หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1190 การเอาคืนของพระชายาฉู่อ๋อง
ตอนที่ 1190 การเอาคืนของพระชายาฉู่อ๋อง
แขกเหรื่อถูกจูชูอวี้ส่งกลับด้วยความเกรงอกเกรงใจ กล่าวโดยสรุป งานเลี้ยงรับพระชายารองในครั้งนี้เบื้องหน้านับว่าประสบความสำเร็จ นอกจากการเข้าห้องหอที่พบว่าเจ้าบ่าว…แน่นอน คนอื่นด้านนอกล้วนไม่รับรู้ ดังนั้นจึงนับว่าสำเร็จ
หนานกงมั่วนั่งอยู่บนรถม้ากำลังกลับจวนฉู่อ๋อง อิงอยู่บนร่างเว่ยจวินมั่วก้มหน้าหัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารอยู่ลึกๆ มือข้างหนึ่งของเว่ยจวินมั่วประคองนาง เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “อู๋สยาอารมณ์ดีมากเลยหรือ” หนานกงมั่วพยักหน้าติดๆ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตา เว่ยจวินมั่วหรี่ตามองริมฝีปากที่ไม่อาจหุบยิ้มได้ของนาง ดูเหมือน…จะอารมณ์ดีมากจริงๆ
“อู๋สยาทำอันใดหรือ บอกข้ามิได้หรือ” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถาม
หนานกงมั่วกะพริบตา “ขอร้องข้าสิ”
คุณชายเว่ยไม่ลังเลที่จะวางความถือตัวลง “ขอร้องเจ้า”
นางจึงกลอกตา ยอมง่ายเพียงนี้เชียวหรือ ไม่มีรู้สึกถึงความสำเร็จแม้เพียงนิด
หนานกงมั่วโน้มตัวลงไปอิงอยู่ในอ้อมอกของเขา เอ่ยกระซิบเสียงเบาเพียงไม่กี่ประโยค เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้ว “เจ้า…ปรุงยาพวกนี้หรือ” คุณชายเว่ยครุ่นคิดว่าต่อไปควรให้อู๋สยาเชื่อฟังกว่านี้สักนิดหรือไม่ ยาประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายของบุรุษ แต่ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกไม่พอใจที่อู๋สยาปรุงยาให้เซียวเชียนเหว่ยด้วยตัวเอง
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “แน่นอนว่าไม่ใช่ ต่อให้ข้าอยากทำก็คงไม่ทันการ”
“เช่นนั้น…”
“แน่นอนว่าเป็นศิษย์พี่” หนานกงมั่วเอ่ยเล่าถึงแผนร้ายออกมาโดยไม่คิดลังเล “คนที่ซื้อยาปลุกกำหนัดคือคนข้างกายของที่ปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาของเซียวเชียนเหว่ยคนหนึ่ง เรื่องนี้ศิษย์พี่ไม่พอใจนัก” คุณชายเสียนเกอไม่พอใจที่ยาหรูหราสูงส่งของเขาใช้ในสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ แน่นอนหากคุณชายเสียนเกอให้คนใช้ คงไม่ใช่สถานการณ์ที่สกปรกเช่นนี้
คิ้วคมของเว่ยจวินมั่วเลิกขึ้น “เจ้าลงมือหรือเสียนเกอลงมือ”
ตลอดงานเลี้ยง หนานกงมั่วไม่ได้เข้าใกล้เซียวเชียนเหว่ย แต่ระหว่างนั้นนางออกไปข้างนอกหนึ่งครั้ง ช่วงเวลาเล็กน้อยเพียงนั้นนางไปวางยาพระชายาเหล่านั้นหรือ
