หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1171 ปมในใจของเสียนเกอ (2)
ตอนที่ 1171 ปมในใจของเสียนเกอ (2)
คุณชายเสียนเกอหันกลับมามองสำรวจฉินซี ดวงตาฉายแววประหลาดใจ ไม่นานพลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็น “เกี่ยวอันใดกับเจ้า”
สีหน้าของฉินซีขาวซีด หลุบตาลง “ขออภัยด้วย”
คุณชายเสียนเกอไม่มองนางอีก หันหลังกลับเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เพิ่งเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง คล้ายสิ่งใดร่วงหล่นลงพื้น ลังเลอยู่ชั่วครู่ คุณชายเสียนเกอจึงหันกลับไปมอง มองเห็นฉินซีที่เดิมยืนอยู่ไม่ไกลยามนี้ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน
คุณชายเสียนเกอสบถขึ้นมา สาวเท้าเดินเข้าไปประคองนางขึ้นมา ทว่าใบหน้าของฉินซีซีดขาวดวงตาปิดสนิท เหงื่อซึมทั่วทั้งขมับ เห็นได้ชัดว่าสลบไปแล้ว คุณชายเสียนเกอประคองนางขึ้นมาจับชีพจรที่ข้อมือ ดูเหมือนจะได้รับความตื่นตกใจเกินไปจนเป็นลม ในเมื่อหวาดกลัวเพียงนี้แล้วยังจะมาเอ่ยไร้สาระอยู่ตรงหน้าเขาอยู่ทำไมกัน เขาน่ากลัวเพียงนั้นเลยหรือ
ใบหน้าหล่อเหลามีแววไม่พอใจ แต่คุณชายเสียนเกอยังคงโน้มตัวลงไปช้อนอุ้มนางขึ้นมา เดินตรงออกไปนอกป่าเหมย
หนานกงมั่วกลับมาถึงศาลาเล็กยิ่งครื้นเครงมากขึ้น องค์หญิงฉังผิงเองก็เดินเล่นจนมาถึงที่นี่ มีเหล่าสตรีที่พบเจอระหว่างทางมาด้วยกัน เซวียฮูหยินเจอหนานกงชวี่และเซวียเสียวเสี่ยวแล้ว เห็นสายตาของเซวียฮูหยินเห็นได้ว่าพึงพอใจต่อหนานกงชวี่เป็นอย่างยิ่ง ทว่าเซวียเสียวเสี่ยวนั้นยืนอยู่ข้างกายเซวียฮูหยินอย่างว่าง่าย ดูเรียบร้อยอ่อนหวานราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ เพียงแต่สายตาลอบมองไปยังหนานกงชวี่พร้อมแก้มที่แดงระเรื่อทั้งสองข้างเผยออกมาให้เห็น
“อู๋สยา มานี่สิ” เห็นนางกลับมา องค์หญิงฉังผิงจึงกวักมือเรียกด้วยความดีใจ
หนานกงมั่วรีบเดินเข้ามา “เสด็จอา เสด็จอาหลิงอี๋ ทุกท่าน ดูแลไม่ดีแล้ว”
ทุกคนรีบเอ่ยว่าพระชายาเกรงใจแล้ว มองดูสีหน้าของฮูหยินเหล่านั้น หนานกงมั่วรู้สึกว่าพวกนางคงไม่รู้สึกว่านางดูแลไม่ดีจริงๆ หรืออาจเอ่ยได้ว่า ค่อนข้างคุ้มค่าอย่างนั้นหรือไม่
องค์หญิงฉังผิงจูงมือหนานกงมั่วมานั่งลงด้านข้าง หนานกงมั่วมองไปยังเว่ยจวินมั่วที่กำลังพูดคุยกับผู้คน ส่งสายตาบอกเขาว่าไม่เป็นไรจากนั้นจึงนั่งลง จากนั้นหันไปมองรอบๆ มองไม่เห็นแม้แต่เงาของฉินซีและเซี่ยเพ่ยหวน สาวใช้ด้านข้างเดินเข้ามากระซิบรายงาน “คุณหนูฉินสี่อยากหาพื้นที่สงบอยู่สักพักเจ้าค่ะ คุณหนูเซี่ยสามออกไปกับเซี่ยโหวฮูหยินและคุณชายสิบสองแล้วเจ้าค่ะ” เซี่ยโหวฮูหยินมางานนี้ไม่ได้เพื่อเซี่ยเพ่ยหวนเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกันยังวางแผนหาภรรยาที่เหมาะสมให้คุณชายสิบสองด้วย คงจะมีตัวเลือกที่เหมาะสมแล้วกระมัง
