หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1172 ไม่ต้องกังวลว่าจะแบ่งน้อยหรือมาก ทว่าควรกังวลว่าจะแบ่งเท่าเทียมหรือไม่
- Home
- หมอหญิงยอดมือสังหาร
- ตอนที่ 1172 ไม่ต้องกังวลว่าจะแบ่งน้อยหรือมาก ทว่าควรกังวลว่าจะแบ่งเท่าเทียมหรือไม่
ตอนที่ 1172 ไม่ต้องกังวลว่าจะแบ่งน้อยหรือมาก ทว่าควรกังวลว่าจะแบ่งเท่าเทียมหรือไม่
เล่มที่เจ็ด กระบี่สะท้านพิภพ
ตอนที่ 1172 ไม่ต้องกังวลว่าจะแบ่งน้อยหรือมาก ทว่าควรกังวลว่าจะแบ่งเท่าเทียมหรือไม่
ฮ่องเต้ไท่ชูพึงพอใจกับการรู้เท่าทันขององค์หญิงหลิงอี๋ นอกจากองค์หญิงฉังผิงแล้วก็คงมีน้องสาวผู้นี้ที่ยังเหลืออยู่ ได้คอยดูแลปกป้องอยู่บ้าง เหล่าหนานกงมั่วเองก็ก้าวเข้ามาแสดงความเคารพ ฮองเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทได้ยินว่าอู๋สยาจะจัดงานเลี้ยงนี้ บอกว่าอยากมาดู วันนี้พอดีมีเวลาว่าง อู๋สยาไม่รังเกียจที่พวกเราไม่รบกวนใช่หรือไม่”
หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “เสด็จแม่ล้อเล่นแล้วเพคะ เสด็จพ่อและเสด็จแม่มาเยือน อู๋สยาได้รับความเมตตาอย่างน่าตกใจแล้วเพคะ”
ทุกคนนั่งลงอีกครั้ง ฮองเฮามองไปยังหนุ่มสาวที่เกาะกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ข้านึกว่าควรจะรื่นเริง ที่นี่ของอู๋สยากลับดูสงบเงียบ”
หนานกงมั่วเอ่ย “เพียงทุกคนมารวมตัวกันเท่านั้นเพคะ สวนของเสด็จอาก็มิได้เล็ก แน่นอนว่าเดินเที่ยวเล่นได้บ้างเพคะ”
“แบบนี้ไม่เลว” ฮองเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นางเองก็ไม่ชอบความตึงเครียด แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เบื้องลึกกลับเป็นงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยควันพิษ งานเลี้ยงชมดอกไม้คุยเล่นเช่นนี้ อยากทำอันใดก็ทำเช่นนี้ดีมาก อย่างน้อยก็เป็นอิสระไม่ต้องไปรับมือกับคนที่ไม่ชอบ
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่” เว่ยจวินมั่วสี่พี่น้องเดินเข้ามาถวายบังคม ฮ่องเต้ไท่ชูพยักหน้า เอ่ย “เอาล่ะ นั่งลงเถิด”
ทั้งสี่เอ่ยขอบพระทัยและนั่งลง เว่ยจวินมั่วนั่งลงที่นั่งด้านข้างหนานกงมั่วไม่เอ่ยสิ่งใด แต่เป็นเซียวเชียนจย่งที่แปลกใจมาก “เสด็จพ่อยุ่งทุกวันมิใช่หรือ ไยจึงมีเวลาว่างมาที่นี่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ไท่ชูส่งเสียงหยัน เอ่ย “รู้ว่าแต่ละวันข้ายุ่ง เจ้าก็ยังเอาแต่หมกตัวอยู่ในกองทัพ” เซียวเชียนจย่งห่อเหี่ยว มองไปยังฮองเฮาเอ่ยพึมพำเสียงเบา “อย่างอื่นกระหม่อมทำไม่เป็นนี่”
“ไม่ได้เรื่อง” ฮ่องเต้ไท่ชูยิ่งโกรธมากขึ้น
ฮองเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้มจนปัญญา “ฝ่าบาท พอแล้วเพคะ เชียนจย่งก็นิสัยเยี่ยงนี้ เมื่อวานพระองค์ยังชมเขาอยู่มิใช่หรือเพคะ”
เซียวเชียนจย่งได้ยินเช่นนั้น พลันเลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอ๋ เสด็จพ่อ พระองค์ชมกระหม่อมจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ไยจึงไม่ชมต่อหน้าเล่า เกรงใจเช่นนี้ไปทำไมกัน”
