หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1152 จินตนาการที่เลวร้าย (1)
ตอนที่ 1152 จินตนาการที่เลวร้าย (1)
ความสัมพันธ์ของเหล่าสตรีชนชั้นสูงในจินหลิงยามนี้เริ่มครึกครื้นขึ้นมา พระชายาฉู่อ๋องส่งเทียบเชิญด้วยตนเอง นับเป็นวาสนาของเหล่าคุณหนูที่ได้รับเป็นอย่างยิ่ง แม้ไม่เอ่ยถึงตำแหน่งพระชายาฉู่อ๋อง แม้หนานกงมั่วไม่ใช่สตรีที่เกิดมาในฐานะเชื้อพระวงศ์ ตั้งแต่อดีตฮ่องเต้มาถึงฮ่องเต้เฉิงอานที่สละราชบัลลังก์กระทั่งมาถึงฮ่องเต้ไท่ชู แม้จะมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ยังคงตำแหน่งจวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์เอาไว้ได้ แน่นอนว่ามิใช่จวิ้นจู่ธรรมดาที่มีเพียงตำแหน่งและเงินเดือนเล็กน้อย ทว่าแท้จริงเป็นจวิ้นจู่ที่มีศักดินา มีที่ดินจากการแต่งตั้ง แม้พระชายาเจิ้งอ๋องจะเคยได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นจวิ้นจู่และเป็นพระชายาขององค์ชายเช่นกัน แต่หลังจากแต่งตั้งเป็นพระชายาแล้ว ตำแหน่งจวิ้นจู่ที่ได้รับแต่งตั้งก็ถูกถอดถอน เห็นได้ว่าพระชายาฉู่อ๋องนั้นเป็นที่รักและโปรดปราน
นอกจากนี้ พระชายาฉู่อ๋องไม่ชอบคบค้าสมาคม หลายคนอยากเข้าหาทว่าไม่มีโอกาส ยามนี้หาได้ยากที่นางจะจัดงานเลี้ยงขึ้นเอง แน่นอนว่าผู้คนต้องกรูกันไปหานาง
คนที่ได้รับเทียบเชิญแน่นอนว่าไปถามข่าวคราว รู้ว่างานเลี้ยงเชิญผู้ใดบ้างจึงเข้าใจถึงเป้าหมายในการจัดงานเลี้ยงของพระชายาฉู่อ๋อง แน่นอนคนที่เข้าใจผิดก็มีไม่น้อย
ไม่คิดว่าพระชายาฉู่อ๋องจัดงานเลี้ยงครั้งแรกจะเพราะอยากเป็นผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์[1]ผูกเชือกแดง[2]หรือ แต่เมื่อนึกถึงเหล่าชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพระชายาฉู่อ๋อง พลันคิดว่าสมเหตุสมผล
ในวังหลวง ขณะที่ฮองเฮานั่งอยู่บนพระที่นั่งก็กวัดแกว่งเทียบเชิญในมือเล่น ก่อนจะส่ายศีรษะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยังคงเป็นพวกเจ้าที่อยู่นอกวังมีอิสระ ข้าอยู่ในวังกลับไม่มีอิสระอันใด กระทั่งอยากไปร่วมสนุกกับอู๋สยาก็ไม่ได้แล้ว” องค์หญิงหลิงอี๋ที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ยามนี้มีเรื่องให้จัดการมากมาย ไหนเลยจะกล้าเอาเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้มารบกวนพระองค์เพคะ” สายตาคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มพาดผ่านจูชูอวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม องค์หญิงหลิงอี๋หันไปเอ่ยกับหนานกงมั่วด้วยรอยยิ้ม “อู๋สยา แม้ว่าเสด็จแม่ของเจ้าจะไม่ว่าง แต่เสด็จอาของเจ้านั้นว่างยิ่งนัก แม้ว่าเสด็จอาของเจ้าอย่างข้าจะมิใช่สตรีหนุ่มสาว แต่เจ้าจะขวางข้าเอาไว้ด้านนอกไม่ได้”
หนานกงมั่วไม่รู้จะทำเช่นไร “พื้นที่เป็นของเสด็จอา ไหนเลยจะกล้าขวางเสด็จอาได้เล่าเพคะ”
