดังออกมาจากโถงด้านในไม่หยุด ทำให้จิตใจของผู้คนสงบลงไปมาก
ความจริงเรื่องนี้วัดต้ากวงหมิงนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากเรื่องนั้นแล้วเยี่ยนอ๋องจะไม่สืบเรื่องของวัดต้ากวงหมิงได้อย่างไร ยามนี้วัดต้ากวงหมิงยังไม่ถูกยึด นั่นเพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าความจริงพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเนี่ยนหย่วน อย่างไรกงอวี้เฉินคือรุ่นอักษรเนี่ยน เป็นรุ่นสูงกว่าเจ้าอาวาสกว่าเท่าตัว เดิมทีเขาก็มีชื่อเสียงมากกว่าพระรุ่นใหญ่คนอื่นๆ ในวัด อีกทั้งยังถูกพระผู้ใหญ่ในสมัยก่อนเก็บมาตั้งแต่อยู่ในห่อผ้าอ้อม ใครจะมีเวลาว่างไปสงสัยคนเช่นนี้กัน อีกทั้งเนี่ยนหย่วนอาศัยอยู่เขาหลังวัดต้ากวงหมิงคนเดียว ยังชอบออกเดินทางไปทั่ว เจ้าอาวาสวัดต้ากวงหมิงเองเกรงว่าคงไม่อาจทำอันใดอาจารย์อาผู้นี้ได้ น่าเสียดาย กงอวี้เฉินสร้างเรื่องเลวร้ายมากมายเพียงนี้ กลับสะบัดแขนเสื้อหนีไปอย่างอิสระ ไม่หันกลับมามองวัดต้ากวงหมิงแม้เพียงเล็กน้อย ยิ่งไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนทำจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสำนักที่เลี้ยงตนเองมาตั้งแต่เล็กจนโต
พระผู้หนึ่งมองเห็นทั้งสองคน ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเดินเข้ามา สองมือยกขึ้นพนม เอ่ย “อาตมาคารวะท่านทั้งสอง ไม่รู้ว่าทั้งสองท่านมาเที่ยวชมหรือฟังเทศนาหรือ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “เอ๋ มีอันใดแตกต่างเล่า”
พระเอ่ยตอบ “หากมาเที่ยวชม เชิญทั้งสองตามสบาย หากมาฟังเทศน์เกรงว่าคงทำให้ทั้งสองท่านต้องผิดหวังแล้ว”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยความแปลกใจ “พระอาจารย์ในอารามไม่เทศนาหรือเจ้าคะ”
พระส่ายศีรษะพลางเอ่ยตอบ “เจ้าอาวาสนำพระในวัดไปโปรดสัตว์แก่ผู้ตาย วันละยี่สิบชั่วยาม การทำบุญเจ็ดวันติดต่อกันสี่สิบเก้าวันไม่ได้ขาด ระหว่างนี้ วัดจึงไม่มีการเทศนา” แม้พระผู้นี้ไม่ได้เอ่ยถึงว่าทำไมต้องไปโปรดสัตว์แก่คนตายและจำต้องทำเต็มกำลังของวัดอย่างเข้มงวดเช่นนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเพราะอันใด
หนานกงมั่วพยักหน้า “ท่านเจ้าอาวาสมีเมตตา พวกเรานับถือไม่น้อย พวกเราเดินชมเองก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
พระผู้นั้นพนมมือขึ้น “เช่นนี้ เชิญท่านทั้งสองถามสบายเถิด”
ทั้งสองเดินเชื่องช้าอยู่ในวัด เดินเลี่ยงอารามใหญ่ที่กำลังมีการสวดมนต์อย่างมีมารยาท วัดต้ากวงหมิงมีพื้นที่กว้างขวาง แน่นอนว่าด้านในมีทิวทัศน์ที่น่ามองมากมาย ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่หนานกงมั่วที่ไม่เชื่อเรื่องผีเทพเจ้าเองยังรู้สึกจิตใจสงบและผ่อนคลายลง การออกมาครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่ต้อนรับคนเสแสร้งในจินหลิงเหล่านั้นมาก
“พวกเราออกมาเช่นนี้ จะไม่ดีหรือไม่” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
เว่ยจวินมั่วหันกลับมามองนาง “มีอันใดไม่ดีเล่า”