หนานกงมั่วยิ้มร่า เอ่ย “พวกเราลงมือด้วยกัน” เสียนเกอรับผิดชอบโปรยผงยาลงในเหยือกเหล้าของเซียวเชียนเหว่ย คนที่อยู่ในงานส่วนใหญ่เองก็ดื่ม แต่ไม่เป็นอันใด หากถูกหมอหลวงตรวจพบนั่นก็เป็นเพียงยาบำรุงกำลังเท่านั้น และหนานกงมั่วรับผิดชอบนำน้ำยาไปเทไว้ระหว่างทางจากเรือนหลังไปยังเรือนหลังที่เซียวเชียนเหว่ยต้องเดินผ่าน และคืนนี้ บุรุษที่ดื่มเหล้ากานั้นและเดินไปเรือนหลังมีเซียวเชียนเหว่ยเพียงคนเดียว จูชูอวี้เองก็ดื่ม แต่นางเป็นสตรี ยานั้นเช่นนั้นไม่มีผลอันใดกับนาง
“ได้ยินว่าคืนนี้หิมะจะตกด้วย” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ ยาที่จางอยู่แล้ว ถูกหิมะปกคลุม ถูกน้ำชะล้างก็ไม่เหลือร่องรอยอะไรแล้ว ก็เหมือนกับน้ำยาที่เทลงไปในเตาหอผิงซิน ที่ไม่เหลือร่องรอยแม้เพียงนิด
เว่ยจวินมั่วกอดนางเอาไว้ในอ้อมอก ลูบผมนุ่มของนางเบาๆ “ยังโกรธอยู่หรือ”
หนานกงมั่วส่งเสียงหยันในลำคอ เอ่ย “ข้าไม่ได้ใจน้อยขนาดนั้น เพียงอยากให้เขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงในฐานะพี่สะใภ้ ให้เขาได้ดูแลร่างกายไปสักพักก็เท่านั้น”
“ร่างกายของเขาไม่จำเป็นต้องให้อู๋สยาไปใส่ใจ อู๋สยาเป็นห่วงข้าก็พอแล้ว” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
หนานกงมั่วเอ่ยกลั้วหัวเราะ มองไปที่เขา “ท่านเองก็อยากลองหรือ”
“…”
หนานกงมั่วอิงอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของเขา ก่อนจะหลับตาพักผ่อนอย่างพึงพอใจ
คิดจะตีท้ายครัวนางหรือ นางจะทำให้เขาไม่ได้ตีแม้แต่ท้ายครัวตัวเอง
เมื่อกลับมาถึงจวนฉู่อ๋อง หนานกงมั่วก็นั่งดื่มอย่างมีความสุข เรื่องเมื่อตอนกลางวันในวันนี้ไม่ได้กระทบต่อจิตใจของนางแม้เพียงนิด วันถัดมายังลากเว่ยจวินมั่วไปรับบุตรทั้งสองจากจวนองค์หญิงฉังผิงอย่างสบายใจ พาเด็กทั้งสองเข้าไปไปถวายพระพรตามรับสั่งของฮ่องเต้ไท่ชู เฝ้ารอฉลองข้ามปีอย่างสบายใจ เพียงแต่เมื่อเห็นใบหน้าทรุดโทรมและทะมึนของเซียวเชียนเหว่ยที่ปิดบังเอาไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มของพระชายาฉู่อ๋องยิ่งมีความสุขมากขึ้น
เจิ้งอ๋องไม่ได้มีท่าทีมีความสุขเหมือนคนที่เพิ่งรับพระชายารองพร้อมกันสี่คนเลยแม้เพียงนิด เป็นที่น่าสนใจของผู้คนไม่น้อย เพียงแต่ใกล้ถึงช่วงข้ามปีแล้วทุกคนต่างก็ยุ่ง อีกทั้งข่าวซุบซิบของเชื้อพระวงศ์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเอ่ยนัก ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่คาดเดาอยู่ในใจเท่านั้น
ชั่วพริบตาก็ผ่านปีใหม่ไปแล้ว มาถึงยุคสมัยปีไท่ชูแล้ว
วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟของเมืองจินหลิง เมืองจินหลิงไม่มีข้อบังคับใดๆ ประชาชนชาวเมืองสามารถเดินเล่นบนถนนในเมืองได้อย่างอิสระ ยามกลางคืนเมืองจินหลิงยิ่งเสียงดังครื้นเครงยิ่งกว่าตอนกลางวัน สนุกสนานเฮฮาไม่น้อย
