Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1191 ข้าเป็นคนถ่อมตัว

  1. Home
  2. หมอหญิงยอดมือสังหาร
  3. ตอนที่ 1191 ข้าเป็นคนถ่อมตัว
Prev
Next
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

ตอนที่ 1191 ข้าเป็นคนถ่อมตัว

ท่ามกลางฝูงชน เท้าของหนานกงมั่วชะงักทว่าไม่ได้หันกลับไปมอง เซี่ยเพ่ยหวนที่จูงมือกับนางอยู่สัมผัสได้ทันที เอ่ยเสียงเบา “เป็นอันใดหรือ” หนานกงมั่วย่นคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “มีคนจ้องมองพวกเราอยู่ ไม่เป็นไร เดินไปก่อนเถิด”

เดินห่างออกมาสักระยะ หนานกงมั่วส่งสัญญาณมือ ไม่นานพลันมีชายวัยกลางคนรูปลักษณ์ธรรมดามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกเขา เอ่ยขึ้นเสียงเบาด้วยน้ำเสียงสุขุม “พระชายา” หนานกงมั่วเอ่ย “ให้คนไปสืบ ชั้นสองหอหมิงเซียนห้องที่สามมีผู้ใดอยู่” ชายวัยกลางคนเอ่ยรายงาน “ตอบพระชายา คงจะเป็นองค์ชายและองค์หญิงของหนานเย่ว์พ่ะย่ะค่ะ คืนนี้ทั้งสองคนนั้นก็อยู่ในงานเทศกาลโคมไฟนี้ ฝ่าบาทกำลังให้คนจับตามองพวกเขาเอาไว้ เมื่อครู่ข้าน้อยเห็นองครักษ์สายลับของวังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” หนานกงมั่วจึงวางใจ พยักหน้าพลางเอ่ย “ไม่มีอันใดแล้ว เจ้าไปเถิด”

“กระหม่อมลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ชายผู้นั้นเดินออกห่างไม่กี่ก้าว จากนั้นก็หายไปท่ามกลางผู้คน “องค์ชายและองค์หญิงหนานเย่ว์อย่างนั้นหรือ” พวกเซี่ยเพ่ยหวนทั้งสามคนตกใจเล็กน้อย ฉินซีเอ่ย “อีกไม่นานก็เป็นวันพระบรมราชสมภพของฝ่าบาทแล้ว คงจะมาร่วมยินดีกระมัง” ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นครองบัลลังก์เร่งรีบ ไม่เพียงแคว้นต่างๆ แม้แต่ผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ยังมาร่วมแสดงความยินดีไม่ทัน นี่เป็นการเฉลิมฉลองพระบรมราชสมภพครั้งแรกหลังจากขึ้นครองบัลลังก์ แน่นอนว่าต้องมาร่วมยินดี

เซี่ยเพ่ยหวนเองก็นึกถึงเรื่องนี้ ย่นคิ้วพลางเอ่ย “ข้ากลับรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีนัก” ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ก่อนหน้านี้ต้าเซี่ยยังผ่านสงครามมาหลายปี ยามนี้เป็นช่วงเวลาของการฟื้นฟู เวลาเช่นนี้แคว้นข้างเคียงต่างๆ เกาะกลุ่มกันมาร่วมแสดงความยินดี จะมีเรื่องดีอันใดได้ เมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ยังอยู่ไยจึงไม่เห็นพวกเขาจะมาเล่า “มีเรื่องดีหรือไม่ พวกเขาก็มาแล้ว อย่างไรเราก็ไม่อาจไล่พวกเขากลับไปได้” หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย พวกเขามาร่วมแสดงความยินดีกับฮ่องเต้ ไม่ให้พวกเขามาคงได้โกรธเคืองเป็นแน่

เซี่ยเพ่ยหวนยกยิ้มขึ้นมา พยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะว่าไปก็ถูก”

