หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1163 พาข้าไปด้วย (2)
ตอนที่ 1163 พาข้าไปด้วย (2)
เดิมทีหนานกงมั่วยังนึกว่าอานอานจะยืนหยัดไปได้ไม่กี่วันคงเลิกราแล้ว ไม่คิดว่าอานอานจะคิดว่าตนเองเป็นนักเรียนไปแล้วจริงๆ ตื่นเช้าขึ้นมาแต่เช้าทุกวันก็จะไปสำนักศึกษา หากมิใช่เพราะเขาอายุยังน้อยทำให้หนานกงมั่วไม่ยินยอม ไม่แน่ว่าคงไปพักอยู่ที่สำนักศึกษากับเหล่าบัณฑิตแล้ว แม้กระทั่งฝ่าบาทได้ยินข่าวจึงจะส่งอาจารย์มาสอนที่จวน ก็ไม่อาจห้ามความกระตือรือร้นจะไปสำนักศึกษาของอานอานได้
ซุนเหยียนเอ๋อร์นึกภาพอานอานที่ชอบถือตำรา กับบุตรชายของตนที่มักจะนอนๆ เล่นๆ แล้วหัวเราะออกมา แม้คังเอ๋อร์จะไม่ได้ฉลาดอย่างอานอาน แต่ในสายตาของคนเป็นมารดา ลูกคนอื่นฉลาดเพียงใดก็ไม่อาจน่ารักได้เท่าลูกของตนเอง
จูชูอวี้พูดคุยกับฮูหยินด้านข้างก่อนจะหันกลับมามองทั้งสองที่กำลังกระซิบพูดคุยกัน ยิ้มพลางเอ่ย “พี่สะใภ้ใหญ่และน้องสะใภ้คุยอันใดกันหรือ ยินดีเพียงนี้”
ซุนเหยียนเอ๋อร์ยิ้มเอ่ย “พี่สะใภ้กำลังถามถึงคังเอ๋อร์เพคะ”
องค์หญิงหลิงอี๋ถอนหายใจ เอ่ย “เด็กอย่างพวกเจ้า นั่งอยู่ด้วยกันก็คุยเรื่องลูก เช่นนี้ทำข้าอิจฉาแล้ว”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่ใดกันเล่าเพคะ ลูกๆ ของพวกเราก็เป็นหลานของเสด็จอามิใช่หรือเพคะ”
องค์หญิงหลิงอี๋กลอกตา “เช่นนั้นเจ้าก็ส่งอานอานและเยาเยามาอยู่ที่จวนข้าสักสองสามวันเสียสิ”
ทุกคนหัวเราะขึ้นมา ทว่ามีสายตาหลายคนลอบมองไปยังจูชูอวี้ ยามนี้นอกจากองค์ชายรองที่ไม่มีพระชายา พระชายาองค์ชายใหญ่และพระชายาองค์ชายสี่ต่างก็มีบุตรชายเชื้อสายหลักกันแล้ว มีเพียงองค์ชายสามเจิ้งอ๋องที่แต่งงานพร้อมกันกับกับองค์ชายสี่ทว่ายามนี้ยังไม่มีบุตร แม้แต่เชื้อสายรองก็ยังไม่มี เพียงแต่เช่นนี้เท่ากับว่าสตรีในจวนพวกนางยังมีโอกาสมิใช่หรือ
ผู้คนนั่งคุยกันอยู่ชั่วครู่ องค์หญิงหลิงอี๋จึงเสนอให้ทุกคนออกไปเดินเล่น ดูว่าคนหนุ่มสาวกำลังเล่นอันใดกัน เดิมทีทุกคนก็มาเพื่อเกี่ยวดอง แน่นอนว่าต่างก็เห็นด้วย ดังนั้นทุกคนจึงเดินออกไปยังด้านนอกไปยังป่าเหมย
พื้นที่ของป่าเหมยกว้างขวาง จุดชมวิวต่างๆ กระจายไปทั่วทั้งสวน เหล่าฮูหยินถามไถ่ถึงบุตรสาวของตนก็แยกย้ายกันออกไป
หนานกงมั่วถามถึงที่ที่เซี่ยเพ่ยหยวนอยู่ จากนั้นจึงเอ่ยลาองค์หญิงฉังผิงเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าเหมย
