หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1189 คืนเข้าหอที่น่าเศร้า
ตอนที่ 1189 คืนเข้าหอที่น่าเศร้า
ยามค่ำคืนโคมไฟจวนเจิ้งอ๋องสว่างไสว ต่างฝ่ายต่างยกเหล้าให้กัน เสียงดังเฮฮาไม่น้อย ดอกไม้ไฟหลากสีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากนอกห้องโถง ทำให้ท้องฟ้าเหนือจวนเจิ้งอ๋องกลายเป็นทะเลงดงาม ผู้คนในห้องโถงกลับไม่ได้ไปสนใจดอกไม้ไฟด้านนอกนัก ทว่ายังคงดื่มให้กันไปมาไม่หยุด เห็นว่าใกล้ถึงฤกษ์ยามมงคลแล้ว เมื่อมีเสียงดังขึ้นมาว่าถึงเวลาเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอแล้ว ก็ยิ่งมีคนหนุ่มทั้งหลายเสียงดังขึ้นมาอยากไปร่วมปลุกห้องเจ้าสาว[1]ด้วย ทว่าถูกคนข้างๆ กดเอาไว้
เซียวเชียนเหว่ยเองก็ดื่มเหล้าไปไม่น้อย ใบหน้าที่เดิมทีขาวนวลมีร่องรอยแดงขึ้นมาพร้อมกลิ่นสุรา ยิ้มแย้มแจ่มใสให้ความรู้สึกการเป็นเจ้าบ่าวจริงๆ
จูชูอวี้นั่งอยู่ด้านข้างเซียวเชียนเหว่ย เพียงยิ้มบางๆ ใบหน้างดงามมองไม่เห็นถึงความโกรธหรือยินดีอย่างไร ทว่ายังคงมีรอยยิ้มบางดูสุขุมเยือกเย็น
เซียวเชียนเหว่ยลุกขึ้นเอ่ยขออภัยต่อแขก อีกทั้งขอให้เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนจย่งสองพี่น้องช่วยรับรองแขก จากนั้นจึงปล่อยให้คนประคองไปยังเรือนหลัง วันนี้เป็นวันมงคลของเขา แขกเหรื่อเหล่านี้เดิมทีก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาคอยเฝ้า อย่างไรทุกคนก็เข้าใจ…ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นมีค่ากว่าพันตำลึง เพียงมีผู้คนไม่น้อยกำลังคาดเดาอยู่ในใจ เจิ้งอ๋องจะไปหาพระชายารองพระองค์ใดก่อน
เว่ยจวินมั่วหันไปหาหนานกงมั่วที่นั่งอยู่ด้านข้าง หาได้ยากนักที่นางจะรู้สึกตื่นเต้นกับงานเลี้ยงน่าเบื่อเช่นนี้ เอ่ยเสียงเบา “อู๋สยา หากเหนื่อยแล้วพวกเรากลับกันก่อนเถิด” ส่วนลูกทั้งสอง ถูกส่งกลับไปพักที่จวนองค์หญิงฉังผิงตั้งนานแล้ว เด็กน้อยต้องพักผ่อนตามเวลา
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ ยิ้มร่า เอ่ย “แขกยังไม่ไปเลย พวกเราจะกลับก่อนได้เยี่ยงไร” อย่างไรพวกเขาก็นับว่าเป็นพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ของเซียวเชียนเหว่ยมิใช่หรือ ยังต้องไว้หน้าสักหน่อย เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว โน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูหนานกงมั่ว เอ่ยถาม “เมื่อครู่เจ้าออกไปทำอันใด”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว ยิ้มไม่เอ่ยวาจา
เว่ยจวินมั่วส่ายศีรษะ ไม่เอ่ยถามอันใดอีก ไม่ว่าอู๋สยาจะทำอันใด ขอเพียงไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลร้ายต่อตัวนางเอง ก็ไม่เป็นไรทั้งนั้น