ฮ่องเต้ไท่ชูยกถ้วยชาในมือขึ้นราวกับจะปาออกไป เซียวเชียนจย่งรีบหดคอ หลบอยู่หลังเซียวเชียนชื่อไม่กล้าเอ่ยมากความ เห็นเขาเป็นเช่นนี้ ผู้คนที่นั่งอยู่ก็หัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เหล่าผู้คนที่อยู่ห่างไปไม่ไกลเห็นบรรยากาศของครอบครัวเชื้อพระวงศ์ทางนี้จึงรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก ครอบครัวของฮ่องเต้ในสายตาของใครหลายคนมักจะสูงส่งไม่อาจเอื้อม ความจริงฮ่องเต้ก็เป็นคน ย่อมมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนปุถุชนทั่วไป ชีวิตปกติก็ไม่ได้ต่างไปจากคนธรรมดามากนัก เพียงอยู่ห่างกันไกล ดังนั้นจึงมองไม่ชัดก็เท่านั้น
สนทนากันอยู่ชั่วครู่ ฮ่องเต้ไท่ชูจึงลุกขึ้นเอ่ยกับพวกเว่ยจวินมั่วทั้งสอง “ข้าไม่เคยมาสวนของน้องเจ็ด พวกเจ้าสองคนไปเดินเล่นกับข้า”
ฮ่องเต้มาด้วยตนเอง แน่นอนว่าไม่ได้มาเพื่อหนุนหลังอย่างเดียว ทั้งสองรีบลุกขึ้นเอ่ยตอบรับ จูชูอวี้ที่อยู่ด้านข้างกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าได้ยินเสียงฮองเฮาเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “ข้าเหนื่อยแล้ว ภรรยาเจ้าสามเจ้าสี่ พวกเจ้าไปพักเป็นเพื่อนข้าสักครู่”
ได้ยินเช่นนั้น จูชูอวี้จึงทำได้เพียงก้มหน้าตอบรับ กลืนคำที่อยู่ในปากกลับลงไป ซุนเหยียนเอ๋อร์กลับพยักหน้าตอบด้วยความจริงใจ “เพคะ เสด็จแม่” แม้จะแต่งเข้ามาในตระกูลเชื้อพระวงศ์กระทั่งกลายมาเป็นพระชายาอ๋องผู้สูงส่ง ซุนเหยียนเอ๋อร์กลับรู้สึกว่าตนเองพึงพอใจแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าดวงชะตาของตนนั้นไม่เลว ไม่ว่าจะเป็นตนที่อยู่จวนเยี่ยนอ๋องหรือตอนนี้ที่มาเป็นพระชายาแล้ว แม่สามีก็ไม่ได้เป็นแม่สามีที่ดูแลปรนนิบัติยากอย่างที่ใครเขาว่ากัน กระทั่งฮองเฮายังโอบอ้อมอารีต่อนางลูกสะใภ้ผู้นี้เป็นอย่างมาก ขอเพียงนางไม่ทำอันใดผิดก็ไม่เคยโดนดุด่าร้ายแรง เกรงว่าต่อให้แต่งเข้าไปในตระกูลชาวบ้านธรรมดาก็ไม่แน่ว่าจะโชคดีเยี่ยงนี้ ดังนั้นซุนเหยียนเอ๋อร์จึงตั้งใจดูแลปรนนิบัติฮองเฮาอย่างเต็มที่ ความรู้สึกนั้นสัมผัสได้ ตนเองไม่เต็มใจคนอื่นจะดีกับเจ้าได้เยี่ยงไร
หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วเดินเคียงข้างติดตามอยู่ข้างกายฮ่องเต้ไท่ชู ทั้งสามคนเดินเชื่องช้าอยู่ในป่าเหมย ลมเย็นพัดผ่าน กลีบดอกไม้ร่วงหล่นค้างอยู่ที่ลาดไหล่และปลายผม หิมะโปรยปรายในช่วงต้นฤดูหนาว แม้จะยังไม่ถึงสองเดือน แต่หลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้วเขาก็ไม่ได้ก้าวออกมาจากประตูวังแม้เพียงก้าวเดียว สำหรับฮ่องเต้ไท่ชูที่คุ้นชินกับการขี่ม้าอยู่ในสนามรบเมื่อครั้งอยู่โยวโจวแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่สุขสบายนัก ได้ออกมาเดินเที่ยวเล่น จิตใจจึงผ่อนคลายลงไปมาก