“เช่นนั้นเทียบเชิญเล่า” องค์หญิงหลิงอี๋ยื่นมือออกไป “เจ้ารู้จักส่งเทียบเชิญไปให้น้องสะใภ้ทั้งสอง ไยจึงลืมเสด็จอาทั้งสองของเจ้า พี่ห้า ใช่หรือไม่” องค์หญิงฉังผิงจนปัญญา ยิ้มพลางเอ่ย “เทียบเชิญของเจ้าอยู่กับข้า ใครจะรู้ว่าวันนี้เจ้าจะเข้าวัง ข้าบอกกับอู๋สยาว่าเดี๋ยวค่อยเอาไปให้เจ้าก็ได้”
องค์หญิงหลิงอี๋จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มยินดีขึ้นมา “ต้องแบบนี้สิ จัดงานในพื้นที่ของข้าแต่ไม่เชิญข้า ระวังข้าจะโวยวายให้”
หนานกงมั่วรีบเอ่ยมิกล้า
ฮองเฮาจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอายุเพียงนี้แล้ว ไยจึงทำตัวราวกับเด็กเล่า อู๋สยา ได้ยินว่าปกติก็ไม่ชอบออกจากเรือน เชิญคนมามากสักหน่อยก็ดี เพียงแต่…เจ้าคงไม่ได้อยาก…” องค์หญิงหลิงอี๋ป้องปากหัวเราะ เอ่ย “พี่สะใภ้ พระองค์คิดดีไปแล้ว นางมิได้ใจกว้างเพียงนั้น”
หนานกงมั่วยักไหล่ไม่ปฏิเสธ เพียงเอ่ย “ไม่ใช่เพราะว่าหลายปีมานี้ทุกคนต่างก็ยุ่ง หลายเรื่องต้องเสียเวลาไป หม่อมฉันคิดว่าตอนนี้ทุกคนต่างก็ว่าง มารวมตัวกันมากสักหน่อยไม่แน่อาจจะมีเรื่องน่ายินดีก็ได้เพคะ” พระชายาเยี่ยนอ๋องพยักหน้า เอ่ย “พวกฉังเฟิงนั้นอายุไม่น้อยแล้วจริงๆ อีกทั้งพี่ใหญ่ของเจ้า เอ่ยถึงเรื่องนี้…” ฮองเฮามองไปยังหนานกงมั่ว เอ่ย “เมื่อวานฝ่าบาทหารือกับข้า ตรัสว่าจิ้งอานโหวอายุไม่น้อยแล้วคงจะเหงาไม่น้อย อยากพระราชทานสมรสแก่เขา”
หนานกงมั่วหัวใจกระตุก ในเมื่อฮ่องเต้คิดจะพระราชทานสมรส แน่นอนไม่ใช่คนอื่น ยามนี้ในวังองค์หญิงที่มีอายุเหมาะสมคงมีเพียงองค์หญิงหย่งเฉิงเพียงพระองค์เดียว มิใช่หนานกงชวี่ดูถูกองค์หญิงหย่งเฉิง แต่หนานกงมั่วคิดว่าด้วยนิสัยและฐานะของหนานกงชวี่ อยู่ห่างจากเชื้อพระวงศ์ไกลสักหน่อยจะดีกว่า แต่ฮองเฮาไม่ได้เอ่ยชัดเจน คิดว่าคงยังไม่กำหนด
หนานกงมั่วยิ้มบางแล้วจึงเอ่ย “เสด็จแม่เอ่ยถูกแล้ว เรื่องนี้หม่อมฉันเองก็เป็นห่วง เพียงแต่พี่ชายของหม่อมฉันเคย…นิสัยก็ไม่ดี เขาได้แต่งงานไม่ต้องเดียวดายไม่ทำให้ท่านแม่ที่จากไปต้องกังวล เท่านั้นหม่อมฉันก็พอใจแล้วเพคะ”
ฮองเฮาขมวดคิ้ว หนานกงมั่วเอ่ยเช่นนี้ หมายถึงไม่เห็นด้วยที่จะแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์หรือ ทว่าไม่นานพลันปล่อยวาง อู๋สยาเอ่ยไม่ผิด แม้ว่าเมื่อก่อนหย่งเฉิงจะเป็นเชื้อสายรอง แต่ตอนนี้อย่างไรก็เป็นองค์หญิง หนานกงชวี่ดีก็ดี แต่ก็เคยแต่งงานมาแล้ว เป็นถึงองค์หญิงแต่แต่งออกไปเป็นจี้ซื่อคงไม่น่าฟังนัก คิดมาถึงตรงนี้ ความคิดที่จะเอ่ยเรื่องนี้จึงลดลง
ฮองเฮายิ้มพลางเอ่ย “ช่างเถิด ต่อไปมีเรื่องอันใดสนุกๆ ก็เข้ามาเล่าให้ข้าฟัง ยามนี้ข้าคงคาดหวังได้แต่กับพวกเจ้าแล้ว” เป็นฮองเฮามารดาของแผ่นดินแน่นอนว่ายิ่งใหญ่ แต่ก็น่าเบื่อ เมื่อก่อนอยู่โยวโจวยังออกไปเดินเล่นในเมืองนอกเมืองได้ ยามนี้กลับได้อยู่ได้แต่ในวังหลวง ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ง่ายๆ หากต้องการพบใครสักคนยังต้องส่งคนออกไปบอก อีกฝ่ายต้องแต่งเนื้อแต่งตัวตามกฎแล้วจึงเข้าวังหลวงมาได้ แม้แต่จำนวนครั้งยังมีจำกัด หากเจอบ่อยคงเป็นขี้ปากของขุนนางเหล่านั้น ทำได้เพียงเล่นกับเหล่าสนมที่เดิมทีนางไม่เคยเหลือบมองเลยสักครั้ง