พวกหนานกงมั่วสองคนเดินจูงมือกันท่ามกลางเทศกาลโคมไฟในเมือง ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามท้องถนนเมื่อเดินผ่านพวกเขาต่างก็หันกลับมามองอย่างอดไม่ได้ เมืองจินหลิงที่ฉลองปีใหม่มาแล้วยังมีหลงเหลือความหนาวอยู่บ้าง หนานกงมั่วคลุมผ้าคลุมผืนสั้นเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน มองไปที่ฝูงชนโดยรอบ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ใบหน้างดงามที่ถูกแสงเทียนตกกระทบสว่างไสว เปล่งประกายภายใต้แสงไฟสลัว
“คนเยอะมากเลย” หนานกงมั่วเอ่ยด้วยความตื่นเต้น เมื่อครั้งที่นางอยู่จินหลิงก็เคยร่วมเทศกาลโคมไฟในจินหลิงหนหนึ่ง แต่จำได้ว่าเทศกาลโคมไฟในครั้งนั้นไม่ได้มีคนมากมายเพียงนี้
มือข้างหนึ่งของเว่ยจวินมั่วโอบประคองเอวของนาง ดึงนางออกห่างจากผู้คนมากมายที่เดินผ่าน พลางเอ่ย “เดือนสองเป็นวันฉลองพระบรมราชสมภพของเสด็จพ่อ ต้นเดือนสามเป็นการสอบขุนนาง มีผู้คนไม่น้อยรีบมายังจินหลิงก่อนปีใหม่ เพียงแต่เจ้าไม่ทันสังเกตเท่านั้น” ยามนี้ออกจากเรือนรถเรือไม่สะดวก โดยเฉพาะนักศึกษาที่อยู่ห่างไกล เส้นทางการเดินทางเข้าเมืองมาเพื่อสอบไม่แน่อาจใช้เวลาหลายเดือน หากไม่ระวังอาจพลาดการสอบได้ ดังนั้นผู้คนไม่น้อยจึงต้องป้องกันไว้ก่อน มาถึงจินหลิงก่อนล่วงหน้า สามารถเช่าบ้านถูกๆ ในจินหลิงหรือคนที่มีเงินสามารถพักในโรงเตี๊ยมได้ ทั้งไม่ต้องรีบร้อน ยังได้ทำการบ้านทบทวนไปด้วย แน่นอนว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
หนานกงมั่วประหลาดใจ “เช่นนี้หรอกหรือ” แม้ว่ายุคสมัยนี้การเดินทางจะไม่สะดวก แต่สำหรับหนานกงมั่วแล้วก็ไม่ได้ลำบากอันใดนัก อย่างไรหากนางคนเดียว ขี่ม้าเร็วจากใต้ถึงเหนือเวลาสิบวันนั้นเหลือเฟือ ทว่าไม่รู้ นักศึกษาส่วนใหญ่อย่าว่าแต่ไม่อาจซื้อม้าได้ ต่อให้ซื้อไหวก็ไม่แน่ว่าจะรับได้ถึงความลำบากในการขี่ม้า ยังมีคนมากมายที่แม้แต่รถม้ายังไม่อาจเช่าได้ต้องเดินเท้ามุ่งหน้ามายังจินหลิง ใช้เวลาเดินทางสามถึงห้าเดือนเป็นเรื่องปกติ
“ทูตของแคว้นต่างๆ ก็มาถึงแล้วหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเบาๆ เอ่ย “มีเพียงทูตจากหนานเย่ว์ที่มาถึงแล้ว มาถึงเมื่อวานยามเย็น สายวันนี้จึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”
หนานกงมั่วยืนนิ่ง ตอบรับเบาๆ เอ่ยถาม “มาถึงเมื่อวานตอนเย็น สายวันนี้เพิ่งจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อหรือ แม้แต่สาส์นก็ไม่ส่งไปก่อนหรือ” แม้จะบอกว่าแขกมาแต่ไกลไม่ต้องให้รีบเข้าวังไปเข้าเฝ้า แต่แขกต้องทักทายเจ้าบ้านก่อนหรือเจ้าบ้านต้องต้อนรับแขกหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ปกติแล้วมาถึงก็ต้องส่งคนไปรายงาน ให้กรมพิธีการได้เตรียมการต้อนรับ จากนั้นฮ่องเต้ไท่ชูเชิญแขกพักผ่อนก่อน ค่อยเรียกเข้าเฝ้าในวันถัดไป เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เสด็จพ่อไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เมื่อวานพวกเขาพักที่โรงเตี๊ยม วันนี้เพิ่งถูกเชิญไปที่เรือนรับรอง”