เรือนด้านหลัง เซียวเชียนเหว่ยผลักคนที่ประคองเขาออกแล้วก้าวเดินเชื่องช้าไปด้านใน คนที่ดูเมามายถูกสายลมเย็นพัดมาจึงรู้สึกสร่างเมาขึ้นมามากแล้ว ตามเรื่องในวันนี้ เซียวเชียนเหว่ยไม่ได้อยากไปห้องพระชายารองเช่นนี้ แต่คืนวันแต่งงานจะไม่ไปห้องพระชายารองก็คงไม่ได้ คิดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอย่างไร จึงต้องไปเท่านั้นแล้ว
“ท่านอ๋อง ไม่รู้ว่าจะไป…”
เซียวเชียนเหว่ยชะงัก ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย “ไปที่เรือนของหลี่ว์ซื่อเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” บ่าวที่ดูแลนำทางอยู่ด้านหน้า มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนที่ถูกตกแต่งประดับโคมไฟงดงามทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจวนอ๋อง
ห้องใหม่ที่ถูกตกแต่งเป็นมงคล มีหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงดอกท้องดงามกำลังนั่งรอเงียบๆ อยู่บนเตียง เพียงแต่ผ้าคลุมยวนยางไม่ได้คลุมอยู่บนใบหน้า ใบหน้างามมองสำรวจห้องหอ รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เดิมนางก็เป็นบุตรีเชื้อสายหลัก ท่านปู่ยิ่งเป็นขุนนางขั้นหนึ่งระดับสูง เป็นตระกูลผู้มีอำนาจในจินหลิง ไม่ว่าแต่งออกไปตระกูลใดก็ต้องเป็นภรรยาเอก ทว่ายามนี้กลับ…มองดูชุดสีแดงดอกท้อบนร่างกาย มุมปากกระตุกยิ้มขมขื่นขึ้นมาอย่างจนใจ
แม้นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอ แต่เรื่องในราชสำนักก็ยังเคยได้ยินบิดาและพี่ชายเอ่ยถึงบ้าง ตระหูลหลี่ว์ยกตนแต่งมาเป็นชายารอง ก็หมายความว่าหลังจากนี้ตระกูลหลี่ว์จะผูกติดอยู่กับจวนเจิ้งอ๋อง หากรุ่งเรืองก็รุ่งเรืองไปด้วยกัน หากล่มก็ล่มไปด้วยกัน ไม่ใช่พวกเขาไม่เคยคิดถึงฉู่อ๋อง แต่ว่า…ท่านปู่บอกว่า ฉู่อ๋องและตระกูลหลี่ว์ของพวกเขาไม่อาจเดินร่วมทางเดียวกันได้ ซึ่งนี่ก็เป็นความคิดของเหล่าตระกูลที่มาเข้าร่วมกับจวนเจิ้งอ๋อง ใช่แล้ว ไม่ใช่เพราะเจิ้งอ๋องเก่งกาจมีความสามารถ แต่เพราะว่า…ฉู่อ๋องกับพวกเขาไม่ใช่คนที่จะเดินร่วมทางกันได้
ฉู่อ๋องนิสัยแข็งกระด้าง ไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่มีทางปล่อยคนที่ไม่อยู่ในกฎไปอย่างแน่นอน เมื่อเทียบกับตระกูลและขุนนางเก่าแก่เหล่านั้น เห็นได้ว่าเขาชื่นชอบคนหนุ่มสาวกล้าได้กล้าเสียเหล่านั้นยิ่งกว่า คนเช่นนี้ไม่เพียงไม่เห็นตระกูลของพวกเขาอยู่ในสายตา กระทั่งกลายเป็นศัตรูของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจำต้องหาใครสักคนที่อยู่ตรงข้ามกับฉู่อ๋อง หรือมีโอกาสได้แย่งชิงกับเขา