แม้แต่จะอุ้มเด็กเข้าวังหลวงมายังไม่ได้ เซียวเชียนชื่อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว เซียวเชียนเหว่ยไม่มี เซียวเชียนจย่งมีบุตรชายหนึ่งคน เด็กตัวเล็กๆ จะอยู่ห่างจากมารดาได้เช่นไร
“เอ่ยถึงเรื่องนี้ พี่สะใภ้ การแต่งงานของเชียนชื่อพี่สะใภ้มีแผนเยี่ยงไรเพคะ” องค์หญิงฉังผิงเอ่ยถาม
เรื่องการแต่งงานของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่ยามนี้มีคนจับจ้องเซียวเชียนชื่อไม่น้อย อย่างไรตำแหน่งพระชายาก็คงจะเหลือเพียงเท่านี้แล้ว คนต่อไปอย่างน้อยต้องรออีกสิบห้าปี จะรอได้ถึงตอนนั้นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง
เอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานของบุตรชาย ฮองเฮาพลันสดใสขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองก็กำลังอยากขอความคิดเห็นจากน้องสาวทั้งสอง อย่างไรพวกเจ้าก็รู้จักสตรีในจินหลิงบ้าง”
คนอื่นๆ ก็ตั้งใจฟัง คนที่ฮองเฮาเลือกให้เซียวเชียนชื่อแน่นอนว่าชาติตระกูลไม่เลวอย่างแน่นอน บุตรีคนโตของซินอานโหว อู่จี๋ และบุตรสาวคนเล็กของหัวหน้าทงเจิ้ง[3]ฝ่ายขวาหวังเห่า ซินอานโหวเป็นคนเก่าแก่ที่ติดตามฮ่องเต้ ไม่ได้มีตำแหน่งสูงเป็นกั๋วกงอย่างพวกเฉินอวี้ แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท หวังเห่าเป็นขุนนางที่ติดตามมาจากโยวโจวเช่นเดียวกัน หลายปีมานี้ฮ่องเต้นำทัพอยู่นอกโยวโจว หวังเห่าก็เป็นหนึ่งในคนที่นั่งปกครองโยวโจว มิเช่นนั้นคงไม่อาจได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นขุนนางขั้นสามระดับสูงหลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ในทันที ที่สำคัญก็คือคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ฝ่าบาทเชื่อใจ ฮองเฮาเลือกสองตระกูลนี้ก็เป็นการแสดงท่าทีต่อฮ่องเต้ ไม่ได้มีความคิดหาพวกให้กับองค์ชายรอง คิดอยากหาพวก คงไม่คิดลงมือกับคนสนิทของฝ่าบาทอย่างแน่นอน
คนอื่นๆ แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงปัญหานี้ จูชูอวี้พ่นลมหายใจ แม้ก่อนหน้านี้ลืมไปแล้วว่าฮองเฮาต้องเลือกพระชายาแทนเซียวเชียนชื่อ หากฮองเฮาเลือกคนที่นางเลือกแทนเซียวเชียนเหว่ย เช่นนั้นคงมีปัญหาแล้ว
ฮองเฮาเห็นสีหน้าของจูชูอวี้ เอ่ยถาม “พระชายาเจิ้งเฟย เจ้ามีสิ่งใดอยากเอ่ยหรือไม่”
จูชูอวี้หลุบตาลง เอ่ยอย่างนอบน้อม “ทูลฮองเฮา ลูกแต่งงานกับท่านอ๋องมาหลายปี ยามนี้ยังไม่มีบุตร ลูก…ละอายใจยิ่งนักเพคะ ด้วยเหตุนี้จึงอยากเลือกคนใหม่ๆ เข้ามาในจวน และจะได้ช่วยให้เชื้อพระวงศ์ได้ผลิดอกออกผลด้วยเพคะ”
[1] ผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์ กามเทพหรือเทพผู้บันดาลรักและการแต่งงานตามความเชื่อของชาวจีน
[2] เชือกแดง ชาวจีนเชื่อว่าคนที่เป็นเนื้อคู่หรือเกิดมาคู่กันจะมีเชือกสีแดงผุกเชื่อมกันไว้และจะค่อยๆ ดึงเข้าหากันจนได้มาเจอกันและครองคู่กันในที่สุด
[3] ทงเจิ้ง ส่วนราชการที่มีหน้าที่รับ-ส่งหนังสือราชการระหว่างส่วนกลางและภูมิภาคในสมัยราชวงศ์หมิง