หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1164 พ่อสื่อ (1)
ตอนที่ 1164 พ่อสื่อ (1)
ผ่านป่าดอกเหมยสีขาวออกมา มีภูเขาจำลองที่มีหินซ้อนกันเป็นรูปร่างแปลกประหลาด ด้านล่างภูเขาจำลองมีดอกเหมยสีแดงอยู่ไม่กี่ต้น ดอกเหมยสีแดงนั้นออกดอกค่อนข้างช้า แม้จะมีคนสวนที่มีความชำนาญคอยดูแลอย่างดี ยามนี้ต้นเหมยเหล่านี้ก็ยังคงเป็นดอกตูม มีเพียงไม่กี่กิ่งเท่านั้นที่บานออกมา แต่ต้นเหมยสีแดงซ่อนอยู่ในป่าเหมยสีขาวยิ่งทำให้โดดเด่นขึ้นมาหลายเท่า ด้านหลังเขาจำลองเป็นป่าไผ่ แม้ว่ายามนี้จะเป็นต้นฤดูหนาวทว่าต้นไผ่ยังคงเขียวขจี เหมยขาวเหมยแดง ต้นไผ่เขาหิน เป็นทิวทัศน์ที่งดงาม ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกถึงความเหน็บหนาวของต้นฤดูหนาว ทว่ากลับอบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
ด้านล่างของเขาจำลองมีโต๊ะเก้าอี้จัดวางอยู่หลายตัว เหล่าคุณหนูที่ชื่นชอบทิวทัศน์ของที่นี่ต่างนั่งรวมกันสามคนบ้างสองคนบ้าง ร่วมชื่นชมดอกไม้ด้วยกัน ดื่มด่ำกับภาพบรรยากาศตรงหน้า
ห่างออกไป หนานกงมั่วมองเห็นเซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีกำลังนั่งคุยกัน เพียงแต่รอบข้างมีสตรีไม่น้อย หนานกงมั่วลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายจึงเรียกสาวใช้มาหนึ่งคน สาวใช้ผู้นั้นรีบเดินเข้าไปหาเซี่ยเพ่ยหวนและเอ่ยกระซิบเบาๆ ไม่กี่ประโยค เซี่ยเพ่ยหวนพยักหน้า จากนั้นจึงจูงมือฉินซีเดินออกมาจากป่าเหมย
มองเห็นหนานกงมั่วที่พิงอยู่ใต้ต้นดอกเหมย เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ยด้วยรอยยิ้มขึ้นมา “อย่างไรเจ้าก็เป็นแม่งาน ไยจึงทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นี่เล่า”
หนานกงมั่วจนปัญญา “หากข้าเดินเข้าไปจะไม่รบกวนเหล่าสตรีหรืออย่างไร ให้พวกเขาได้มีอิสระผ่อนคลายสักหน่อยเถิด”
ฉินซีพยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถูกแล้ว งานเลี้ยงที่ผ่านมาไม่ดูละครดื่มชาก็ประชันบทกวี ประชันความสามารถ ที่น่าสนุกสักหน่อยก็คงเป็นการปาลูกดอกลงเป้า อย่างไรก็มีจำกัด ของมั่วเอ๋อร์เช่นนี้ดีแล้ว ต่อไปข้าจัดงานเลี้ยงชมดอกไม้ก็จะจัดเช่นนี้”
ความจริงก็ไม่ได้มีสิ่งใดมากไปกว่างานเลี้ยงอื่นๆ มากนัก เพียงแต่เป็นอิสระเท่านั้น ชอบหมาก ฉิน เขียนอักษร วาดภาพก็ไปประชันความสามารถ ชอบการละเล่นก็ไปเล่นด้วยกัน ชอบชมละคร ดื่มชาบนเรือนก็กำลังมีการแสดง อีกทั้งพื้นที่ต่างๆ ในจวนล้วนมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ ชาของว่างมีมาไม่ขาด ไม่มีการรวมอยู่ด้วยกันและชักกระบี่ออกมาว่าใครสูงใครต่ำ แน่นอนว่าส่วนใหญ่ต่างคนต่างอยู่ในแบบของตน
เพราะเหตุนี้ บ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ในสวนดอกเหมยแห่งนี้จึงมีมากกว่าปกติทั่วไปหลายเท่า เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าที่ใดเวลาใดก็มีคนคอยปรนนิบัติดูแลตลอดเวลา หนึ่งเพื่อให้แขกสะดวกสบาย สองเพื่อความปลอดภัย สวนดอกเหมยไม่เล็ก และแขกส่วนใหญ่ที่มาคือคุณหนูคุณชายที่ยังไม่แต่งงาน ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นหรือมีการปะทะกันก็คงไม่ดีทั้งนั้น