พระชายารอง เอ่ยให้น่าฟังอย่างไรก็เป็นอนุภรรยาเหมือนกันมิใช่หรือ มุมปากของพระชายารองหลี่ว์กระตุกยิ้มหยัน ช่างเถิด เรื่องการแต่งงานเดิมก็ไม่ใช่เรื่องที่นางจะตัดสินใจได้ ต่อไปจะทำได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพยายามของนางเองแล้ว
“พระชายารอง ท่านอ๋องมุ่งหน้ามาทางเราแล้วเพคะ” มามาคนหนึ่งเดินเข้าประตูมา เอ่ยด้วยความยินดี พระชายารองทั้งสี่เข้าจวนมาพร้อมกัน ท่านอ๋องมาหาใครก่อนหมายความว่าคนนั้นสำคัญ คุณหนูของพวกนางเป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋องจริงๆ มุมปากของพระชายารองหลี่ว์ยกยิ้มบาง ทว่าไม่ได้มีความยินดีนัก เดิมทีก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าวันนี้ท่านอ๋องจะมา
“ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ” เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านนอก
เซียวเชียนเหว่ยเดินเข้ามาก็มองเห็นเจ้าสาวนั่งอยู่บนเตียง ผ้าคลุมหน้าถูกปิดลงไปอีกครั้งแล้ว หลังจากนี้จะเป็นพิธีอีกอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นชายารองก็ต้องคารวะ เพียงแต่ได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องดื่ม เซียวเชียนเหว่ยโบกมือไล่ทุกคนออกไป จากนั้นจึงหันกลับมามองหญิงงามใบหน้าแฝงความเขินอายภายใต้แสงเทียน สตรีที่เกิดจากตระกูลนักปราชญ์ รูปโฉมงดงามกิริยามารยาทอ่อนหวาน ดวงตาฉายแววเขินอายและไม่สงบ
“ท่านอ๋อง…” พระชายารองหลี่ว์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เซียวเชียนเหว่ยหัวใจกระตุก แน่นอนว่าจูชูอวี้สวยกว่าชายารองหลี่ว์ แต่จูชูอวี้ยังให้ความรู้สึกเก่งกาจ ดังนั้นแม้นางจะอ่อนโยนอ่อนหวานเช่นกัน แต่น้อยนักที่เซียวเชียนเหว่ยจะนึกมีใจเอ็นดู
“เจ้ามีนามว่าอย่างไร” เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยถาม
ชายารองหลี่ว์หลุบตาลง เอ่ย “หม่อมฉันมีชื่อตัวอักษร หนิง เพียงตัวเดียวเพคะ”
“หนิงเอ๋อร์” เซียวเชียนเหว่ยพยักหน้า เอ่ยชื่นชม “เป็นชื่อที่ดี”
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ชื่นชมเพคะ” พระชายารองหลี่ว์หน้าแดงด้วยความเขินอาย
เซียวเชียนเหว่ยโน้มตัวลงไป ทั้งสองล้มลงไปบนผ้าปูลายรูปค้างคาวและองุ่นผืนหนาที่ปักด้วยด้ายสีเงินแดง ซึ่งมีความหมายว่ามากความสุขมากลูกหลาน เมื่อมีสาวงามหอมกรุ่นนุ่มนิ่มอยู่ในอ้อมอก หัวใจของเซียวเชียนเหว่ยยิ่งร้อนระอุขึ้นมา โอบประคองกอดเอวระหงของชายารองหลี่ว์ประกบจูบลงไปหนักหน่วง
“ท่านอ๋อง…” เสียงหวานของพระชายารองหลี่ว์ดังขึ้นอย่างอ่อนโยนอยู่ในอ้อมแขนของเขา
เนิ่นนาน เสียงในห้องพลันหยุดลง คนด้านนอกต้องตกใจโดยไม่อาจห้ามได้ พลันมีเสียงร้องแปลกประหลาดอย่างตกใจของพระชายารองหลี่ว์ดังมาจากในห้อง “ท่านอ๋อง”