หนานกงมั่วยักไหล่ เรื่องราชสำนักเช่นนี้ฮ่องเต้ไท่ชูและเว่ยจวินมั่วต่างรู้ดี ไม่ต้องให้นางไปกังวล เพียงแต่ความพึงพอใจต่อท่าทีของทูตหนานเย่ว์ผู้นี้นั้นต่ำลง
ในงานเทศกาลโคมไฟมีเหล่าผู้ศึกษาเล่าเรียนไม่น้อยจริงๆ คนเหล่านี้กว่าครึ่งมาจากครอบครัวยากจน รีบมาถึงจินหลิงโดยเร็วนอกจากเพื่อทบทวนหนังสือแล้ว ทว่ามีคนไม่น้อยที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตที่ยากลำบาก ดังนั้นเทศกาลเช่นนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะออกมาหาเงินสักหน่อย ผู้ศึกษาเล่าเรียนมีความสามารถแปลกใหม่น้อยนัก ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเชี่ยวชาญเพียงการวาดเขียนเท่านั้น ดังนั้นในงานเทศกาลโคมไฟจึงมีแผงขายหนังสือภาพวาดไม่น้อย หนึ่งสามารถขายของหาเงิน สองอาจเป็นที่ต้องตาของคนใหญ่คนโต แน่นอนว่าคงเป็นการดีที่สุดแล้ว
เห็นทั้งสองจูงมือกันเดินผ่าน สายตาของผู้คนไม่น้อยวาววับขึ้นมา หนานกงมั่วมองเห็นก็ลอบขำอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ หันกลับไปเอ่ยกับเว่ยจวินมั่วด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนท่านคงต้องสวมหน้ากากออกจากเรือนแล้ว” เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้จำเว่ยจวินมั่วได้ ในใจนั้นหวังให้เขาแวะเวียนเข้าไปที่แผงของตน เพียงน่าเสียดาย คุณชายเว่ยไม่มีความสนใจต่อภาพวาดหรืออักษรเหล่านั้น
เว่ยจวินมั่วก้มหน้าลงมามองนาง เพียงยิ้มไม่เอ่ยวาจา
หลังจากมองทั้งสองเดินผ่านไป คนที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลังก็เผยสีหน้าผิดหวังออกมา
“อู๋สยา” เสียงใสดังขึ้นท่ามกลางผู้คน หนานกงมั่วหันกลับไป พลันมองเห็นเซี่ยเพ่ยหวน ฉินซี รวมไปถึงซังเนี่ยนเอ๋อร์กำลังยืนส่งยิ้มมองมาทางพวกนาง ทั้งสองหยุดเท้า ทั้งสามคนเดินเข้ามา ซังเนี่ยนเอ๋อร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่พวกเรายังบอกว่าไม่แน่อาจจะได้เจอกับพวกเจ้า ไม่คิดว่าจะได้เจอจริงๆ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้รอง หาได้ยากที่เจ้าจะมีเวลาว่าง”
ไม่ใช่หนานกงมั่วล้อเล่น หลังจากกลับมาถึงจินหลิงซังเนี่ยนเอ๋อร์ก็ยุ่งมากจริงๆ เดิมที่บ้านก็มีลูกแล้ว ซังเนี่ยนเอ๋อร์คนเดียวยังต้องดูแลทั้งสองบ้าน ช่วงฉลองข้ามปียังรวมจวนหนานกงชวี่เข้าไปด้วยทั้งสามบ้านฉลองร่วมกัน นับตั้งแต่กลับมาถึงจินหลิง ซังเนี่ยนเอ๋อร์ก็ไม่เคยได้ออกมาเที่ยวเล่น แต่ซังเนี่ยนเอ๋อร์เป็นมารดาของตระกูลขุนพล ถึงจะไม่ได้ดูซุกซนสดใสเหมือนเซวียเสียวเสี่ยว ทว่านิสัยกลับมีความหนักแน่นมั่นคง จวนของซังหรงและจวนของหนานกงฮุยนางดูแลได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่หนานกงมั่วยังต้องยอมรับว่าหนานกงชวี่เลือกภรรยาให้หนานกงฮุยได้ไม่เลว