เซี่ยเพ่ยหวนเองก็พยักหน้าตาม เดิมทีงานเลี้ยงเช่นนี้มักจะเป็นการแข่งขันสตรีที่มีความสามารถอันดับหนึ่งอันใดอย่างนั้น และเหล่าคุณหนูต่างก็ไปร่ำเรียนมาเพื่อการจัดอันดับเหล่านี้ งานเลี้ยงดีๆ ทำราวกับสนามรบ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ปล่อยใจไปกับเจ้าสักหน่อยเถิด” เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จริงสิ เมื่อครู่เสียวเสี่ยววิ่งออกไป ไม่รู้ว่าวิ่งไปที่ใด”
หนานกงมั่วยกมือป้องปากหัวเราะเสียงเบา “ไม่ต้องกังวล เมื่อครู่ข้าเพิ่งบังเอิญเจอพวกเขา”
“พวกเขาหรือ” เซี่ยเพ่ยหวนเข้าใจทันใด
หนานกงมั่วจูงมือพวกนางซ้ายขวา เอ่ย “ไปเถิด พวกเราก็ไปดูว่ามีอันใดสนุกๆ เล่นบ้าง”
เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ย “นี่เป็นสิ่งที่เจ้าจัดเตรียม เจ้าจะไม่รู้ได้หรือว่ามีสิ่งใดสนุกหรือไม่”
หนานกงมั่วยักไหล่ “ข้าไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอก”
นางไม่มีทางดูละเอียดไปได้เสียทุกเรื่อง บางอย่างเพียงออกคำสั่งให้บ่าวรับใช้ไปจัดการก็เท่านั้น
เซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีเองก็รู้สึกสนอกสนใจขึ้นมา ยอมปล่อยให้หนานกงมั่วลากไป
ทั้งสามคนเดินเชื่องช้าอยู่ในสวนดอกเหมย ระหว่างนั้นเห็นบุรุษสตรีหลายคนที่กำลังเดินเล่นอยู่ด้วยกัน ในเมื่องานเลี้ยงนี้เรียกได้ว่าเป็นงานเลี้ยงหาคู่แน่นอนจึงไม่กีดกันให้ชายหญิงได้ทำความรู้จักกัน เพียงแต่ทุกคนต่างเป็นตระกูลขุนนาง ใช่ว่าจะไม่เข้าใจธรรมเนียม แม้จะเป็นชายหญิงที่อยู่กันตามลำพัง แน่นอนว่าต้องมีบ่าวรับใช้คอยเดินตามทิ้งระยะห่างเจ็ดแปดก้าว ยิ่งไปกว่านั้นในสวนยังมีสาวใช้ที่เดินยกน้ำชาของว่างไปมาอยู่เรื่อยๆ ไม่มีคนไม่รู้จักวางตัววิ่งไปอยู่กันตามลำพังโดยไร้ผู้คนอย่างแน่นอน
เมื่อพบคนเหล่านี้หนานกงมั่วทั้งสามคนก็หลบเลี่ยงไปอย่างใจดี เพื่อจะได้ไม่เข้าไปรบกวนพวกเขาที่กำลังอยู่ด้วยกัน
“เหมือนข้าจะได้ยิน…เสียงของลิ่นฉังเฟิง” หนานกงมั่วพลันหยุดเท้า เบี่ยงหูตั้งใจฟังพร้อมเอ่ยเสียงเบา
“คุณชายฉังเฟิงหรือ” เซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีชะงัก เงี่ยหูฟังด้วยความสงสัยตามไปด้วย ทว่าไม่ได้ยินสิ่งใด
หนานกงมั่วชี้ไปยังทางที่เสียงดังมา เอ่ย “พวกเราไปดูสักหน่อย”
“ไม่ดีกระมัง” เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ย “เกิดว่าคุณชายฉังเฟิง…พวกเราเข้าไปจะไม่เป็นการรบกวนเขาหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ข้าคิดว่า…พวกเขาดูกำลังใจร้อน” แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ แต่ทำให้หนานกงมั่วได้ยินเสียงของพวกเขาได้แน่นอนว่าเสียงอีกฝ่ายไม่ได้เบาอย่างแน่นอน อีกทั้งด้วยนิสัยของลิ่นฉังเฟิง หากมีคนที่ชอบคงรีบมาอวดและขอให้ไปสู่ขอให้แทบไม่ทัน ยังจะหลบๆ ซ่อนๆ อยู่หรือ
