หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1199 ลูกไม้หล่นไกลต้น
ตอนที่ 1199 ลูกไม้หล่นไกลต้น
ณ ตำหนักหลังของฮองเฮา
ฮองเฮาเอนกายลงบนตั่งนุ่มๆ ตัวหนึ่งด้วยท่าทางเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งของนางกดเบาๆ ลงบนหน้าผากบริเวณที่รู้สึกปวดเล็กน้อย จูชูอวี้ยืนอยู่ด้านข้าง ลดสายตาลงต่ำด้วยความเคารพ ไม่กล้าขยับเคลื่อนไหวอย่างผลีผลาม หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินฮองเฮาเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ข้าได้ยินมาว่า…ช่วงนี้เหว่ยเอ๋อร์สุขภาพไม่ค่อยดีหรือ ไยเจ้าไม่เชิญหมอหลวงไปตรวจ ไยไม่เข้าวังมาบอกกล่าว”
จูชูอวี้รีบเอ่ยตอบ “ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงแล้ว ท่านอ๋องสบายดี ไม่ได้มีอันใดผิดปกติเพคะ”
ฮองเฮาแค่นเสียงเยาะ “เจ้าคิดว่าข้ากับฝ่าบาทตาบอด หรือเจ้าคิดว่าหากเจ้าปิดหูปิดตา คนอื่นก็จะมองไม่เห็นเรื่องนี้แล้วหรือ ช่วงก่อนหน้านี้บรรดาครอบครัวของชายารองพวกนั้นส่งสิ่งใดเข้าไปในจวนอ๋องบ้าง แล้วข่าวลือในช่วงไม่กี่วันมานี้…พวกเจ้ามีความคิดเป็นของตัวเอง ทำอันใดได้เองแล้ว ข้าและฝ่าบาทไม่สามารถจะยุ่งอันใดกับพวกเจ้าได้แล้วอย่างนั้นหรือ!”
จูชูอวี้ใจสั่นสะท้านขึ้นมาทันที รีบคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอ่ยออกมาทันทีว่าหม่อมฉันมิกล้า
แม้ว่านางจะเจ้าแผนการและมีปัญญามากเพียงใด เมื่อเผชิญกับอำนาจสูงสุดก็ทำได้เพียงก้มหน้าและยอมเรียกตัวเองว่าหม่อมฉัน แม้แต่การแก้ตัวอันใดมากกว่านี้ก็ถือว่าเป็นความผิด นางหมอบต่ำจนหน้าผากแตะพื้น แววตาของจูชูอวี้แสดงอารมณ์หลากหลาย อำนาจ… อำนาจ นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนบนโลกนี้ยอมให้ครอบครัวของตนต้องพังทลาย แต่อดแย่งชิงอำนาจอย่างกระหายอยากไม่ได้
“ช่างเถิด เจ้าลุกขึ้นเถอะ อย่าให้เหว่ยเอ๋อร์มาเอ่ยกับข้าทีหลังว่าข้าตำหนิเจ้า” ฮองเฮาเอ่ยด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก
“หม่อมฉันมิกล้า ขอบพระทัยฮองเฮา” จูชูอวี้รีบเอ่ยและเงยหน้าขึ้นเหลือบมองฮองเฮาอย่างรวดเร็ว ฮองเฮาหลับตาลงเล็กน้อย สีหน้าเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า “ยามที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนพระราชทานสมรสให้ข้ากับฝ่าบาท ข้าอายุยังน้อย การต้องแต่งงานเข้าวังทั้งยังต้องเดินทางไกลหลายพันลี้ไปโยวโจวทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ ท่านแม่ของข้าเตือนว่า ในฐานะภรรยา ข้าต้องทำหน้าที่ให้ดี แต่ไม่ควรที่จะหลับหูหลับตาเชื่อฟังสามีมากเกินไป ดูแลเรื่องภายในบ้านให้ดีที่สุดและอย่าทำเกินหน้าที่ของตน ต้องรู้จักแยกแยะไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องนอกบ้าน สั่งสอนลูกด้วยความเอาใจใส่ แม้จะไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกับลูกอนุอย่างเท่าเทียม แต่ก็ไม่ควรจะโหดร้ายกับพวกเขา หลายปีมานี้…ข้าก็คิดว่าตัวเองทำได้ดี ฝ่าบาทเองก็เคารพให้เกียรติข้าเพราะเหตุนี้ เพียงแต่ว่า…ข้าไม่สามารถสอนเชียนชื่อและพวกเขาพี่น้องให้ดีได้…”