ซังเนี่ยนเอ๋อร์หันมาเอ่ยกับพวกนางอย่างระอาใจ “กว่าจะมีวันดีๆ เช่นนี้ พวกเจ้าก็อย่าเอ่ยถึงเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้เลย”

ทั้งสองมองสบตากัน เอ่ยขึ้นพร้อมเพรียง “เนี่ยนเอ๋อร์เอ่ยถูกแล้ว”

โยนเรื่องขององค์หญิงองค์ชายหนานเย่ว์ทิ้งไป ทั้งสี่คนเดินเที่ยวชมงานเทศกาลโคมไฟอย่างสนุกสนาน แม้พวกนางจะไม่ใช่สตรีที่อยู่แต่ในเรือนไม่ก้าวเท้าออกข้างนอกเลย แต่วันที่จินหลิงจะมีผู้คนมากมายและครึกครื้นเช่นนี้นั้นมีไม่มาก จึงไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

ซังเนี่ยนเอ๋อร์และฉินซีต่างถือโคมไฟเอาไว้ในมือ มองเซี่ยเพ่ยหวนและหนานกงมั่วที่มือว่างเปล่า เอ่ย “พวกเจ้าไม่ถูกใจสักอันเลยหรือ เลือกสักอันกลับไปเป็นที่ระลึกก็นับว่าเป็นเรื่องดี”

เซี่ยเพ่ยหวนยิ้มร่า เอ่ย “ข้ามักคิดว่า ยังไม่เดินดูให้ทั่ว จะรู้ได้เยี่ยงไรว่ายังมีอันที่สวยกว่าหรือไม่”

“เช่นนั้นหากไม่มีแล้วเล่า ไม่แน่ว่าอันที่สวยอาจถูกคนอื่นเอาไปแล้ว” ซันเนี่ยนเอ๋อร์เอ่ย

เซี่ยเพ่ยหวนยักไหล่ “เช่นนั้นก็นับว่าไม่มีวาสนาแล้ว อย่างไรข้าก็ไม่ได้สนใจนัก อีกทั้ง…โคมไฟที่พวกเจ้าถืออย่างระมัดระวัง ข้ายังยืมมาเล่นได้ ข้าสามารถซื้อของเล่นอย่างอื่นได้อีกมากมาย น่าสนใจยิ่งกว่าโคมไฟมากทีเดียว” เดิมทีเทศกาลโคมไฟในจินหลิงก็เป็นงานใหญ่อยู่แล้ว ทั้งยังใกล้ถึงงานพระบรมราชสมภพของฝ่าบาท พ่อค้าทั่วทั้งแผ่นดินต่างพากันมุ่งหน้าตรงมายังจินหลิง แน่นอนว่าเทศกาลโคมไฟจึงมีอะไรแปลกตามากมาย เซี่ยเพ่ยหวนถือกระเป๋าผ้าเรียบง่ายไว้ในมือ ด้านในมีของเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งซื้อระหว่างทางมากมาย เห็นได้ว่าเตรียมการมาก่อนแล้ว

ฉินซีจนวาจา ทำได้เพียงมองไปยังหนานกงมั่ว หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “ข้ามิได้คิดอย่างเพ่ยหวน เพียงแต่คิดว่า…มือว่างคงจะดีกว่า”

ทั้งสามมองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด ไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคือมือว่างจะดีกว่า ดีที่ไหนกันเล่า

หนานกงมั่วลอบยิ้มอยู่ในใจ ดีที่ใดหรือ ไม่ว่าทะเลคนแน่นขนัด เล่นเกมหรือต่อสู้ แน่นอนว่ามือว่างจะดีกว่า ใครใช้ให้พวกนางไม่มีสาวใช้ติดตามมาสักคนกันเล่า คงไม่อาจเรียกองครักษ์สายลับออกมาถือของให้ได้

ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังสนทนาสนุกสนาน ก็เห็นว่าผู้คนมากมายกำลังมองไปข้างหน้า โดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นบัณฑิต ซังเนี่ยนเอ๋อร์เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “คนเหล่านั้นไปทำอันใดกัน ข้างหน้ามีอันใดให้ดูหรือ”

ชายท่าทางเหมือนนักปราชญ์คนหนึ่งเห็นทั้งสี่รูปโฉมไม่ธรรมดาจึงอดไม่ได้ที่จะหยุดเท้าชั่วครู่ เอ่ยอธิบาย “แม่นางไม่รู้หรือ หอเต๋อเย่ว์กำลังจัดการแข่งขันเขียนบทกวีที่มุนถนนด้านหน้า คนที่โดดเด่นจะได้เงินสิบตำลึง คนที่ได้ที่หนึ่งจะได้หนึ่งร้อยตำลึงเลยนะ” ราวกับนึกขึ้นได้ว่าในฐานะนักปราชญ์เขาควรมองเงินราวกับมูลสัตว์ ชายผู้นั้นละอายใจเล็กน้อย รีบเอ่ย “แม่นางทั้งหลายเดินระวังด้วย ข้าขอตัวนำไปก่อน” เอ่ยจบ จึงรีบแซงหน้าคนด้านหน้าและมุ่งหน้าตรงไปอย่างรวดเร็ว

ซังเนี่ยนเอ๋อร์ประหลาดใจเล็กน้อย “ประชันเขียนบทกวีงั้นหรือ”

ฉินซียิ้มเอ่ย “ไม่แปลกหรือไม่ เทศกาลโคมไฟเช่นนี้ มีโคมไฟประดับประดาพราวไสว เขียนบทกวีชื่นชมแน่นอนว่าต้องมี”

เซี่ยเพ่ยหวนพยักหน้า “ไม่ผิด เพียงแต่เงินรางวัลครั้งนี้ไม่น้อยแลย” บัณฑิตก็ต้องกินข้าว มาตั้งแผงขายของในเวลานี้ ไม่หวังได้พบกับผู้สูงศักดิ์ก็ต้องการหาเงินประทังชีวิต เกรงว่าคงจะเป็นแบบหลังมากกว่าสักหน่อย เงินสิบตำลึงก็เพียงพอให้บัณฑิตยากจนหาที่พักสะอาดรวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ จนกว่าจะสอบเสร็จได้ หากโชคดีชนะได้อันดับหนึ่งเช่นนั้นก็มั่งคั่งมากแล้ว ไม่แปลกใจที่คนพวกนี้ต่างก็ทยอยมุ่งหน้าไปทางนั้น

ซังเนี่ยนเอ๋อร์ลังเลอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “ข้าเหมือนจะจำได้…หอเต๋อเย่ว์แห่งนี้คล้ายจะเป็นกิจการของตระกูลเหวินของพระชายารองเหวินจวนเจิ้งอ๋อง”

“เอ๋” ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนจึงมองมาพร้อมเพรียง ซังเนี่ยนเอ๋อร์ครุ่นคิด “น่าจะไม่ผิด หอเต๋อเย่ว์เป็นร้านขายอุปกรณ์การเรียนที่ไม่เลวแห่งหนึ่ง ข้าเคยไปซื้อหนังสือให้อาเจี้ยวสองครั้ง บังเอิญได้ยินคนเอ่ยถึง”

หนานกงมั่วพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร พวกเราจะไปดูหรือไม่”

ฉินซีเอ่ย “ผู้คนเกินครึ่งถนนต่างก็เดินไปฝั่งนั้น พวกเราไม่ไปจะแปลกหรือไม่”

“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” หนานกงมั่วและซังเนี่ยนเอ๋อร์อย่างไรก็ได้ แต่เซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีต่างก็ชื่นชอบบทกวี รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ฉินซีเอ่ยเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม “หอคอยที่ใกล้น้ำ ย่อมได้พระจันทร์ก่อน[1] ชื่อนี้ตระกูลเหวินตั้งได้ไม่เลว”