หนานกงมั่วพยักหน้า ส่งยิ้มให้เซวียเสียวเสี่ยวที่นั่งอยู่ด้านข้างเซวียฮูหยิน เซวียเสียวเสี่ยวนึกถึงเมื่อครู่ที่เจอกับหนานกงมั่วในสวนดอกเหมยขึ้นมา ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อหลบอยู่ด้านหลังเซวียฮูหยินไม่กล้าโผล่หน้าออกมา โชคดีผู้คนที่นั่งอยู่ต่างพากันพูดคุยสนุกสนาน หรือบางคนกำลังมองพิจารณาคุณหนูคุณชายที่อยู่ไม่ไกล จึงไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีของนาง
จูชูอวี้ชิมขนมของว่างประณีตด้านข้าง พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลด้วยรอยยิ้ม “ฉลองตรุษจีนแล้ว เกรงว่าเมืองจินหลิงคงมีเรื่องมงคลไม่ขาด งานเลี้ยงชมดอกเหมยของพี่สะใภ้ใหญ่ต่อไปคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นงานเลี้ยงผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์แล้ว”
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “น้องสะใภ้ล้อเล่นแล้ว เพียงมีเวลาว่างจึงได้ชวนทุกคนมาร่วมดื่มกินด้วยกันเท่านั้น”
จูชูอวี้ยิ้มพลางเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็ได้รับความกรุณาจากพี่สะใภ้ น้องสะใภ้สี่ เจ้าว่าใช่หรือไม่”
ซุนเหยียนเอ๋อร์ที่ถูกลากเข้ามาเม้มริมฝีปากด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “ได้ชมความงามของดอกเหมยแรกของฤดูหนาวนี้ แน่นอนว่าทุกคนได้รับความกรุณาจากพี่สะใภ้เพคะ”
รอยยิ้มบนริมฝีปากของจูชูอวี้ชะงัก เหลือบมองซุนเหยียนเอ๋อร์ด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าน่าเสียดายซุนเหยียนเอ๋อร์ก้มหน้าลงไปจิบชาเสียแล้ว องค์หญิงหลิงอี๋กลับรู้สึกสนุก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อู๋สยาไม่ต้องถ่อมตัว หากมีใครได้แต่งงานกันเพราะงานครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องดี แน่นอนว่าต้องขอบคุณอู๋สยา อย่างน้อยก็ต้องเชิญไปดื่มสุรามงคล เซวียฮูหยิน ใช่หรือไม่”
เซวียฮูหยินยิ้มไม่เอ่ยวาจา
องค์หญิงฉังผิงถอนหายใจ เอ่ย “ไหนเลยเซวียฮูหยินจะต้องเชิญอู๋สยาไปดื่มสุรามงคลเล่า”
องค์หญิงหลิงอี๋กะพริบตา พลันเข้าใจทันที รีบเอ่ยขึ้น “จริงสิ ต่อไปก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วมิใช่หรือ”
เอ่ยออกมาโจ่งแจ้งเยี่ยงนี้ ทุกคนพลันเข้าใจ แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนได้ยินข่าวนี้มาก่อน แต่ยามนี้มีองค์หญิงฉังผิงและองค์หญิงหลิงอี๋เอ่ยปากด้วยตนเอง ทุกคนจึงมั่นใจ ตระกูลเซวียและตระกูลหนานกงจะได้เกี่ยวดองกันจริงๆ แล้ว