แก้มของซังเนี่ยนเอ๋อร์แดงระเรื่อ เอ่ยอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เจ้าก็มาล้อข้า ใครใช้ให้ข้าไม่มีลูกน้องที่มีความสามารถมากมายเช่นเจ้า จึงต้องจัดการด้วยตนเองในทุกๆ เรื่องแล้ว”
“ซีเอ๋อร์ ร่างกายของเจ้า…”
ฉินซีคลุมผ้าคลุมที่ทำมาจากขนจิ้งจอกขาว ใบหน้าเล็กน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่งกว่าขนปุกปุยสีขาวนั่นเสียอีก ฉินซีส่ายศีรษะ ยิ้มหวานพลางเอ่ย “ข้าสบายดี ทำให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”
ทั้งสี่พูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค หนานกงมั่วดูออกว่าคนที่ยืนอยู่ด้านข้างตนทำให้ทั้งสามทำตัวไม่ถูก มองไปยังคุณชายเว่ยอย่างลำบากใจ กะพริบตาปริบ เว่ยจวินมั่วมองนางนิ่งอยู่เนิ่นนาน เอ่ย “พวกเจ้าสี่คนเดินเล่นไปก่อน ดึกสักหน่อยเดี๋ยวข้ามารับเจ้า”
หนานกงมั่วรู้สึกผิดอยู่ในใจ เดิมทีเว่ยจวินมั่วก็ยุ่งมาก ไม่ง่ายกว่าจะหาเวลาออกมาเดินเทศกาลโคมไฟกับนาง กระทั่งลูกทั้งสองยังทิ้งไว้ที่บ้าน สุดท้าย…
เว่ยจวินมั่วสัมผัสใบหน้าเล็กของหนานกงมั่วเบาๆ ส่ายศีรษะโดยไร้เสียงบ่งบอกว่าเขาไม่เป็นไร
พวกเซี่ยเพ่ยหวนทั้งสามรู้สึกผิด เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ย “พี่เจ็ดของข้าและคุณชายฉินนั่งอยู่ที่หอจ้วงหยวนตรงหน้า” พวกนางเองเดิมทีก็ออกมากับพี่ชายแล้วบังเอิญเจอกัน
เว่ยจวินมั่วพยักหน้า หมุนตัวเดินออกไป
เว่ยจวินมั่วจากไปแล้ว ทำให้เซี่ยเพ่ยหวนทั้งสามพรูลมหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หนานกงมั่วเอ่ยอย่างจนใจ “พวกเจ้าเกินไปเสียจริง” ฉินซียิ้มบางแล้วจึงเอ่ย “มั่วเอ๋อร์เจ้าไม่เข้าใจ…” หนานกงมั่วไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคุณชายเว่ย แต่ไม่ได้หมายถึงพวกนางจะสัมผัสไม่ได้นี่นา มีคนมีอำนาจสีหน้าเรียบนิ่งยืนอยู่ด้วย อย่าว่าแต่คุยเล่นเลย แม้แต่อยากคุยอย่างมีความสุขก็ยังทำไม่ได้ ต่อให้เว่ยจวินมั่วไม่ได้มองพวกนาง พวกนางก็ยังรู้สึกขนลุกขึ้นมาได้ง่ายๆ
ซังเนี่ยนเอ๋อร์และเซี่ยเพ่ยหวนพยักหน้าพร้อมเพรียง
ดังนั้นจะบอกว่า โชคเรื่องความรักของคุณชายเว่ยไม่ค่อยดี ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล คิดเช่นนี้ ลิ่นฮั่นที่กล้าคิดแผนร้ายกับคุณชายเว่ยช่างกล้าหาญ สตรีรูปงามยืนเกาะกลุ่มกัน ทว่ากลับไม่ดึงดูดคนเข้ามารังควาน แผ่นดินของโอรสสวรรค์ ก้อนอิฐหนึ่งก้อนถูกโยนลงมาก็จะโดนเจ้าหน้าที่สามคน ญาติสองคนของเชื้อพระวงศ์ อีกทั้งห้าเจ้าหน้าที่และญาติของญาติเชื้อพระวงศ์ รูปร่างหน้าตาและเสื้อผ้าอาภรณ์เช่นนี้ หากดวงตาไม่มีปัญหาก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ฉินซีเอ่ยด้วยความยินดี “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าออกมาเดินเทศกาลโคมไฟเอง พวกเรารีบไปกันเถิด”