ผ่านไปชั่วครู่ ประตูห้องหอพลันถูกเปิดออกมาจากด้านใน เซียวเชียนเหว่ยใบหน้าทะมึนสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป ในห้องพลันมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของพระชายารองหลี่ว์ดังออกมา
เกิดเรื่องอันใดขึ้น
มามาที่เฝ้าหน้าประตูตื่นตระหนก รีบไล่สาวใช้ข้างกายออกไปและเดินเข้าไปด้านใน มองเห็นพระชายารองหลี่ว์นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่บนเตียงเสื้อผ้ายับยุ่ง มามารีบเข้าไปกอดนางเอาไว้ “คนดีของหม่อมฉัน เป็นอันใดไปเพคะ ไยอยู่ดีๆ ก็…”
พระชายารองหลี่ว์โผเข้าหาอ้อมแขนของมามาแล้วร้องไห้ออกมา “แม่นม ฮือ…”
“เกิดอันใดขึ้นเพคะ ค่อยๆ เล่า…คุณหนูไปทำอันใดให้ท่านอ๋องโกรธแล้วเพคะ” คุณหนูของตนอย่างไรก็โตแล้ว แม้ก่อนออกเรือนจะถูกฮูหยินและนางแนะนำไปบ้างบางเรื่อง แต่การฟังและดูก็ยังแตกต่างจากการลงมือทำจริงๆ นั่นคือองค์ชายในเชื้อพระวงศ์ ไม่แน่ว่าอาจไม่พอใจแล้ว
พระชายารองหลี่ว์ส่ายหน้าระริก ร้องไห้น้ำตานองหน้า ทำให้แม่นมร้อนใจไม่น้อย “คุณหนู ท่านรีบเอ่ยมาเถิดเพคะ ท่านทำให้แม่นมร้อนใจจะแย่แล้ว ฮึ่ย เล่าให้หม่อมฉันฟังเถิด คุณหนู ไม่ต้องกลัวไม่ต้องกลัว…”
พระชายารองหลี่ว์สะอึกสะอื้น พลันอึกอักมองไปยังแม่นมไม่รู้ว่าควรเอ่ยเช่นไร แม่นมนั่งปลอบอยู่นานกว่าจะสงบลงได้ ค่อยๆ เอ่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างเขินอายออกมา ฟังสิ่งที่นางเล่าจบ สีหน้าของแม่นมยิ่งตกใจจนซีดขาว “นี่…จะเป็นไปได้เยี่ยงไรเพคะ เจิ้งอ๋องจะ…คุณหนูอย่าตกใจไป ไม่แน่วันนี้อาจเกิดเรื่องมากมาย เจิ้งอ๋องจึง…” แม้จะเอ่ยเช่นนี้ ทว่าหัวใจของแม่นมกลับกระอักกระอ่วน
ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ คืนแต่งงาน เจิ้งอ๋องกลับ…ไม่แข็งตัวอย่างนั้นหรือ
หากเป็นเพียงเหตุสุดวิสัยยังดี เกิดว่า…จริงๆ ชีวิตนี้ของคุณหนูก็จบสิ้นแล้วน่ะสิ นึกถึงเจิ้งอ๋องแต่งงานมาหลายปีทว่ายังไม่มีบุตรแม้เพียงคนเดียว ดวงตาของแม่นมพลันมีความกังวลฉายออกมา
“คุณหนู มามา ท่านอ๋องไป…ท่านอ๋องไปเรือนพระชายารองซูแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเข้ามาเอ่ยรายงานเสียงเบา ท่านอ๋องกลับออกไปด้วยความโกรธ สาวใช้ที่ติดตามมากับพระชายารองหลี่ว์ต่างก็ระมัดระวัง แม่นมถอนหายใจบอกให้สาวใช้ถอยออกไป จากนั้นประคองพระชายารองหลี่ว์นอนลง เอ่ยปลอบ “คุณหนูพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องยกน้ำชาให้พระชายาอีก เรื่องนี้…ไม่ต้องกลัว จะไม่เป็นไรแน่นอนเพคะ” ต่อให้เป็นอันใด แต่งก็แต่งมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์พวกนางจะทำอันใดได้