“เสด็จแม่…” จูชูอวี้ลังเล ไม่ค่อยเข้าใจว่าฮองเฮาเอ่ยเรื่องเหล่านี้กับตนเองทำไม ในขณะที่นางก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ฮองเฮาเอ่ย มีแต่ผู้หญิงโง่เขลาที่อยู่แต่ในบ้านเท่านั้นที่จะอุทิศตนทุ่มเทให้กับพื้นที่เล็กน้อยเท่านั้นภายในบ้าน ส่วนลูกอนุพวกนั้นจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีเล่า
ฮองเฮาลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน มองนางอย่างเฉยเมย “เจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าเอ่ยไม่ถูกต้องหรือ”
“หม่อมฉันมิกล้า”
ฮองเฮาไม่ได้สนใจนางแล้วเอ่ยต่อไป “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอย่างไร เจ้ากำลังคิดว่าอู๋สยาไม่เห็นจะเหมือนกับที่ข้าเอ่ยเลยแม้แต่น้อย แต่นางก็ยังอยู่ดีมีสุขยิ่งกว่าข้าอีกใช่หรือไม่”
จูชูอวี้ไม่กล้าเอ่ยอันใด ฮองเฮาเอ่ยต่อ “เจ้าไม่มีทางเลียนแบบความสามารถอย่างอู๋สยาได้ ผู้หญิงบนโลกใบนี้ไม่สามารถทำได้อย่างนาง นางมีความสามารถที่จะสนับสนุนสามีของนางได้ อีกอย่าง…อู๋สยาก็ไม่เคยยุยงให้สามีของนางทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ สิ่งที่ฉู่อ๋องทำลงไปล้วนมาจากการตัดสินใจของเขาเอง” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฮองเฮารู้สึกผิดหวังในตัวเซียวเชียนเหว่ยมากที่สุด ผู้ชายที่ถูกผู้หญิงชักจูงได้ง่ายจะทำการใหญ่สำเร็จได้เช่นไร หนานกงมั่วสามารถชักจูงเว่ยจวินมั่วได้แต่นางกลับไม่ทำ จูชูอวี้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเซียวเชียนเหว่ยได้อย่างสิ้นเชิง แต่กลับพยายามอย่างมากที่จะทำ นี่เป็นจุดที่ทำให้ฮองเฮารู้สึกผิดหวังในตัวจูชูอวี้มาก
ฮองเฮาเอ่ยเรื่องเหล่านี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากยิ่งขึ้น “ในวังหลวงของจินหลิงแห่งนี้มีผู้หญิงที่ฉลาดมากกว่าที่เจ้าคิดมากนัก พวกนางไม่เป็นที่รู้จักเพราะพวกนางรู้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง พวกนางไม่อาจเรียกลมเรียกฝนทำอันใดได้ตามใจ แต่พวกนางก็ได้รับความเคารพจากสามี เป็นที่รักของลูกๆ ได้รับการปรนนิบัติและเอาใจไปตลอดชีวิตอย่างไร้ความกังวล ส่วนคนที่ต้องการมากเกินไปจะจบลงด้วยการไม่ได้สิ่งใดเลย”
จูชูอวี้ก้มหน้าฟังคำสอนของฮองเฮาด้วยความเคารพ แต่จะฟังเข้าหูมากน้อยเพียงใดคงมีแต่นางเท่านั้นที่รู้
ฮองเฮาเอ่ย “หลายปีมานี้ข้าก็ไม่ค่อยได้เอ่ยสิ่งใดต่อเจ้า เจ้าจดจำคำเหล่านี้เอาไว้ให้ดีเถิด หากเข้าใจก็ดี หากไม่เข้าใจก็ช่างเถิด เจ้าออกไปได้ ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว”
“เพคะ หม่อมฉันทูลลา” จูชูอวี้ลอบหายใจแล้วรีบย่อกายคารวะทันที
เสียงของฮองเฮาดังขึ้นเบื้องหลัง “ในฐานะพระชายา เจ้าควรจะสนใจข่าวลือข้างนอกไว้บ้าง จวนของเจ้าควรจะมีเด็กได้แล้ว”
จูชูอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกใจสั่นสะท้าน “เพคะ เสด็จแม่”
หลังจากออกจากตำหนักไปแล้วจูชูอวี้ก็ลอบถอนหายใจ ดวงตาที่หลุบลงต่ำเต็มไปด้วยหมอกควันปั่นป่วน นางไม่สนใจวาจาของฮองเฮาแม้แต่น้อย ไยนางต้องยอมทนให้คนอื่นเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าด้วย ฮองเฮาอยากจะเป็นฮองเฮาและภรรยาที่มีคุณธรรม แล้วเกี่ยวอันใดกับนางด้วย ต่อให้ฮองเฮามีคุณธรรมไปตลอดชีวิตแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า ท้ายที่สุดแล้วในสายตาของฮ่องเต้ โอรสทั้งสามของพระนางมัดรวมกันก็ยังสู้โอรสองค์เดียวที่เกิดจากฮองเฮาพระองค์ก่อนไม่ได้!