เดินไปชั่วครู่ เห็นฮ่องเต้ไท่ชูไม่มีท่าทีจะเอ่ยปาก หนานกงมั่วจึงเอ่ยขึ้น “เสด็จพ่อ…มีเรื่องอันใดหรือไม่เพคะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูหันกลับมามองนางเล็กน้อย เลิกคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าช่างฉลาดนัก”
หนานกงมั่วหน้าชา นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าฉลาดหรือไม่กระมัง ฮ่องเต้ไท่ชูคงไม่ได้ต้องการให้พวกเขามาเดินเล่นเงียบๆ ด้วยเฉยๆ หรือไม่ การเอ่ยเกินไปเช่นนี้ ช่างทำให้คนรู้สึก…
“การแต่งงานของตระกูลเซวียและจิ้งอานโหว กำหนดแล้วหรือ” ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยถาม
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “หลังจากงานวันนี้ ก็จะไปสู่ขอที่จวนเพคะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูครุ่นคิด เอ่ย “กำหนดแล้วก็ดี เดิมที…ข้ายังคิดว่าจะยกหย่งเฉิงเจ้าเด็กคนนั้นให้เขาอยู่เลย ตอนนี้มาคิดดูแล้วก็ไม่เหมาะสม”
หนานกงมั่วเข้าใจทันใด ฮ่องเต่ไท่ชูกำลังกังวลเรื่องการแต่งงานขององค์หญิงหย่งเฉิง แม้ฮองเฮาจะไม่ได้เป็นคนให้กำเนิดหย่งเฉิง แต่ก็เลี้ยงดูอยู่ข้างกายมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเทียบกับองค์หญิงหมิงอวี้ที่อายุยังน้อยก็ยิ่งแตกต่าง หลายปีมานี้เพราะสงคราม แม้แต่คู่หมั้นคู่หมายขององค์หญิงหย่งเฉิงยังต้องตายในสนามรบ แน่นอนว่าฮ่องเต้ไท่ชูไม่อาจละเลยบุตรสาวคนนี้ได้ แต่ว่าการเลือกราชบุตรเขยก็ไม่ได้ง่ายเพียงนั้น ชายหนุ่มองอาจมากความสามารถไม่อยากแต่งงานกับองค์หญิง ลูกหลานขุนนางพวกนั้น ฮ่องเต้ไท่ชูก็ไม่ถูกตา
หนานกงมั่วเม้มริมฝีปากไม่เอ่ยวาจา เรื่องใหญ่ขององค์หญิงนางไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ฮ่องเต้ไท่ชูเองก็ไม่สนใจ เพียงมองเว่ยจวินมั่ว เอ่ย “เชียนเหว่ยสองสามีภรรยานั่นกลับสนใจการแต่งงานของหย่งเฉิงยิ่งนัก”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว หรือว่า…
ฮ่องเต้ไท่ชูส่งเสียงหยัน เอ่ย “เชียนเหว่ยคิดว่า บุตรชายเชื้อสายหลักคนรองของซินอานโหวไม่เลว”
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว “ซินอานโหวหรือ ไม่เลวจริงๆ” วันนี้บุตรชายคนรองของซินอานโหวแน่นอนว่ามาร่วมงานเลี้ยงด้วย เพียงแต่เว่ยจวินมั่วไม่สนิทกับเขา ได้เจอกันตอนเข้ามาคารวะก็เท่านั้น แม้จะเป็นตระกูลขุนพล อายุน้อยสักหน่อยไม่อาจเทียบเฉินซิว เซวียปินได้ แต่ก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง เป็นคนไม่เลว เป็นราชบุตรเขยก็ไม่มีอันใดไม่เหมาะสม
ฮ่องเต้ไท่ชูจ้องเขาเขม็งอย่างไม่ได้ดั่งใจ เอ่ย “เชียนเหว่ยเอ่ยกับฮองเฮาแล้ว หลังการเฉลิมฉลองข้ามปีก็จะแต่งบุตรีคนโตของอู่จี๋เป็นชายารอง”
“แล้วอย่างไร” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “หย่งเฉิงเป็นเพียงองค์หญิงเท่านั้น”
