หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1180 สตรีที่เป็นอนุภรรยาล้วนเป็นคนไม่ดีหรือ
ตอนที่ 1180 สตรีที่เป็นอนุภรรยาล้วนเป็นคนไม่ดีหรือ
มาถึงปลายปี ราชสำนักจึงมีงานยุ่งขึ้นมา จวนฉู่อ๋องกลับว่างไม่น้อย แม้ว่าจวนอ๋องจะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ทุกอย่างนั้นถูกย้ายมาจากจวนเจ้าเมืองเฉินโจว อีกทั้งมีผู้ดูแลที่เก่งกาจอย่างชวีเหลียนซิง ภารกิจของจวนฉู่อ๋องจึงถูกจัดการเรียบร้อยก่อนจะถึงวันสิ้นปี
ถึงต้นเดือนของเดือนสิบแล้ว ในที่สุดสำนักศึกษาก็ปิดเทอม อานอานไม่ต้องเดินทางออกนอกเมืองแต่เช้าทุกวันแล้ว ได้อยู่บ้านบ้าง เพราะพี่ชายกลับมา เยาเยาที่เดิมทีหนีไปเล่นที่อื่นจนแทบไม่เห็นเงาในที่สุดก็อยู่บ้านดีๆ ได้แล้ว เด็กทั้งสองไม่เล่นด้วยกันมาช่วงเวลาหนึ่ง แต่สายสัมพันธ์ของฝาแฝดยังคงไม่แปรเปลี่ยน เมื่อมีเวลาว่างขึ้นมาก็อยู่ด้วยกันและพูดคุยกันในสิ่งที่มีเพียงพวกเขาที่เข้าใจ
ในห้องปูพรมหนา เตาถ่านกำลังเผาไหม้ทำให้ทั่วทั้งห้องอบอุ่นขึ้นมา หนานกงมั่วเอนตัวอ่านหนังสืออยู่บนเบาะนุ่ม หันกลับไปมองตุ๊กตาน้อยทั้งสองที่นั่งเล่นอยู่บนพื้นพรมเป็นระยะ เข้าเรียนสองเดือน อานอานดูเคร่งขรึมขึ้นมาก ท่าทางราวกับผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ แม้แต่ดูแลน้องสาวยังลูบศีรษะน้องสาวด้วยท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่ ท่าทางเช่นนี้เด็กอายุสี่ขวบทำออกมาแล้วทั้งน่ารักและดูขบขัน
ใบหน้าเล็กนุ่มนิ่มไม่กลมราวกับแอปเปิ้ลเหมือนเยาเยา ใบหน้าเล็กนวลขาวของอานอาน เมื่อเทียบกับเยาเยาแล้วดูซูบผอมกว่า มักทำให้หนานกงมั่วและองค์หญิงฉังผิงเป็นห่วงทีเดียว หากไม่เพราะคุณชายเสียนเกอสาบานต่อฟ้าดินว่าร่างกายอานอานนั้นแข็งแรงเป็นที่สุดแล้ว หนานกงมั่วเองก็ตรวจชีพจรอยู่บ่อยครั้ง นางเป็นห่วงสุขภาพของบุตรชายขึ้นมา
“ท่านแม่”
เล่นอยู่ชั่วครู่ ดวงตาของเยาเยาพลันกลอกไปมาอย่างชาญชลาด เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างหนานกงมั่ว คิ้วสวยของหนานกงมั่วเลิกขึ้น “มีอันใดหรือ”
ดวงตากลมกะพริบปริบ “ท่านแม่ ได้ยินว่าเสด็จอาสามจะแต่งงานอีกแล้ว”
อานอานเองก็เดินตามมา ปีนขึ้นมาบนเบาะนุ่มที่หนานกงมั่วนั่งอยู่ เอ่ยบอกกับน้องสาว “เสด็จอาสามมิได้จะแต่งภรรยาอีก แต่งชายารอง”
“ชายารองหรือ” เยาเยางุนงงไม่เข้าใจ
อานอานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ยอธิบาย “ก็คือการรับอนุภรรยา”
“หา รับอนุภรรยาหรือ” เยาเยาเอ่ยเสียงดัง “เสด็จอาสามจะแต่งกับสตรีไม่ดีหรือ”