ที่ตั้งหอเต๋อเย่ว์นั้นดี อยู่บนถนนนอกเมืองที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด อีกทั้งยังอยู่ปากทาง พื้นที่ด้านหน้าประตูก็กว้างขวาง เมื่อพวกนางไปถึงผู้คนก็ยืนเต็มไปหมดแล้ว หนานกงมั่วรีบจูงมือเซี่ยเพ่ยหวนอีกข้างจูงมือฉินซี และกำชับซังเนี่ยนเอ๋อร์ให้ดูแลตนเองให้ดี เดิมซังเนี่ยนเอ๋อร์ก็ดูแลตนเองได้อยู่แล้ว ไม่ต้องให้นางเป็นห่วงมากนัก จึงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

หน้าประตูหอเต๋อเย่ว์ มีหัวข้อแขวนเอาไว้ หนานกงมั่วเงยหน้าขึ้นไปมอง ถูกแบ่งเป็นวันส่งท้ายปี เหมย หิมะ อวยพร ราวๆ สิบหัวข้อ จำนวนคำรูปแบบการคล้องจองไม่มีจำกัด บันไดด้านหน้ามีโต๊ะตั้งหนึ่งแถว ด้านบนมีกระดาษวางคลี่เอาไว้ ยังมีคนคอยฝนหมึกให้ บัณฑิตที่มีความมั่นใจเพียงก้าวขึ้นไปและเขียนบทกวีลงไปเท่านั้น หลังจากลงชื่อเสร็จก็ส่งให้คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นพอ ขอเพียงเขียนได้ดีก็จะได้รับเงินสิบตำลึงเป็นรางวัล และอันดับที่หนึ่งที่ว่าก็คัดเลือกจากคนที่ได้รางวัลนี้ เพียงแต่ระยะเวลามีเพียงหนึ่งชั่วยาม พวกนางมาถึงที่นี่ได้สักพักแล้ว มีบัณฑิตสองคนที่กำลังดีใจที่ตนได้รางวัล เรื่องเช่นนี้ไม่เพียงตนเองได้ประโยชน์ ยังสามารถทำให้ตนเองมีชื่อเสียงขึ้นมาในจินหลิงด้วยเช่นกัน

“ตระกูลเหวินช่างทุ่มทุนจำนวนมาก” เซี่ยเพ่ยหวนเอ่ยเสียงเบา

นายท่านเหวินทำงานอยู่ในสำนักศึกษาฮั่นหลิน มีอำนาจต่อปัญญาชนในราชสำนักเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นข้าราชการผู้มีคุณธรรมที่เรียกว่าโอบอ้อมอารีย์และซื่อสัตย์ ขณะที่อย่างหนานกงมั่วที่เฝ้าเงินหลายล้านและมีกิจการในครอบครองนับไม่ถ้วนแน่นอนว่าไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นข้าราชการผู้มีคุณธรรมได้ เจ้าร่ำรวยเพียงนี้แล้ว บอกว่าตนเองมีคุณธรรมใครจะเชื่อ

จัดการประชันบทกวีเช่นนี้ในคืนนี้ เกรงว่าตระกูลเหวินคงจ่ายออกไปไม่น้อย เพียงแต่น่าจะได้รับชื่อเสียงไปไม่น้อย

ฉินซีป้องปากเอ่ยเสียงเบา “เพ่ยหวนคิดมากแล้ว ตระกูลเหวินไม่มีเงิน แต่ว่า…เจิ้งอ๋องมีเงินนี่นา”

ตระกูลเหวินไม่เคยทำตัวสูงส่งเพียงนี้มาก่อน หากจู่ๆ จะทำเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีสาเหตุ พระชายาเจิ้งอ๋องไม่มีบุตรเชื้อสายหลัก หากพระชายารองเหวินสามารถให้กำเนิดบุตรชายก่อนได้ เช่นนั้นในอนาคต บุตรชายคนโตกับบุตรชายเชื้อสายหลักยังสามารถแย่งชิงกันได้ อย่างไรตระกูลจูก็เป็นอย่างนั้น ในสายตาของขุนนางในราชสำนักและฮ่องเต้ แน่นอนว่าไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบเท่าตระกูลเหวิน