เดินเชื่องช้าอยู่ในป่าเหมย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และกิ่งไม้ค่อยๆ ผ่านไป หนานกงมั่วสูดหายใจเข้าลึกอย่างอดไม่ได้ กลิ่นหอมเข้าจมูก ทำให้คนสดชื่น หนานกงมั่วกลับไม่ได้เจอเหล่าเซี่ยเพ่ยหวนก่อน แต่ว่ามองเห็นเซวียเสียวเสี่ยวและหนานกงชวี่ ได้ยินเสียงคุ้นหูมาจากด้านหน้า คิ้วสวยของหนานกงมั่วเลิกขึ้น ถีบตัวลอยขึ้นไปบนกิ่งของต้นเหมยที่มีอายุกว่ายี่สิบปี กิ่งก้านของดอกสีขาวแตกยื่นออกไป วันนี้หนานกงมั่วอยู่ในอาภรณ์สีขาวปักเลื่อมเงิน อีกทั้งวรยุทธ์ของนางยังดี ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มดอกไม้สีขาวได้อย่างมิดชิด แน่นอนว่าไม่ได้ทำให้ทั้งสองคนรู้ตัว
เซวียเสียวเสี่ยวยังคงอยู่ในอาภรณ์สีแดงสดใส ใบหน้าสวยมีความเขินอาย หนานกงชวี่อยู่ในอาภรณ์สีฟ้าคราม ใบหน้าหล่อเหลา สีหน้าเรียบนิ่ง
“หนานกงชวี่…หนานกงชวี่…”
หนานกงชวี่หยุดเท้า หันไปมองนางราวกับกำลังถามว่าอยากเอ่ยสิ่งใด
เซวียเสียวเสี่ยวกำแขนเสื้อเอาไว้ รู้สึกขวยเขินอย่างหาได้ยาก “เอ่อ…ไยท่านจึงเปลี่ยนความตั้งใจเล่า”
หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว “ข้าเปลี่ยนความตั้งใจตั้งแต่เมื่อใด”
เซวียเสียวเสี่ยวได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าพลันซีดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “เช่นนั้น…เช่นนั้น พระชายาฉู่อ๋องมาที่ตระกูลเซวีย…เป็นความตั้งใจของนางหรือ” คิดมาถึงตรงนี้ เซวียเสียวเสี่ยวแทบอยากขุดหลุมและมุดลงไป เดิมทีขอแต่งงานก็ถูกเขาปฏิเสธแล้วนั่นนับว่าขายหน้ามากแล้ว ยามนี้นางยังวิ่งมาตอแยเขาอีก หนานกงชวี่จะคิดว่านางหน้าหนาไปหรือไม่
แม้ความฉลาดทางอารมณ์หนานกงชวี่จะต่ำ แต่ก็ดูสีหน้าคนออก เห็นท่าทางของเซวียเสียวเสี่ยวย่อมรู้ว่าไม่ปกติ เอ่ย “ไม่ เป็นข้าที่ขอให้นางไป”
“หา” เซวียเสียวเสี่ยวใบหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าไม่มีสติ
หนานกงชวี่เอ่ย “เป็นข้าที่ขอให้มั่วเอ๋อร์ไปเอ่ยเรื่องแต่งงานกับตระกูลเซวีย”
“ทำ ทำไมเล่า” เซวียเสียวเสี่ยวเอ่ยถามติดๆ ขัดๆ
หนานกงชวี่เอ่ย “เจ้าถามข้าว่าจะแต่งกับเจ้าหรือไม่มิใช่หรือ”
“ใช่” ดวงตาเซวียเสียวเสี่ยวกลอกไปมา แล้วเช่นไรเล่า
หนานกงชวี่เอ่ย “ข้าแต่ง”
“…” ป่าเหมยเข้าสู่ความเงียบ เซวียเสียวเสี่ยวพูดไม่ออก เพียงเบิกตาโตมองบุรุษตรงหน้า หนานกงชวี่เองก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดกับหญิงสาว ทำได้เพียงนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