หนานกงมั่วกุมขมับ อุ้มบุตรสาวจากพื้นขึ้นมาบนเบาะนุ่ม เอ่ยถาม “ผู้ใดบอกเจ้าว่าเสด็จอาสามจะแต่งกับสตรีไม่ดีหรือ” โชคดียังไม่ได้พาเจ้าหนูน้อยผู้นี้ไปยังจวนเจิ้งอ๋อง เกิดให้นางร้องตะโกนขึ้นมาในงาน ไม่รู้จะทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองไปบ้าง
เยาเยากะพริบดวงตากลมโต เอ่ย “เสด็จย่าเจ็ดเจ้าค่ะ อนุภรรยาล้วนเป็นสตรีที่ไม่ดี แย่งท่านพ่อจากท่านแม่ ยังมีน้องชายน้องสาวมาแย่งท่านพ่อกับเยาเยาและพี่ชายด้วย”
เสด็จย่าเจ็ดหรือ องค์หญิงหลิงอี๋หรือ หนานกงมั่วบีบแก้มเล็กของบุตรสาว คิดทบทวน เอ่ย “ก็…ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นสตรีที่ไม่ดี” เรื่องนี้ยากที่จะอธิบายให้เด็กอายุสี่ขวบเข้าใจ คนเป็นภรรยาเอกไม่มีใครชอบภรรยารอง แต่ในโลกใบนี้ก็มิใช่ภรรยารองทุกคนจะมีความคิดร้ายกาจ แต่ว่าหลักการนี้ไม่อาจอธิบายให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวคนหนึ่งเข้าใจได้
ไม่เพียงเยาเยา แม้แต่อานอานก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจได้
หนานกงมั่วกำลังคิดว่าจะอธิบายอย่างไรให้บุตรสาวมีมุมมองที่ดีขึ้น เด็กน้อยอานอานที่อยู่ด้านข้างพลันครุ่นคิดเงียบๆ ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง จะแย่งท่านพ่อจากท่านแม่หรือ คนเช่นนี้ไม่ควรมีอยู่ในครอบครัวของเขา เด็กน้อยอานอานพยักหน้ากับตัวเองหนักๆ ตัดสินใจแน่วแน่
“แม้ว่าอาสะใภ้สามจะน่าโกรธเกลียด แต่เสด็จอาสามจะแต่งงานกับสตรีชั่วร้ายมากมายเพราะเสด็จอาสะใภ้สามน่าโกรธเกลียดก็ไม่ถูกนะ” เยาเยาเอ่ยกับมารดาด้วยท่าทางจริงจัง
หนานกงมั่วยิ้มร่ามองไปยังบุตรสาว เอ่ยถาม “เช่นนั้นต้องทำอย่างไรจึงจะถูกหรือ”
เยาเยาขมวดคิ้วเล็กครุ่นคิดอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ย “เสด็จอาสามควรสั่งสอนเสด็จอาสะใภ้สาม ให้นางเป็นคนดีเหมือนท่านแม่และอาสะใภ้สี่ เช่นนี้เสด็จอาสามก็จะไม่อยากแต่งกับสตรีไม่ดีแล้วเจ้าค่ะ อืม…เยาเยาก็ไม่ชอบเสด็จอาสาม” คิดเช่นนี้ เยาเยาก็ยิ่งโมโห
หนานกงมั่วกลั้นขำ ไม่กล้าบอกกับบุตรสาว ที่บ้านเสด็จอาสี่ของเจ้าก็มีสตรีไม่ดีเช่นกัน
หนานกงมั่วถอนหายใจ กอดบุตรสาวพลางเอ่ยเสียงเบา “บนโลกใบนี้ทุกคนเป็นทั้งคนดีและคนไม่ดี เป็นอนุภรรยาก็เหมือนกัน จะมองคนว่าดีหรือไม่ไม่ควรมองที่ฐานะของนาง แต่ต้องดูสิ่งที่นางทำและนางเป็นคนเช่นไร เยาเยารู้แล้วหรือไม่” เยาเยากะพริบตา คล้ายจะเข้าใจและไม่เข้าใจ หนานกงมั่วลูบศีรษะเล็กของบุตรสาว “ตอนนี้ไม่เข้าใจไม่เป็นไร เยาเยาโตแล้วก็จะเข้าใจเอง”