ไม่นานเซียวเชียนเหว่ยก็ออกมาจากเรือนพระชายารองซู จากนั้นไปยังเรือนพระชายารองที่เหลืออีกสองคน อยู่เพียงชั่วครู่ก็เดินออกไป จากนั้นกลับมาถึงเรือนหลัก แม้คนในจวนต่างรู้สึกประหลาดใจ แต่นึกถึงพระชายารองทั้งสี่เข้าจวนมาพร้อมกัน คืนวันแต่งงานยิ่งสำคัญหากท่านอ๋องไปพักที่เรือนใดเรือนหนึ่งอีกสามคนที่เหลือก็จะไม่สบายใจ เช่นนั้นมิสู้อยู่ที่เรือนพระชายา เห็นได้ชัดว่าท่านอ๋องให้ความสำคัญกับชายาเอก และมีความเมตตาต่อพระชายารองทั้งสี่อย่างเท่าเทียมกัน
แน่นอน เซียวเชียนเหว่ยไปที่เรือนตนแล้วเกิดอันใดขึ้น พระชายารองทั้งสี่ไม่อาจแพร่งพรายออกไปได้ พวกนางยังต้องรักษาหน้าตา
กลับมายังเรือนหลัก สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยไม่ได้ดีมากนัก จู๋เอ๋อร์ที่อยู่ในเรือนเห็นจึงตกใจ รีบเข้าไปต้อนรับ “คารวะท่านอ๋อง ท่านอ๋องพระองค์…” จู๋เอ๋อร์งุนงง คืนนี้ท่านอ๋องควรไปที่เรือนพระชายารองเหล่านั้นมิใช่หรือ ไยจึงมาที่นี่ อีกทั้งดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดี
จู๋เอ๋อร์ลอบมองเซียวเชียนเหว่ยอย่างระมัดระวัง ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอ่ย “ให้หม่อมฉันไปตามพระชายากลับมาหรือไม่เพคะ” จู๋เอ๋อร์คิดว่าเซียวเชียนเหว่ยมาหาคุณหนูของตนเพราะมีธุระ
เซียวเชียนเหว่ยยื่นมือไปคว้าจู๋เอ๋อร์ดึงล้มลงบนเตียงด้านข้าง จู๋เอ๋อร์ตื่นตระหนก รีบต่อต้าน นางเป็นคนสนิทของจูชูอวี้ ด้วยนิสัยของจูชูอวี้แน่นอนว่าไม่มีทางให้คนสนิทของตนเกิดความคิดหักหลังเจ้านาย ยิ่งไปกว่านั้นจู๋เอ๋อร์เองก็รู้ตัวว่ารูปโฉมของตนนั้นไม่ได้โดดเด่น แม้จะสำเร็จได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผลที่ตามมาหลังจากหักหลังคุณหนูนางไม่อาจรับไหว ดังนั้นจึงไม่เคยมีความคิดเหลวไหลเช่นนี้
“ท่านอ๋อง” จู๋เอ๋อร์ดิ้นรนคิดผลักเซียวเชียนเหว่ยออก ทว่าเซียวเชียนเหว่ยดวงตาแดงก่ำ กดจู๋เอ๋อร์เอาไว้แน่น ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนาง
“ไม่นะเพคะ ไม่เพคะ…ท่านอ๋อง ตื่นเถิดเพคะ บ่าวคือจู๋เอ๋อร์นะเพคะ”
“หุบปาก” ฝ่ามือหนักๆ ของเซียวเชียนเหว่ยฟาดลงไปบนใบหน้าของจู๋เอ๋อร์ เอ่ยเสียงดัง “ข้าปรารถนาเจ้า นั่นเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว”
“ไม่…ท่านอ๋อง บ่าว บ่าวเป็นสาวใช้ของพระชายานะเพคะ”
เซียวเชียนเหว่ยยิ้มเย็น “พระชายาหรือ แม้แต่นางยังเป็นของข้า” มือของเซียวเชียนเหว่ยยิ่งออกแรงมากขึ้นจนจู๋เอ๋อร์เจ็บระบมไม่น้อย แต่ว่าสีหน้าของเขายิ่งไม่น่ามองขึ้นมา ไม่ใช่เพราะอย่างอื่น เป็นเพราะความรู้สึกนั้นของเขาไม่มีความเคลื่อนไหวแม้เพียงนิด
“พวกท่านกำลังทำอันใด” เสียงเย็นของจูชูอวี้ดังมาจากหน้าประตู มือของเซียวเชียนเหว่ยหยุดชะงัก หันกลับไปพลันมองเห็นจูชูอวี้สีหน้าทะมึนยืนอยู่หน้าประตู