ฉินซีพยักหน้าพลางเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราแอบเดินไปดูดีหรือไม่” เกิดมีความเข้าใจผิด จะได้รีบแยก
หนานกงมั่วไม่ได้บอกกับฉินซี สำหรับยอดฝีมืออย่างลิ่นฉังเฟิง อย่างน้อยเมื่อเซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีกำลังอยู่ตรงหน้าเขาย่อมไม่มีคำว่าแอบ
ทั้งสามเดินไปชั่วครู่ ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของลิ่นฉังเฟิงจริงๆ “…ไสหัวไป”
“พี่ใหญ่” น้ำเสียงหงุดหงิดของสตรีบอบบางผู้นั้นเอ่ยขึ้น “ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็เป็นลูกหลานของตระกูลลิ่น ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
ที่แท้ก็เป็นคนของตระกูลลิ่นหรือ ทั้งสามคนมองสบตากันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา มาเจอเขากำลังจัดการปัญหาครอบครัวเสียแล้ว
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มเย็น “ลูกหลานตระกูลลิ่นหรือ คุณชายข้าไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลลิ่นของพวกเจ้า ต่อให้มี ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า เจ้าคงไม่ใช่แต่งไม่ออกใช่หรือไม่ จะให้ข้าเป็นพ่อสื่อให้เจ้าหรือ ใครใช้ให้เจ้ากล้าเพียงนี้ ถึงคิดว่าข้าจะไปช่วยเป็นกุยกง[1]”
ปากร้ายเสียจริง
หนานกงมั่วถอนหายใจ นางกับเว่ยจวินมั่วรังแกลิ่นฉังเฟิงมานานหลายปี ไม่คิดว่าการต่อสู้ของคุณชายฉังเฟิงจะโหดเหี้ยมเพียงนี้
เซี่ยเพ่ยหวนครุ่นคิด เอ่ยกระซิบทั้งสองคน “เป็นคุณหนูหกตระกูลลิ่น บุตรีเชื้อสายหลักของนายท่านลิ่น ปีนี้อายุสิบห้า นางไม่น่าจะไม่คุ้นเคยกับลิ่นฉังเฟิงถึงจะถูก”
แม้ลิ่นฉังเฟิงจะเพิ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูลลิ่นอย่างจริงจังเมื่อห้าปีก่อน แต่เขาตีตัวออกห่างจากครอบครัวอยู่ตัวคนเดียวมานานหลายปีแล้ว มิเช่นนั้นมีตระกูลลิ่นมองอยู่เขาคงไม่มีเวลามาท่องยุทธภพไปกับเว่ยจวินมั่ว อีกทั้งยังช่วยเว่ยจวินมั่วดูแลวังจื่อเซียว เมื่อครั้งที่ลิ่นฉังเฟิงแยกตัวออกจากตระกูล คุณหนูหกผู้นี้เกรงว่าแม้แต่จำก็คงจะจำไม่ได้
ฉินซีเอ่ยอยางเกรงใจ “พวกเราไปกันเถิด เกิดคุณชายฉังเฟิงจับได้ คงกระอักกระอ่วน”
หนานกงมั่วลูบจมูก ลิ่นฉังเฟิงจับได้แล้ว
“รอดูอีกสักหน่อยเถิด ฟังว่าคนที่ตระกูลลิ่นอยากให้ลิ่นฉังเฟิงช่วยคุณหนูหก…ผู้นั้นเป็นใครกัน” หนานกงมั่วเอ่ย
ดังนั้น ทั้งสามคนจึงย่อตัวนั่งลงหลังพุ่มดอกมะลิ ใช้พุ่มดอกไม้สีขาวซ่อนตัว หนานกงมั่วมองลอดพุ่มดอกไม้ไปยังริมทะเลสาบ คุณชายฉังเฟิงท่าทางสง่างาม เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลายามนี้เต็มไปด้วยความโกรธและรังเกียจ ก้มลงไปมองสตรีที่อยู่ตรงหน้าทำให้หนานกงมั่วคิดสงสัยว่าอีกไม่กี่เค่อเขาคงเตะคนลงทะเลสาบไป
[1] กุยกง (เต่าตัวผู้) ใช้เรียกผู้ชายที่ทำงานอยู่ในซ่องโสเภณีค่ะ