หนานกงมั่วยักไหล่ เอ่ย “ครั้งที่แล้วท่านก็ปิดประตูไม่รับแขก ครั้งนี้ก็อีกแล้ว ผู้มีอำนาจในจินหลิงเหล่านั้นคงได้ร่ำลือว่าฉู่อ๋องนั้นเย่อหยิ่ง” เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นชินอ๋อง ตระกูลต่างๆ ในจินหลิงคงแห่กันมาแสดงความยินดี และมาดูว่าต้องเข้าหาหรือหนีออกห่างไกลๆ เว่ยจวินมั่วทำเช่นนี้เท่ากับผลักพวกเขาออกห่างไปไกล แม้แต่โอกาสได้เลือกยังไม่มอบให้พวกเขา
“ไม่เป็นไร” เว่ยจวินมั่วเอ่ย “อู๋สยาไม่ชอบการต้อนรับคนเหล่านั้นมิใช่หรือ”
หนานกงมั่วยิ้มตาหยีกอดแขนเขาเอาไว้ เอ่ยด้วยรอยยิ้มเสียงเบา “ข้าไม่ชอบ เสด็จแม่ก็ไม่ชอบนี่นา ยามนี้เสด็จแม่คงกำลังบ่นท่านอยู่เป็นแน่”
คุณชายเว่ยเองไม่สนใจ มุมปากกระตุกยิ้ม เอ่ย “คนที่มาเยือนเสด็จแม่กับคนที่มาเยือนเจ้ากับข้าไม่เหมือนกัน ต่อไปเสด็จแม่ยังต้องข้องเกี่ยวด้วย”
หนานกงมั่วพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดของเว่ยจวินมั่ว คนที่มาเยือนองค์หญิงฉังผิงคงมีวัตถุประสงค์อื่นด้วย แต่กว่าครึ่งคงอยากเชื่อมสัมพันธ์กับองค์หญิงฉังผิงอย่างแท้จริง อย่างไรในสายตาของคนอื่น แม้ก่อนหน้านี้องค์หญิงฉังผิงจะเป็นแม่เลี้ยงของเว่ยจวินมั่ว แต่ตอนนี้เป็นเพียงเสด็จอาเท่านั้น หากต้องการอันใดจริงๆ คงไม่เข้าทางองค์หญิงฉังผิง
ถอนหายใจเบาๆ เอ่ย “ยังเร็วไป ข้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนเหล่านี้เป็นสิบปีหรือว่ากี่สิบปี”
“อู๋สยาไม่ชอบ แน่นอนว่าไม่ต้องไปสนใจ” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเบา
“ท่านทั้งสอง ช้าก่อน” ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยพลันมีเสียงรีบร้อนดังขึ้นด้านหลัง มองกลับไปเห็นสามเณรกำลังวิ่งตามมา หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สามเณรน้อย มีเรื่องอันใดหรือ”
สามเณรหอบหายใจ เอ่ย “ตอบ…ตอบท่านทั้งสอง ท่านเจ้าอาวาสเชิญท่านทั้งสองเข้าไปพบขอรับ”
เอ๋
หนานกงมั่วเงยหน้าขึ้นไปมองเว่ยจวินมั่ว คุณชายเว่ยเองก็บังเอิญก้มหน้าลงมามองนาง ทั้งสองมองสบตากัน หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “เช่นนี้ สามเณรน้อยเชิญนำทางเถิด”
“ขอรับ ท่านทั้งสองเชิญตามอาตมามา”
ทั้งสองเดินตามสามเณรอยู่ในวัดชั่วครู่ ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าอุโบสถเงียบสงบแห่งหนึ่ง มองเห็นพระชราในจีวรผู้มีหนวดเคราสีขาวกำลังยืนรออยู่หน้าประตู หนานกงมั่วเคยเห็นอยู่ไกลๆ นั่นคือคงหรู เจ้าอาวาสวัดต้ากวงหมิง เจ้าอาวาสมองเห็นคนทั้งสองจึงก้าวเดินเข้ามาต้อนรับ “ฉู่อ๋อง พระชายาฉู่อ๋อง”
สามเณรนำทางผู้นั้นตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าไม่รู้จักทั้งสองคน
หนานกงมั่วเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม “เจ้าอาวาสคงหรูเกรงใจแล้ว ไม่รู้ว่าไต้ซือมีสิ่งใดชี้แนะหรือเจ้าคะ”
ไต้ซือคงหรูส่ายศีรษะ เอ่ย “มิกล้า อาตมามิได้มีธุระอันใด แต่เป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งในวัดได้ยินว่าท่านทั้งสองมาเยือนที่วัดของเรา จึงเอ่ยว่าอยากเจอท่านทั้งสอง ลำบากท่านอ๋องและพระชายาแล้ว ได้โปรดอภัยด้วย”
ผู้อาวุโสหรือ คนที่ทำให้คงหรูเรียกว่าผู้อาวุโสได้ แน่นอนว่าคงเป็นพระในรุ่นอักษรเนี่ยนแล้ว เพียงแต่นอกจากเนี่ยนหย่วนแล้วนางจำไม่ได้ว่าพวกเขายังรู้จักใครในวัดต้ากวงหมิงอีก ไต้ซือคงหรูผู้นั้นก็ไม่ได้ปล่อยให้สงสัยนาน เอ่ยเสียงเบา “คืออาจารย์อาวุโส ไต้ซือเหลี่ยวหราน”