“เข้าใจอันใด” ประตูถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก คุณชายเว่ยอยู่ในผ้าคลุมกันหิมะเดินเข้ามา ยืนอยู่หน้าประตูถอดเสื้อคลุมออกโยนให้สาวใช้ที่รอรับใช้อยู่ด้านนอก ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้ามาในห้อง หนานกงมั่วลุกขึ้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอันใด เยาเยากำลังเอ่ยถึงเรื่องจวนเจิ้งอ๋อง ตัวของท่านเย็นมาก” เจ้านายทั้งสองของจวนฉู่อ๋องรวมถึงองครักษ์ผู้ดูแลทั้งหลายล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ์ ดังนั้นแม้จะเป็นฤดูหนาวน้อยนักที่จะเห็นคนสวมเสื้อผ้าหนาๆ เว่ยจวินมั่วออกนอกเรือนก็คลุมเพียงผ้าคลุมบางๆ หนึ่งผืน ในสายตาผู้คนรอบข้างไม่เพียงอิจฉารูปโฉมของฉู่อ๋อง ยังริษยาท่าทางที่สง่างามของฉู่อ๋องด้วย
เพียงแต่ต่อให้ตนเองไม่หนาว เดินอยู่ท่ามกลางหิมะ เดินเข้ามาในห้องอุ่นๆ เสื้อผ้าบนร่างกายกลับเย็นราวกับน้ำแข็ง ดังนั้น เมื่อเยาเยาวิ่งเข้ามาอยากให้บิดาอุ้ม เว่ยจวินมั่วจึงทำได้เพียงหลบทางให้หนานกงมั่วอุ้มบุตรสาวขึ้นมา
เว่ยจวินมั่วเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา พลันมองเห็นบุตรสาวซบอยู่ในอ้อมแขนของหนานกงมั่วมองมาที่ตนอย่างแง่งอน ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “เยาเยาเป็นอันใดไปหรือ”
หนานกงมั่วกลอกตา “ท่านไม่ให้นางกอด กำลังเสียใจ”
“เสียใจหรือ” เดิมทีเยาเยาไม่ใช่เด็กที่คิดเล็กคิดน้อยนี่นา
เยาเยามองบิดาตาใส “ท่านพ่อ ท่านก็จะแต่งกับสตรีไม่ดีหรือ”
“แต่งกับสตรีไม่ดี ผู้ใดกัน” เว่ยจวินมั่วไม่เข้าใจ
อานอานเอ่ยขึ้นอธิบายให้บิดาเข้าใจ “รับอนุภรรยา”
เว่ยจวินมั่วลูบศีรษะเล็กของบุตรชาย ก้มหน้ามองบุตรสาว เอ่ยถาม “ใครบอกเจ้าว่าพ่อจะรับอนุเล่า”
เยาเยากะพริบตาที่มีน้ำตาใสเอ่อคลอ เอ่ย “เสด็จย่าเจ็ดบอก…บุรุษล้วน ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ดี เสด็จอาสามจะแต่งกับสตรีไม่ดีก็จะไม่รักเสด็จอาสะใภ้สามแล้ว ท่านพ่อไม่อุ้มเยาเยา ไม่รักท่านแม่และเยาเยาแล้วใช่หรือไม่” เด็กน้อยจดจำคำพูดขององค์หญิงหลิงอี๋ได้ชัดเจนเพียงนี้
เว่ยจวินมั่วขมวดคิ้ว เอ่ยกับหนานกงมั่ว “ต่อไปไม่ต้องให้เยาเยาไปเล่นกับเสด็จอาเจ็ดแล้ว” เด็กยังเล็ก เสด็จอาเจ็ดสอนสิ่งเหล่านี้กับนางคงจะเร็วไปสักหน่อย เด็กอายุเท่านี้เพียงทำความเข้าใจผิวเผิน ไม่อาจสอนสิ่งผิดๆ ได้ หนานกงมั่วยิ้มอย่างจนปัญญา “เกรงว่าคงไม่ใช่เสด็จอาสอนนาง แต่นางไปได้ยินเสด็จอาคุยกับคนอื่นและเรียนรู้มาเองกระมัง” ก้มลงไปจูบเบาๆ ที่หว่างคิ้วของบุตรสาว ยิ้มพลางเอ่ย “เด็กน้อย ท่านพ่อของเจ้าเพิ่งมาถึงร่างกายเย็น กลัวจะให้ให้เจ้าหนาว เจ้าจะโกรธเขาลงหรือ เด็กใจร้าย”