เซี่ยเพ่ยหวนชะงัก รอยยิ้มหายไปทันใด เอ่ย “ข้าคิดพลาดไปแล้ว”

ซังเนี่ยนเอ๋อร์กลอกตา เอ่ยเสียงเบา “พวกเจ้าหยุดพูดได้แล้ว หากคนได้ยินเดี๋ยวเราก็โดนรุมประณามหรอก” นินทาคนอยู่หน้าประตูของพวกเขา บัณฑิตที่อยู่ตรงนี้ยามนี้ต่างรู้สึกดีต่อหอเต๋อเย่ว์ทั้งนั้น

ฉินซีและเซี่ยเพ่ยหวนกะพริบตา มองซ้ายแลขวาพบว่าไม่มีใครมองมาที่พวกนางจึงลอบถอนหายใจ

เพราะกิจกรรมที่สนุกสนาน ทำให้โรงน้ำชาหลายร้ายบริเวณนั้นเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งสี่คนคร้านจะเดินเข้าไปด้านใน จึงขยับไปยืนที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ระยะไม่ใกล้ไม่ไกลนักทำให้ได้ยินการอ่านบทกวีได้อย่างชัดเจน เซี่ยเพ่ยหวนและฉินซีไม่ได้สนใจหอเต๋อเย่ว์อีกต่อไป ทว่าพูดคุยเกี่ยวกับบทกวีบ้างเป็นบางครั้ง ขอเพียงเป็นบัณฑิต ต่างก็เขียนบทกวีเป็นทั้งนั้น แม้จะมีทักษะสูงต่ำ แต่มีไม่น้อยที่ทำให้ทั้งสองปรบมือชื่นชม สำหรับซังเนี่ยนเอ๋อร์ที่ไม่ค่อยเข้าใจนักและหนานกงมั่วที่ไม่เข้าใจเลย ทำเพียงชมความสนุกสนานไปเงียบๆ อยู่ด้านข้าง

“พระชายา ท่านอ๋องเชิญท่านและแม่นางทั้งสามเข้าไปด้านในพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์สายลับคนหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหนานกงมั่ว เอ่ยขึ้นเสียงเบา

“เอ๋” หนานกงมั่วประหลาดใจ มองโรงน้ำชาที่องครักษ์ชี้ไป เอ่ย “พวกเขาอยู่ที่หอจ้วงหยวนมิใช่หรือ”

องครักษ์เอ่ย “ที่นี่สนุกสนาน ท่านอ๋องและเหล่าคุณชายจึงย้ายมาที่นี่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่มองไม่เห็นพระชายา ได้โปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หนานกงมั่วโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นจึงพาทั้งสามคนเดินเข้าไปด้านในโรงน้ำชาด้านหลัง โรงน้ำชาแห่งนี้ตกแต่งอย่างดี เพียงแต่เปิดอยู่นอกเมือง ไม่ใช่สถานที่ที่เหล่าคุณชายพวกนี้จะมาบ่อยๆ ทว่าลูกหลานขุนนางที่ไม่ชอบอุดอู้ชอบออกมาเที่ยว

เมื่อเข้าไปด้านในทั้งสี่คนก็ถูกเชิญไปยังชั้นสอง แม้จะไม่เหลือห้องแบบส่วนตัวนานแล้ว ทว่ายังมีแผ่นบังลมแกะลวดลายประณีตวางกั้นสองโต๊ะเอาไว้ โต๊ะตัวหนึ่งมีเว่ยจวินมั่ว คุณชายเสียนเกอ ลิ่นฉังเฟิง ฉินจื่อซวี่ คุณชายเซี่ยเจ็ด หนานกงชวี่ เจี่ยนชิวหยางรวมไปถึงเหอเหวินลี่ที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร โต๊ะอีกตัวถูกว่างเอาไว้ เห็นได้ว่าเพิ่งถูกเตรียมเอาไว้ให้พวกนาง มองเห็นหนานกงมั่วพวกเขาเตรียมตัวจะลุกขึ้นคารวะ หนานกงมั่วรีบโบกมือเอ่ย “อยู่ข้างนอก ไม่ต้องทำเช่นนี้ ทุกคนตามสบายเถิด”