เห็นท่าทางไม่ใส่ใจของเขา ฮ่องเต้ไท่ชูพลันรู้สึกว่าความหวังดีของตนกลายเป็นเจตนาร้ายไปเสียแล้ว ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ว่าจะรักบุตรชายเพียงใด ไม่มีบิดาคนใดที่ยังหนุ่มยังแน่นบุตรชายกลับเริ่มวางแผนการเพื่ออำนาจในมือของเขาแล้ว ข้าให้เจ้าได้ แต่เจ้ากลับมาแย่งไปเอง
“เสด็จพ่อคงจะไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม
ตอนนั้นเองฮ่องเต้ไท่ชูจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ พยักหน้าพลางเอ่ย “ครั้งนี้ขึ้นครองบัลลังก์กะทันหัน สหายหลายคนที่คอยช่วยเหลือมาไม่ทันพิธีขึ้นครองบัลลังก์ ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากแคว้นต่างๆ พวกเขาวางแผนจะมาวันพระบรมราชสมภพของข้าในเดือนสองปีหน้า”
ได้ยินเช่นนั้น หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วจึงชะงัก คิ้วทั้งสองข้างเลิกขึ้น เอ่ย “เดือนสองมิใช่การสอบขุนนางหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูพยักหน้า “การสอบขุนนางจัดขึ้นปลายเดือนสองต้นเดือนสาม วันพระบรมราชสมภพจัดขึ้นกลางเดือนสอง” เดิมทีฮ่องเต้ไท่ชูไม่คิดจัดพิธียิ่งใหญ่ แม้เป็นวันพระบรมราชสมภพแรกหลังขึ้นครองบัลลังก์ แต่ว่ายามนี้ต้าเซี่ยนับว่ายังอยู่ในช่วงฟื้นฟู เขาไม่มีเวลา แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับจดหมายจากแคว้นต่างๆ หากปฏิเสธ เกรงว่าคนอื่นคงคิดว่าต้าเซี่ยไม่มั่นคง ถึงตอนนั้นหากมีใครที่ไม่มีตาทำเรื่องที่ไม่สมควรขึ้นมา คงจะวุ่นวาย ช่วงไม่กี่ปีมานี้ฮ่องเต้ไท่ชูจับจ้องไปยังเป่ยหยวน ยามนี้ยังไม่อยากทำสงครามกับแคว้นอื่นอีก
เว่ยจวินมั่วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “มีคนอยู่ไม่สงบหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูส่ายศีรษะ “ไม่แน่ คงกำลังหยั่งเชิงเท่านั้น แต่ก็ไม่อาจประมาทได้”
หนานกงมั่วเอ่ย “แม้จะเป็นเดือนสองปีหน้า เช่นนั้น ตอนนี้ควรให้ฝ่ายกรมธรรมการและไท่ฉังซื่อเตรียมตัวแล้วหรือไม่เพคะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูจนปัญญา “ก็มิใช่เช่นนั้นหรือ” เดิมทีก็มีเรื่องมากมาย ปลายปียิ่งมีเรื่องมากขึ้นไปอีก ยามนี้ยังมีเพิ่มมาอีกเรื่อง ฮ่องเต้ไท่ชูแทบไม่อยากเฉลิมฉลองข้ามปีแล้ว
“เสด็จพ่อมีรับสั่งอันใด” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม ฮ่องเต้ไท่ชูตั้งใจออกจากวังหลวงมา แน่นอนว่าไม่ได้มาเพียงบ่นและระบายสิ่งที่อยู่ในใจกับพวกเขา
ฮ่องเต่ไท่ชูแสดงสีหน้าออกมาว่าเจ้าช่างเข้าใจพ่อเป็นอย่างดี เอ่ย “เรื่องนี้ ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าเถิด”
เว่ยจวินมั่วมองฮ่องเต้ไท่ชู เอ่ยปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี “ไม่”