“เอ๋” เยาเยากะพริบตา หันกลับไปมองพี่ชาย
อานอานครุ่นคิดชั่วครู่ พยักหน้าบอกว่ามารดาเอ่ยไม่ผิด
เยาเยาโน้มตัวเข้าหาอ้อมแขนของเว่ยจวินมั่ว ส่งจูบชื้นๆ ของตนเองให้หนึ่งครั้ง “ท่านพ่อรักเยาเยาที่สุด เยาเยารักท่านพ่อ”
เว่ยจวินมั่วกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น หัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้
เบาะนวมไม่ใหญ่มาก ทว่านั่งได้ถึงสี่คน เว่ยจวินมั่วอุ้มเยาเยา หนานกงมั่วอุ้มอานอาน ทั้งสี่คนนั่งอยู่ด้วยกันอบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและสนุกสนาน
“สองวันมานี้ไม่เห็นฉังเฟิง เขากำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ” อุ้มบุตรชายเอาไว้ หนานกงมั่วเอ่ยถามเสียงเรียบ เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว “ถามถึงเขาทำไมกันเล่า” หนานกงมั่วจนใจ “ก่อนหน้านี้เขามาหาท่าน ยังไม่ทันเอ่ยอันใด ยามนี้เขาตัวคนเดียว มาถึงที่นี่ด้วยตนเองคงจะมีเรื่อง ท่านไม่คิดใส่ใจสักนิดหรือ” ลิ่นฉังเฟิงเป็นรองเจ้ากรมคลังขุนนางขั้นสาม แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าผู้จัดการกรมคลัง ก็ยังมีอำนาจในมือ ฐานะมีขีดจำกัด แน่นอนว่าไม่อาจวิ่งมายังจวนฉู่อ๋องได้ตามใจชอบทุกเวลาเช่นเดิมอีกแล้ว
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะใส่ใจเรื่องของเขาไปทำไมกัน หากมีเรื่องจริงๆ เขาคงต้องมาอีกครั้ง”
“พวกท่านเป็นสหายกันจริงหรือ” หนานกงมั่วอดสงสัยไม่ได้
คุณชายเว่ยส่งเสียงหยัน “เป็นเขาที่หน้าด้านหน้าทนจะเป็นสหายกับข้า” แม้จะเอ่ยเช่นนี้ เว่ยจวินมั่วครุ่นคิดชั่วครู่ เอ่ย “ดูเหมือนว่าลิ่นฉังเฟิงจะมีความรักแล้ว คงจะมาขอให้เจ้าเป็นแม่สื่อ”
“เอ๋” หนานกงมั่วตกใจ “แม่นางตระกูลใดกัน”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ตระกูลเซี่ย”
“เซี่ยสามหรือ” หนานกงมั่วไม่รู้ว่าควรตกใจหรือควรยินดี ลิ่นฉังเฟิงและเซี่ยเพ่ยหวนเรียกได้ว่ารู้จักกันมานานหลายปี เพียงไม่สนิทเท่านั้น เพียงไม่คิดว่าจะโคจรมาถึงเยี่ยงนี้ได้ เว่ยจวินมั่วพยักหน้า หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ “ท่านรู้ได้เยี่ยงไร”
คุณชายเว่ยส่งเสียงหยัน ไม่เอ่ยตอบ
หนานกงมั่วปิดริมฝีปากก้มหน้ากลั้นขำ เช่นนี้…คงเป็นเพื่อนจริงๆ เพียงแต่ฝั่งเซี่ยสาม…คงต้องถามดูก่อน