ภายในตำหนัก นางกำนัลนางหนึ่งก้าวเข้าไปนวดขมับให้ฮองเฮาพลางเอ่ยเบาๆ “ไยฮองเฮาต้องรับสั่งเรื่องนี้กับพระชายาด้วยเพคะ กลัวว่าพระชายา…”
ฮองเฮาแค่นเสียงหยันออกมาเล็กน้อย “ข้ารู้ว่านางกำลังคิดอันใดอยู่ นางคิดว่าข้าและฝ่าบาทคอยกดขี่นางมาตลอด แต่นางกลับไม่คิดบ้างว่าไยข้าถึงไม่กดขี่เหยียนเอ๋อร์ ไม่กดขี่อู๋สยาบ้าง”
นางกำนัลถอนหายใจแผ่วเบา หากจะเอ่ยกันจริงๆ พระชายาก็เห็นแก่ตัวเกินไป ไม่ว่ามารดาคนไหนก็คงไม่ชอบลูกสะใภ้ที่เห็นแก่ตัวเกินไปหรอก น่าเสียดายที่ไม่ว่าอย่างไรพระชายาเจิ้งอ๋องก็ไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อยู่ดี ฮองเฮาไม่ชอบนางก็เพราะเอาความคิดส่วนตัวของตนเองมาอยู่เหนือผลประโยชน์ของสามี หากนางทำเพื่อผลประโยชน์ของเจิ้งอ๋องจริงๆ ต่อให้ฮองเฮาและฝ่าบาทจะไม่ชอบนางในทีแรก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง ฮองเฮาเอ่ยถูกต้องแล้ว ไม่มีใครบนโลกนี้โง่หรอก ความผิดพลาดของพระชายาเจิ้งอ๋องคือการที่นางมองเห็นคนอื่นโง่ไปเสียหมดนั่นเอง
“ทางฝั่งเจิ้งอ๋องล่ะเพคะ…”
ฮองเฮาถอนใจ “ตอนนั้นข้าปวดหัวเรื่องชื่อเอ๋อร์มากที่สุด แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งจะรู้ว่าข้าคิดผิดไปแล้ว” ตอนนั้นนางกังวลว่าบุตรชายจะไม่สามารถรักษาจวนเยี่ยนอ๋องไว้ได้ก็เท่านั้น ไหนเลยจะคิดมาถึงยามนี้ได้
“ฮองเฮาอย่าได้คิดมากไปเลยเพคะ เจิ้งอ๋องย่อมต้องกตัญญูต่อท่านอยู่แล้ว”
ฮองเฮาหยัน “เขาโกรธข้า เจ้าคิดว่าเป็นเพราะจูชูอวี้อย่างนั้นหรือ”
นางกำนัลไม่เข้าใจ หลายวันมานี้ฮองเฮาทรงกริ้วเจิ้งอ๋องกับพระชายาไม่ใช่หรือ ด้วยความโกรธเจิ้งอ๋องถึงกับเอ่ยว่าพระชายาฉู่อ๋องต่างหากที่เป็นลูกสะใภ้ของฮองเฮา โชคดีที่คนที่อยู่ในเวลานั้นล้วนแต่เป็นคนสนิทของฮองเฮา เรื่องนี้จึงได้ไปไม่ถึงหูของฝ่าบาท หาไม่แล้วเจิ้งอ๋องคงต้องถูกลงโทษฐานดูหมิ่นพระราชมารดาเป็นแน่