บรรดาฮูหยินทยอยเข้ามาแสดงความยินดีกับเซวียฮูหยิน เซวียฮูหยินเองก็น้อมรับด้วยความยินดี วันนี้เมื่อนางได้เห็นก็รู้สึกพึงพอใจต่อหนานกงชวี่เป็นอย่างยิ่ง แม้จะเย็นชาไปสักหน่อย อายุมากไปสักหน่อย แต่ว่านิสัยของฉู่อ๋องเองก็เย็นชามิใช่หรือ อายุเองก็มากกว่าพระชายาฉู่อ๋องไปกว่าห้าหกปี แต่ใครกล้าบอกว่าฉู่อ๋องไม่ดีต่อพระชายาฉู่อ๋องบ้างเล่า ยิ่งไปกว่านั้น คำสัญญาของหนานกงชวี่นั้นถูกใจเซวียฮูหยินยิ่งนัก มารดาคนใดที่รักและทนุถนอมบุตรสาวได้รับคำมั่นสัญญาเช่นนี้ต่างก็ต้องถูกใจไม่น้อย
ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผย คนอื่นๆ ไม่อาจมีอันใดมากระเซ้าเย้าหยอกได้อีกแล้ว
จูชอวี้มองผู้คนที่เอ่ยแสดงความยินดี ใบหน้าเรียบนิ่งมุมปากยกยิ้มบาง เพียงแต่สายตากลับไม่มีรอยยิ้มแม้เพียงนิด
ในขณะที่ทุกคนกำลังมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม พลันมีเสียงดังส่งมาจากด้านในสวน “ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างตกตะลึง รีบหันกลับไปมองผู้คนที่เคลื่อนไหวอยู่ในป่าเหมย ไม่นานพลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ทว่าไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบ สวมเพียงชุดสบายๆ สองคนที่เดินนำหน้ามาคือฮ่องเต้และฮองเฮาที่เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ไป ด้านข้างฮองเฮาคือองค์หญิงหย่งเฉิง ถัดลงไปอีกเป็นเหล่าองครักษ์ ขันที นางกำนัลทั้งหลาย แม้จะแต่งตัวเรียบง่าย ทว่าทั้งขบวนกลับมีผู้คนยี่สิบสามสิบกว่าชีวิต
“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา” ผู้คนเอ่ยทำความเคารพพร้อมเพรียงกัน
ฮ่องเต้ไท่ชูกวาดตามองผู้คนที่อยู่ในงาน โบกปัดมือพลางเอ่ย “ลุกขึ้นเถิด ได้ข่าวว่าวันนี้สวนของน้องเจ็ดครื้นเครงนัก ข้ากับฮองเฮามาดู จะทำอันใดก็ไปทำเถิด”
“…” ฮ่องเต้พระองค์มาถึง ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงใดจึงจะไปทำอันใดก็ไปทำได้เล่า
ทุกคนมีท่าทางลังเล ฮ่องเต้ไท่ชูยู่ปากไร้ซึ่งความสนใจ พาฮองเฮาเดินมายังที่ที่องค์หญิงฉังผิงอยู่ เหล่าฮูหยินที่เดิมทีกำลังรวมตัวกันยามนี้ต่างก็ก้าวถอยออกไป องค์หญิงหลิงอี๋หัวเราะเสียงดัง เอ่ย “เสด็จพี่และพี่สะใภ้มาเยี่ยมถึงที่นี่ นับเป็นวาสนาของหม่อมฉันแล้วเพคะ”
ทว่ากลับลอบตำหนิอยู่ในใจ เห็นอยู่ว่ามาคอยดันหลังบุตรชายและบุตรสะใภ้ ยังจะโยนมาที่หัวของนางอีก แม้ว่าเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ในเมื่อฮ่องเต้โยนมาให้ ไม่อยากรับก็ต้องรับเอาไว้ ไม่เพียงรับ ยังต้องรับด้วยความซาบซึ้งใจยินดีปรีดา