“เจ้ากล้าปฏิเสธรับสั่งหรือ” ฮ่องเต้ไท่ชูหรี่ตาลง แสดงสีหน้าไม่พอใจ คนที่ขึ้นครองบัลลังก์ ต่อให้ไม่โกรธก็น่าเกรงขาม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงยามที่เขาแสดงออกถึงความโกรธ คนปกติทั่วไปเกรงว่าคงได้แข้งขาอ่อน เว่ยจวินมั่วกลับราวกับไม่รู้ว่าเขาโกรธ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “เสด็จพ่อคิดจะมอบทุกเรื่องมาให้กระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ นักปราชญ์ว่า ไม่กังวลว่าจะแบ่งน้อยหรือมาก ทว่าควรกังวลว่าจะแบ่งเท่าเทียมหรือไม่”
ฮ่องเต้ไท่ชูไม่พอใจ หลักการใครก็เข้าใจ แต่หากเขาไม่ได้เป็นบิดา แต่เป็นเพียงฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง ใครต่างก็ต้องเลือกคนที่มีความสามารถ ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมเรื่องนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยง การเป็นฮ่องเต้ เขายิ่งไม่อาจยกเรื่องสำคัญให้จัดการทั้งๆ ที่รู้ว่าองค์ชายมีใจเห็นแก่ตัวหรือมีความสามารถไม่เพียงพอ สรุปแล้วเหล่าองค์ชายทั้งหลายจึงยิ่งรู้สึกว่าเขามีใจเอนเอียง นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้
เงียบไปนาน บรรยากาศในสวนดอกเหมยก็ยิ่งกดดัน
ผ่านไปเนิ่นนาน จึงได้ยินฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ย “ในเมื่อข้าอยู่ในตำแหน่งนี้ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือแผ่นดิน เจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องคิดว่าไม่ยุติธรรมกับพวกเขา หากเจ้าทำไม่ได้ แน่นอนว่าข้าเองก็ไม่ใช้เจ้า อย่างไรเรื่องนี้ก็ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว ส่วนจะทำอย่างไร เจ้าก็ทำไปตามเห็นสมควรเถิด”
เอ่ยจบ ราวกับไม่อยากฟังคำปฏิเสธของเว่ยจวินมั่วแล้ว ฮ่องเต้ไท่ชูโบกมือและหมุนตัวเดินหนีไป
ในป่าเหมยเหลือเพียงสองคน หนานกงมั่วถอนหายใจแล้วหันมามองเว่ยจวินมั่ว “หาได้ยากที่ท่านจะใจอ่อน”
เว่ยจวินมั่วมองตามแผ่นหลังของฮ่องเต้ไท่ชู “ข้าเพียงรู้สึกว่า มีเรื่องมากเกินไปจะลำบากมาก”
หนานกงมั่วคิดไตร่ตรอง ยิ้มขมขื่นออกมา “ลำบากมากจริงๆ” เดิมทีเว่ยจวินมั่วก็แบกกรมคลังและกองทัพเอาไว้ ปีหน้ายังมีเรื่องการสอบขุนนางเกรงว่าคงหนีไม่พ้น ยามนี้ยังมีเรื่องนี้อีก หนานกงมั่วคิดเล่นๆ ว่าฮ่องเต้ไท่ชูดูออกใช่หรือไม่ว่าเว่ยจวินมั่วมีความคิดเกียจคร้าน ดังนั้นจึงจงใจโยนงานมาให้เขา
เว่ยจวินมั่วจูงมือหนานกงมั่วทว่าไม่ได้เดินตามฮ่องเต้ไท่ชูไป ทว่าหมุนตัวเดินไปในทิศตรงข้าม “ไม่ต้องสนใจ พวกเราไปเดินเล่นกันเถิด” คนมากเกินไปก็บดบังทัศนียภาพ รวมไปถึงขบวนเสร็จของฝ่าบาทด้วย
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันอยู่ท่ามกลางป่าเหมย คุณชายเว่ยจึงมีเวลาเอ่ยถามถึงเรื่องของเสียนเกอ คิ้วสวยของหนานกงมั่วขมวดมุ่น เอ่ยถึงคำของคุณชายเสียนเกออีกครั้ง “ท่านเติบโตมาในจินหลิง รู้หรือไม่ว่าศิษย์พี่เป็นใคร” แม้ความทรงจำของหนานกงชิงจะพอมีอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ยังเด็ก หลังจากสิบเอ็ดปีก็ไปอยู่ตานหยาง ไม่เข้าใจเรื่องราวของตระกูลขุนนางหรือผู้มีอำนาจในจินหลิงมากนัก