จูชูอวี้มองภาพตรงหน้า มือหนึ่งต้องจับขอบประตูเอาไว้แน่นจึงเก็บกักร่างกายที่สั่นไหวเอาไว้ได้ นางได้ยินสาวใช้มารายงานว่าเซียวเชียนเหว่ยออกมาจากเรือนพระชายารองหลี่ว์ จากนั้นก็ไปยังเรือนพระชายารองซู และยังคงไม่หยุดตรงไปยังเรือนของพระชายารองที่เหลืออีกสองคนก็รู้สึกว่าไม่ปกติจึงรีบปลีกตัวออกมาจากแขกในงานเลี้ยง เซียวเชียนเหว่ยไม่ใช่คนรู้จักตักน้ำใส่ถ้วยให้เท่ากัน ยิ่งไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้เพื่อความเท่าเทียม เขารู้จักเพียงการโปรดปรานหนึ่งคนทอดทิ้งอีกคน การเลือกพระชายารองก็เพียงเพราะเสริมกำลังช่วยเหลือพวกเขาในการทำสิ่งที่มุ่งหมายก็เท่านั้น
เพียงแต่จูชูอวี้ไม่คิดว่าเมื่อนางกลับมาจะต้องมาเจอกับภาพนี้เช่นนี้
“คุณหนู” จู๋เอ๋อร์รีบผลักเซียวเชียนเหว่ยออก พุ่งเข้ามาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าจูชูอวี้ “คุณหนูช่วยด้วยเพคะ”
เดิมทีเซียวเชียนเหว่ยยังมีความรู้สึกผิด แต่เมื่อได้ยินคำของจู๋เอ๋อร์สีหน้าพลันทะมึนขึ้น เอ่ยเสียงหยัน “ข้าเพียงอยากได้คนของพระชายาสักคนเท่านั้น ทำไม พระชายาให้มิได้หรือ”
จูชูอวี้หลุบตาลง เอ่ยเสียงเรียบ “ท่านอ๋องเอ่ยหนักแล้วเพคะ เพียงแต่…วันนี้เป็นวันมงคลท่านอ๋องรับพระชายารอง หากทำเรื่องเช่นนี้ คงไม่เป็นการดีต่อน้องสาวทั้งหลายหรือไม่เพคะ”
เซียวเชียนเหว่ยส่งเสียงหยันในลำคอ ปรายตามองจู๋เอ๋อร์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าจูชูอวี้ เอ่ย “พระชายาเอ่ยถูกแล้ว เมื่อครู่ข้ายั้งสติไม่อยู่ ข้าเหนื่อยแล้ว จะไปพักผ่อนสักหน่อย แขกที่เรือนหน้าคงต้องรบกวนพระชายาแล้ว” จูชูอวี้พยักหน้าพลางก้มลงไปมองจู๋เอ๋อร์ เอ่ย “เจ้าไปกับข้าเถิด อย่าได้มาอยู่ขัดตาท่านอ๋องที่นี่เลย”
จู๋เอ๋อร์ลอบพ่นลมหายใจอยู่ในใจ รีบคว้าชายชุดของจูชูอวี้แน่นและตามออกไป โชคดี…เกิดคุณหนูยกนางให้ท่านอ๋องจริงๆ จู๋เอ๋อร์มั่นใจว่าชีวิตของนางคงได้จบสิ้นแล้ว สิ่งที่คุณหนูเกลียดที่สุดคือถูกคนข้างกายหักหลัง
นายบ่าวทั้งสองเดินออกไปแล้ว พลันได้ยินเสียงเซียวเชียนเหว่ยทำลายข้าวของอยู่ด้านในดังออกมา จูชูอวี้ขมวดคิ้วแล้วจึงเอ่ยถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
จู๋เอ๋อร์ส่ายศีรษะ “บ่าวก็ไม่รู้เพคะ ท่านอ๋องกลับมาก็สีหน้าไม่ดีนัก จากนั้นก็…”
จูชูอวี้หรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ยเสียงเรียบ “ช่างเถิด พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
[1] ปลุกห้องเจ้าสาว เป็นอีกหนึ่งพิธีการในวันแต่งงาน เป็นการสร้างความครื้นเครงให้ห้องเจ้าสาว วิธีการแตกต่างออกไปเฉพาะพื้นที่