ระหว่างสองโต๊ะมีกระถางดอกไม้ตั้งกั้นเอาไว้ เพียงแต่มันไม่สามารถบดบังอันใดได้ หนานกงมั่วมองเห็นท่าทีของฉินซีเมื่อมองเห็นเสียนเกอแล้วก็มีท่าทีเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่นานพลันกลับมาปกติ หากไม่ใช่เพราะหนานกงมั่วตั้งใจมอง เกรงว่าคงไม่สังเกตเห็น คุณชายเสียนเกอกลับนิ่งสงบ อย่าว่าแต่ฉินซีเลย แม้แต่หนานกงมั่วเองยังไม่หันมามองแม้เพียงนิด นั่งพิงหน้าต่างเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นไม่รู้กำลังคิดอันใดอยู่

หนานกงมั่วหันไปส่งยิ้มให้เว่ยจวินมั่ว จากนั้นพาทั้งสามไปนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกชาและของว่างมาให้ ยังใส่ใจยกน้ำขิงมาให้ด้วย ดื่มน้ำขิงลงไป แม้แต่หนานกงมั่วเองก็อดรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาไม่ได้ เซี่ยเพ่ยหวนทั้งสามคนหัวคิ้วคลายออกรู้สึกสบายขึ้นมา สีหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ

“เซี่ยเจ็ด ชายใหญ่ฉิน ทั้งสองต่างก็เป็นผู้มีความสามารถของจินหลิง ไม่ลงไปลองหน่อยหรือ ไม่แน่ ค่าชาอาหารว่างของเราตอนนี้อาจจะไม่ต้องจ่ายก็ได้” ลิ่นฉังเฟิงมองความสนุกสนานตรงหน้า เอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว

คุณชายเซี่ยเจ็ดเคาะปลายจมูก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉังเฟิงเองก็ปราดเปรื่อง มิสู้ไปด้วยกันเล่า” หากจะขายหน้าก็ขายหน้าไปด้วยกัน

คุณชายฉังเฟิงหดหู่ลงทันที ไม่ใช่เขาแต่งบทกวีไม่ได้ แต่การแย่งที่หนึ่งกับบัณฑิตยากจนเหล่านี้ ช่างน่าด่าทอเสียจริง เกิดแพ้ขึ้นมาเช่นนั้นแล้วคงขายหน้าไปถึงตระกูล เมื่อเห็นว่าคุณชายเซี่ยเจ็ดน่าเบื่อ คุณชายฉังเฟิงจึงหันกลับไปหยอกล้อเว่ยจวินมั่ว “ฉู่อ๋อง เจ้าดูเจิ้งอ๋องแล้วหันมามองเจ้าสิ”

“ข้าทำไมหรือ” เว่ยจวินมั่วเอ่ยถามเขาเสียงเรียบ

สายลมพัดผ่านศีรษะของคุณชายฉังเฟิงโดยไม่รู้ตัว “ไม่รู้ว่าเจ้าตระหนี่เพียงใด เจิ้งอ๋องแจกโจ๊กในเดือนสิบสอง ขึ้นปีใหม่ก็เปิดคลังเสบียง ทำให้ราษฎรได้เฉลิมฉลองข้ามปีอย่างมีความสุข ยามนี้ยังจัดการประชันบทกวีเพื่อบัณฑิตยากจน แล้วดูเจ้าสิ…เหอะๆ…” คุณชายฉังเฟิงส่งเสียงหยันราวกับไม่ได้ดั่งใจ ใบหน้าแทบเขียนคำว่าตระหนี่เอาไว้ มีหน้ายังอยากเขียนขี้เหนียวเอาไว้ด้วย