เว่ยจวินมั่วหันกลับมา ยกมือขึ้นมานวดคลึงคิ้วที่ขมวดมุ่นของนาง ครุ่นคิด เอ่ย “เรื่องชาติกำเนิดของเสียนเกอ นั่นเป็นเรื่องก่อนที่ข้าจะเกิด แต่ว่า…ข้าเองก็เคยได้ยินมาบ้าง เรื่องแบบนี้ ลิ่นฉังเฟิงค่อนข้างรู้ดี” คุณชายฉังเฟิงมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องซุบซิบนินทา
หนานกงมั่วจูงมือเว่ยจวินมั่ว เอ่ย “เช่นนั้นเราไปหาลิ่นฉังเฟิงกันเถิด”
“…” คุณชายเว่ยเงียบ ปล่อยให้นางจูงมือไป
ยามนี้คุณชายฉังเฟิงกำลังนั่งหลับตาอยู่ใต้ต้นดอกเหมย คุณชายใบหน้าหล่อเหลาในอาภรณ์สีแดงนั่งอยู่ใต้ต้นเหมยเพียงลำพัง กลีบดอกเหมยสีขาวลอยลงมาค้างอยู่บนอาภรณ์สีแดงของเขา งดงามประดุจภาพวาด
หนานกงมั่วเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉังเฟิงทำอันใดอยู่หรือ”
ลิ่นฉังเฟิงเงยหน้าขึ้นมาด้วยความเกียจคร้าน มองทั้งสองคนเล็กน้อยจากนั้นหลับตาลงไปอีกครั้ง
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “กำลังมีอารมณ์รัก”
“คิก” ได้ยินเช่นนั้น หนานกงมั่วก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะสบเข้ากับดวงตากรุ่นโกรธของเว่ยจวินมั่วจึงรีบอดกลั้นเอาไว้ ลิ่นฉังเฟิงปรายตามองทั้งสองคนด้วยท่าทางเกียจคร้าน เอ่ยถาม “พวกเจ้าสองคนไม่อยู่รับรองแขก วิ่งมาที่นี่ทำไม ต่อให้อยากพลอดรักกันก็หาที่ที่ไม่มีคนเสียสิ”
หนานกงมั่วเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เข้าใจขึ้นมา “คุณชายฉังเฟิงอารมณ์ไม่ดีหรือ หรือว่าเป็นเพราะ…เอ่อ…”
สบเข้ากับดวงตาของลิ่นฉังเฟิง หนานกงมั่วก็เคลื่อนมาอยู่ด้านข้างเว่ยจวินมั่วโดยไม่รู้ตัว
ลิ่นฉังเฟิงกลอกตา “เอ่ยมาเถิด มีเรื่องใด”
คนไร้หัวใจสองคนนี้คงไม่คิดออกมาอยู่เป็นเพื่อนเพราะคิดว่าเขาจะเหงาหรอกกระมัง หากเป็นเช่นนั้น เขาก็คงอดไม่ได้ที่จะเฝ้ามองดูว่าพระจันทร์ในคืนนี้จะขึ้นทางทิศใต้หรือไม่
หนานกงมั่วเองก็ไม่ล้อเล่นกับเขาอีก เอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจของตน แน่นอนว่าละเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสียนเกอ
ลิ่นฉังเฟิงพลันกระตือรือร้นขึ้นมา “เรื่องนี้หรือ เจ้าอย่าบอกว่าจินหลิงของเรามีสตรีแปลกประหลาดเช่นนั้น เอ่อ เจ้าเองก็เคยเจอไม่ใช่หรือ”
หนานกงมั่วงุนงง “ข้าเคยเจอตั้งแต่เมื่อใด” หากมีสตรีแปลกอยู่จริงๆ ไยนางจึงจะจำไม่ได้เล่า
ลิ่นฉังเฟิงยิ้มตาหยี เอ่ย “แน่นอนว่าเจ้าเคยเห็น งานเลี้ยงชมดอกเหมยวันนี้ เจ้าลองคิดให้ดีว่าเจ้าเคยเห็นสตรีผู้หนึ่งที่งดงามมาก ดูอ่อนโยนมีคุณธรรม เป็นสตรีที่ดูอ่อนหวานเป็นพิเศษหรือไม่”
หนานกงมั่วครุ่นคิดจริงจัง ไม่เพียงนางเคยเห็นสตรีเยี่ยงนี้เลย แต่ว่า… “สตรีผู้นั้นมิใช่ฮูหยินของใต้เท้าซู อาจารย์แห่งสำนักศึกษาฮั่นหลินหรือ”
ลิ่นฉังเฟิงพยักหน้าเป็นเหตุเป็นผล เอ่ยตอบ “เป็นนาง แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนนางจะเป็นฮูหยินของใต้เท้าซู นางเป็นฮูหยินของผู้ใดมาก่อน”
“…”