ยามเที่ยงหิมะโปรยปราย หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วพาเด็กน้อยทั้งสองมุ่งหน้าไปร่วมงานเลี้ยงแต่งชายารองที่จวนเจิ้งอ๋อง ชายารองของชินอ๋องแม้จะเป็นอนุภรรยา ทว่าแตกต่างจากเชื้อสายรองของครอบครัวทั่วไป อย่างไรก็ต้องจัดงานเลี้ยง ชื่อของชายารองต้องถูกบันทึกลงในแผนภูมิหยกประจำราชวงศ์ การรับเข้าจวนแน่นอนว่าไม่มีพิธีการและการไหว้ฟ้าดิน ส่วนงานเลี้ยงนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านอ๋องจะให้ความสำคัญกับพระชายาอย่างไร เซียวเชียนเหว่ยรับพระชายารองพร้อมกันสี่คนในวันเดียว เดิมทีก็เสียมารยาทต่อครอบครัวของชายารองแล้ว การเลี้ยงฉลองแน่นอนว่าต้องจัดยิ่งใหญ่ นอกจากสิ่งของที่นอกเหนือไปกว่ากฎของการรับชายา งานเลี้ยงครั้งนี้ก็แทบจะเหมือนกับการแต่งพระชายาในครั้งนั้น
ต่อให้จูชูอวี้จะไม่พอใจเพียงใด นางก็ยังต้องทำตัวเป็นพระชายาผู้มีเมตตาและจิตใจดี เพิ่งถึงยามเที่ยง เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับเทียบเชิญทยอยมายังจวนเจิ้งอ๋องหลังจากเสร็จภารกิจในราชสำนัก มองเห็นพระชายาในชุดพิธี ยืนคอยรับแขกเคียงข้างเซียวเชียนเหว่ยอยู่หน้าประตูจวนเจิ้งอ๋อง
เห็นเช่นนั้น ผู้คนไม่น้อยต่างชื่นชมพระชายาเจิ้งอ๋องนั้นใจดีมีเมตตา เจิ้งอ๋องช่างโชคดี
“ฉู่อ๋องเสด็จ พระชายาฉู่อ๋องเสด็จ ฉู่อ๋องซื่อจื่อเสด็จ หย่งเล่อจวิ้นจู่เสด็จ”
แขกเหรื่อมากมายอยู่หน้าประตูจวนเจิ้งอ๋อง เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น ผู้คนจึงพากันหันไปมองยังหน้าประตู มองเห็นม่านของรถม้าจวนฉู่อ๋องถูกเปิดออก เว่ยจวินมั่วอยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มปักลวดลายมังกรดิ้นเงินตัวยาว ด้านนอกนั้นคลุมผ้าคลุมสีขาว ดูหล่อเหลาดูสง่างาม น่าเกรงขาม ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ในชุดผ้าคลุมหนาหรูหรา เพียงชุดสบายๆ นี้ก็โดดเด่นแปลกจากผู้คนราวกับหงส์ในฝูงนกแล้ว
เว่ยจวินมั่วหันกลับไปยื่นมือไปยังด้านในรถม้า หนานกงมั่ววางมือลงบนฝ่ามือของเขาเดินออกมาจากด้านใน วันนี้มาร่วมงานเลี้ยง หนานกงมั่วเองก็อยู่ในชุดเป็นมงคลมากกว่าปกติ คลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงปักลายดอกไม้ดิ้นเงินงดงาม บนผ้าคลุมไม่มีขนจิ้งจอกประเภทนั้นดังที่เหล่าสตรีในจินหลิงชื่นชอบ ทว่ากลับดูเรียบง่ายเหมือนของเว่ยจวินมั่ว ผมยาวสลวยถูกม้วนเป็นมวย มีเส้นสีเงินม้วนรวมกับเส้นผมเป็นลายดอกโบตั๋นปักด้วยปิ่นสีทอง ปอยยาวถูกทิ้งระข้างแก้มสวยแกว่งไหวไปมาเบาๆ อาภรณ์สีแดงท่ามกลางหิมะสีขาวยิ่งขับให้โดดเด่นน่าหลงใหลยิ่งขึ้น