ฉินจื่อซวี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉังเฟิงเข้าใจฉู่อ๋องผิดแล้ว ก่อนเข้าฤดูหนาวก็สร้างเรือนเอาไว้ให้คนไร้บ้านอยู่นอกเมืองกว่าสามแห่ง เงินของการแจกจ่ายโจ๊กเมื่อปลายปีของเขตอิ้งเทียน กว่าครึ่งเป็นเงินของฉู่อ๋อง” เป็นผู้ว่าการเขตอิ้งเทียน เรื่องเหล่านี้แน่นอนว่าไม่อาจปิดบังฉินจื่อซวี่ได้ ฉินจื่อซวี่ต้องมีผลงานในการปฏิบัติงานก่อน ไม่อาจให้จินหลิงมีคนหนาวตายจำนวนมาก แต่การแจกจ่ายโจ๊กเป็นเวลายาวนานจำต้องใช้เงินจำนวนมาก แม้แต่ลิ่นฉังเฟิงที่เป็นรองเจ้ากรมคลังก็ไม่อาจให้เงินเขามากมายเพียงนั้น ดังนั้นฉินจื่อซวี่จึงต้องคิดหาทางด้วยตนเอง แน่นอนว่าตระกูลฉินก็สามารถควักเงินจำนวนนี้ออกมาได้ แต่ตระกูลฉินก็ไม่อาจควักเงินมากมายเพียงนั้นเพื่อการปกครองของฉินจื่อซวี่เพียงคนเดียวได้ ต่อให้เขาเป็นว่าที่ผู้สืบทอดของตระกูลฉินก็ไม่อาจนำเงินและทรัพยากรมากมายออกมาทำให้คนในตระกูลไม่พอใจ เส้นทางนี้ยังไม่ใช้เส้นทางที่ยืนยาวอีกด้วย ดังนั้นคุณชายฉินผู้มั่งคั่งและมีเกียรติทำได้เพียงไปขอบริจาคอย่างน่าเวทนา

ตำแหน่งคุณชายใหญ่ฉินนั้นไม่ได้ช่วยอันใดเขามากนัก ตระกูลฉินมีอำนาจไม่ผิด แต่คู่ต่อสู้เองก็มีไม่น้อย ดังนั้นฉินจื่อซวี่เองก็ไม่อาจเอาเงินออกมาได้มากมาย สุดท้ายยังเป็นหนานกงมั่วที่คอยสนับสนุนเงินเขาอยู่เบื้องหลัง แต่เงินนี้ผ่านหน้าฮ่องเต้ไท่ชูอย่างโจ่งแจ้ง ต่อให้ต่อไปมีคนรู้ก็ไม่เป็นปัญหา

ลิ่นฉังเฟิงหันไปหาหนานกงมั่ว เอ่ยอย่างแปลกใจ “แม่นางมั่ว ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าเป็นพวกแอบทำดีโดยมิให้ผู้ใดรู้”

หนานกงมั่วมุมปากกระตุก “ข้าเป็นคนถ่อมตน”

[1]หอคอยที่ใกล้น้ำ ย่อมได้พระจันทร์ก่อน อยู่ใกล้กับสิ่งใดก็สามารถแย่งผลประโยชน์ได้ก่อน คล้ายกับสำนวนไทย มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 1191 ข้าเป็นคนถ่อมตัว"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

Yqkg
ฉันมีพี่ชาย 7 คน
18/04/2025
book_detail_large
ยอดหญิงแห่งหมู่บ้านถงซาน
23/04/2023
e7-4d3a
สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
12/06/2026
novelpdfdfw0
เซียนสาวผู้นี้ดูดวงแม่นเกินไปแล้ว
15/06/2026

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.