ทั้งสามคนพยักหน้า เห็นใจนางที่ต้องถูกกักอยู่ในบ้านมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งสี่คนเดินจูงมือกันอยู่ท่ามกลางฝูงชน เดินชมโคมไฟข้างถนนงดงามและแผงลอยไปเรื่อยๆ
หน้าต่างชั้นสองของร้านอาหารข้างถนนแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งยืนเคียงข้างกัน ชายหนุ่มท่าทางอายุยี่สิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา สีผิวเมื่อเทียบกับคนในจินหลิงแล้วดูเข้มเล็กน้อย แม้จะอยู่ในชุดของจงหยวน ทว่ากลับดูออกว่าไม่ใช่คนจงหยวน หญิงสาวอีกคนดูอายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปีรูปโฉมงดงาม หว่างคิ้วมีเครื่องประดับอัญมณีสีทองประดับ อยู่ในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มมัดเอวบาง เส้นผมหยิกเล็กน้อย ยิ่งดูแปลกตา
ตอนนี้ทั้งสองกำลังก้มลงไปมองสตรีทั้งสี่ที่เดินอยู่ไกลออกไปบนถนน ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เอ่ย “ไม่คิดว่า…ต้าเซี่ยช่างมีหญิงงามมากมายเสียจริง อยู่ดีๆ ก็ได้เจอกับสตรีโดดเด่นพร้อมกันถึงสี่คน” ภาษาจงหยวนของเขาคล่องแคล่ว เพียงแต่มีสำเนียงแปร่งๆ เล็กน้อย
หญิงสาวขมวดคิ้วเบาๆ ใช้อีกภาษา เอ่ยตอบว่า “พี่ชาย สตรีทั้งสี่นั้นไม่ใช่สตรีธรรมดา ท่านไม่ได้ยินหรือ สตรีไม่กี่คนนั้นเรียกผู้นั้นว่าอู๋สยา”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร” ชายหนุ่มไม่ใส่ใจ
ดวงตาของหญิงสาวฉายแววจนใจ “ก่อนมา พี่ชายไม่เคยได้ยินคนเอ่ยถึงมาก่อนหรือ พระชายาฉู่อ๋อง นามเรียกหนานกงมั่ว จื้ออู๋สยา”
ชายหนุ่มโบกมืออย่างรำคาญ เอ่ย “คนจงหยวนช่างยุ่งยาก ตั้งชื่อยังต้องมีมากมายเพียงนั้น เพียงแต่…นั่นคือพระชายาฉู่อ๋องหรือ ช่างงดงามยิ่งนัก แตกต่างจากสตรีอ่อนแอของจงหยวนพวกนั้น” หญิงสาวเอ่ยเสียงหยัน “บุรุษเมื่อครู่น่าจะเป็นฉู่อ๋อง พี่ชาย ท่านไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ทางที่ดีอย่าได้ไปหาเรื่องเขา”
ชายหนุ่มกลอกตา “พอดีมิใช่หรือ เจ้าสนใจฉู่อ๋อง ข้าสนใจพระชายาฉู่อ๋อง พวกเราร่วมมือกันก็ได้แล้ว”
หญิงสาวไหวไหล่ มองไปทางหนานกงมั่วที่หายไปกับฝูงชน เอ่ย “ข้าไม่คิดว่าร่วมมือกับท่านแล้วจะมีประโยชน์อันใด อย่างไรอาจทำให้ฉู่อ๋องขุ่นเคือง” นางไม่ใช่คนที่ใช้แต่กำลังไม่ใช้สมองเหมือนพี่ชาย บุรุษจงหยวนให้ความสำคัญกับสตรีของพวกเขา อย่าว่าแต่ถูกใครทำอันใดเลย แม้แต่ถูกคนอื่นมองเพียงเล็กน้อยก็โกรธแล้ว ร่วมมือกับเขาหรือ นางไม่ได้บ้าสักหน่อย