หนานกงมั่วพิงตัวกับกิ่งไม้ มองสองคนด้านล่างที่เอาแต่ยืนมองกันกระทั่งอยากกลอกตา สองคนนี้อย่างน้อยก็รู้จักกันมาเป็นเวลาไม่น้อยแล้ว เมื่อครั้งที่นางและเว่ยจวินมั่วรู้จักกันครั้งแรกก็คงไม่ลำบากเยี่ยงนี้กระมัง คงจะ…ใช่กระมัง
รอแล้วรอเล่า เห็นทั้งสองไม่คิดจะเอ่ยปาก หนานกงมั่วจึงถูจมูก กระแอมไอออกมา ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางดอกไม้กลิ่นหอมไม่ผิด แต่ก็ทำให้นางรู้สึกคันไปด้วย
ทั้งสองคนด้านล่างได้ยินเสียงกระแอมไอจึงเงยหน้าขึ้นมา มองเห็นหนานกงมั่วโผล่หน้าออกจากกิ่งไม้ด้วยรอยยิ้ม
“พระ…พระชายาฉู่อ๋อง” ใบหน้าของเซวียเสียวเสี่ยวแดงระเรื่อ
หนานกงมั่วยักไหล่ “ข้าเพียงเดินผ่านมาเท่านั้น”
หนานกงมั่วลอยตัวลงมาจากบนต้นไม้ เอ่ยขออภัย “ข้าไม่ได้อยากรบกวนพวกเจ้า เพียงแต่…ต่อให้พวกเจ้าคิดจะจ้องตากันไปจนฟ้าดินสลาย ข้าเกรงว่าข้าคงไม่ทันระวังได้ตกจากกิ่งไม้ก่อน หรือว่า…พวกเจ้าจ้องตากันต่อ ให้ข้าไปก่อน” เซวียเสียวเสี่ยวรีบกอดแขนข้างหนึ่งของหนานกงมั่วเอาไว้ “ไม่ต้องไป”
“หืม” หนานกงมั่วไม่เข้าใจ
เซวียเสียวเสี่ยวกระทืบเท้าร้อนใจ ลอบมองหนานกงชวี่ เอ่ย “ข้า ข้าบังเอิญเจอกับหนานกงชวี่ พวกเรา…พวกเราไม่มีสิ่งใดจะเอ่ย…พระชายาฉู่อ๋อง พวกเราไปหาพวกพี่ซีเอ๋อร์กันหรือไม่”
ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยหรือ หนานกงมั่วเลิกคิ้วมองไปยังหนานกงชวี่ ยังไม่แต่งงานก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยแล้ว ต่อไปจะทำเยี่ยงไร
คิ้วคมของหนานกงชวี่เลิกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ากลับยังคงไร้ความรู้สึก แต่ไม่รู้ทำไม เซวียเสียวเสี่ยวกลับรู้สึกว่าขนลุก ยิ่งมุดตัวซ่อนอยู่ด้านหลังหนานกงมั่วแม้แต่ศีรษะยังไม่กล้ายื่นออกมา
หนานกงชวี่เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าไปเถิด”
“อ้อ ได้” เซวียเสียวเสี่ยวรับพยักหน้า ดึงหนานกงมั่วพลางเอ่ย “พระชายาฉู่อ๋อง พวกเรารีบไปกันเถิด”
ยังไม่ทันก้าวถึงสองก้าวก็ถูกจับเอาไว้ เสียงหนานกงชวี่ดังขึ้นอีกครั้ง “มั่วเอ๋อร์ เจ้าไป เจ้าอยู่ก่อน”
“หา”
หนานกงมั่วหันไปยักไหล่ขอโทษนาง ยิ้มร่าพลางโบกมือให้พวกเขา จากนั้นหมุนตัวเดินไปยังทิศทางที่มีเสียงผู้คน ไม่สนใจสายตาอ้อนวอนของเซวียเสียวเสี่ยวที่อยู่ด้านหลัง พระชายาฉู่อ๋อง อย่าไปนะ พาข้าไปด้วย