หนานกงมั่วส่งยิ้มให้เว่ยจวินมั่ว หันกลับไปอุ้มตุ๊กตาตัวน้อยทั้งสองส่งให้คุณชายเว่ย ก่อนจะลงจากรถม้ามาด้วยตนเอง
เซียวเชียนเหว่ยและจูชูอวี้รีบออกมารับด้วยตนเอง ทุกคนจึงได้สติกลับคืนมา ฉู่อ๋องผู้น่าเกรงขามอุ้มเด็กสาวตัวน้อยที่อยู่ในอาภรณ์สีแดงมีแถบขนสีขาวเอาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้ากลมเล็กนุ่มนิ่มดวงตากลมโตอยู่ในขนสีขาวดูน่ารักจนอยากยื่นมือเขาไปสัมผัส เพียงแต่…ฉู่อ๋องที่อุ้มเด็กเอาไว้นั้น ดูเหมือนไม่ได้ดูน่ากลัวแล้ว
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ เชิญด้านในพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เชียนเหว่ย ยินดีด้วย”
“ขอบพระทัยพี่สะใภ้ใหญ่ หากมีสิ่งใดดูแลได้ไม่ดี ขอพี่สะใภ้ใหญ่ได้โปรดอภัยด้วย”
หนานกงมั่วยิ้มบาง ก้มหน้ามองบุตรชาย เอ่ย “อานอาน ทักทายเสด็จอาสามและเสด็จอาสะใภ้สามแล้วหรือ”
มือข้างหนึ่งของอานอานกอดคอของมารดาเอาไว้ เอ่ยอย่างว่าง่าย “เสด็จอาสาม เสด็จอาสะใภ้สาม ยินดีกับเสด็จอาสามพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จอาสาม เสด็จอาสะใภ้สาม” ดวงตากลมโตของเยาเยามองสำรวจชุดของเซียวเชียนเหว่ย เพียงแต่ริมฝีปากเล็กยังคงเอ่ยขึ้นอย่างมีมารยาท เห็นได้ชัดว่าการอบรมสั่งสอนเด็กน้อยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อานอานเยาเยาสวัสดี วันนี้เล่นที่จวนเสด็จอาสามให้สนุก ไม่ต้องเขินอาย”
“ขอบพระทัยเสด็จอาสามพ่ะย่ะค่ะ” อานอานพยักหน้าเอ่ย
เยาเยาเม้มริมฝีปากเล็ก หันกลับไปกอดคอของบิดาไว้
จูชูอวี้มองครอบครัวทั้งสี่คนตรงหน้า เกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจ มีเด็กน้อยน่ารักว่านอนสอนง่ายทั้งสองนี้ เกรงว่าคงไม่มีคนที่จะไม่อิจฉา
“ได้ข่าวว่าอานอานไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้วหรือเพคะ ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก พี่สะใภ้ใหญ่โชคดีจริงๆ” จูชูอวี้ยิ้มเอ่ย
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “เขาเพียงไปเที่ยวเล่นเท่านั้น อย่างไรก็ว่างไม่มีเรื่องอันใด เขาชอบจึงต้องปล่อยเขาไป”
สำหรับเรื่องนี้ จูชูอวี้เพียงยิ้มไม่ตอบโต้ หันกลับไปเชิญทั้งสองเข้าไปด้านใน “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่เชิญด้านในเพคะ วันนี้ผู้คนมากสักหน่อย ต้องขออภัยทั้งสองพระองค์แล้วเพคะ”
“น้องสะใภ้เกรงใจแล้ว คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องคอยปรนนิบัติพวกข้า” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา อุ้มอานอานเดินตามเว่ยจวินมั่วเข้าไปในจวนเจิ้งอ๋อง