ฮองเฮาเอ่ยเรียบๆ “ในบรรดาพวกเขาพี่น้อง เจ้าห้านั้นยังดูไม่ออก แต่ในบรรดาพวกเขาทั้งสี่คนที่โตๆ แล้ว มีแต่คนเอ่ยกันว่าฉู่อ๋องนั้นโหดเหี้ยมไร้น้ำใจที่สุด แต่จากที่ข้าเห็น เหว่ยเอ๋อร์ต่างหากที่ไร้น้ำใจที่สุด ตอนที่เฉินซื่อเกิดเรื่อง ชื่อเอ๋อร์ก็ยังขอความเมตตาแทนนาง นั่นเป็นเพราะความผูกพันในฐานะสามีภรรยาเป็นเวลาหลายปี แต่เชียนเหว่ย…เขาเพียงไม่พอใจที่พวกเราลำเอียงเท่านั้น หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น คนที่จะทอดทิ้งจูชูอวี้คนแรกคงไม่ใช่ข้ากับฝ่าบาท แต่เป็นตัวเขาเองนั่นแหละ” เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ฮองเฮาก็อดยิ้มขมขื่นไม่ได้ “ข้าสอนลูกแบบนี้ออกมาได้เยี่ยงไร” ฮองเฮาไม่เข้าใจว่าการสั่งสอนเลี้ยงดูของนางมีปัญหาที่ตรงไหน สติปัญญาและพรสวรรค์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบังคับกันได้ แต่อย่างน้อยนิสัยของเชียนชื่อและเชียนจย่งก็ยังใช้ได้ นิสัยเช่นนี้ของเซียวเชียนเหว่ยกลับเป็นนิสัยแบบคนในราชวงศ์จริงๆ แต่น่าเสียดายที่…เขาไม่ฉลาดพอ เขาไม่เข้าใจความคิดของฮ่องเต้ แต่นางเข้าใจ หากนางไม่หยุดเขาไว้ก่อน แล้วจะให้ปล่อยเขารนหาที่ตายอย่างนั้นหรือ
นางกำนัลไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก ได้แต่ก้มหน้าลงและนวดขมับของฮองเฮาเบาๆ ให้รู้สึกสบายขึ้นบ้าง
“หลายวันมานี้…หากอยู่ในโยวโจวยังจะดีเสียกว่า” ภายในตำหนักอันเงียบสงัด น้ำเสียงของฮองเฮาฟังดูเศร้าสร้อย
ตอนเย็นฮ่องเต้ไท่ชูจัดงานเลี้ยงขึ้นในวังเพื่อต้อนรับคณะทูตจากหว่าหลา…ซึ่งตอนนี้ต้องเอ่ยว่าเป็นการต้อนรับหมิงเต๋อจวิ้นอ๋อง ส่วนคณะทูตที่มาจากหนานเย่ว์และอานจี้ที่มาถึงก่อนหน้านี้ก็เข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน คนที่มาร่วมงานเลี้ยงยังรวมไปถึงฉีอ๋องที่อยู่ในจินหลิงมาตลอดและหนิงอ๋องที่ไปและกลับมาแล้วด้วย ข่าวการยอมสวามิภักดิ์ต่อต้าเซี่ยของหว่าหลาได้แพร่กระจายไปทั่วจินหลิงแล้วในตอนกลางวัน สีหน้าของคณะทูตหนานเย่ว์และอานจี้ที่มองคณะทูตหว่าหลาเองก็เปลี่ยนไป หลังจากการยอมสวามิภักดิ์ แม้จะยังไม่สามารถเอ่ยได้ว่าหว่าหลาและต้าเซี่ยเป็นคนกันเอง แต่ก็นับใกล้ชิดกว่าพวกเขามาก ทว่าหมิงเต๋อจวิ้นอ๋องกลับไม่ได้สนใจอันใดมากนัก หว่าหลาไม่มีพรมแดนติดกับสองประเทศนี้และไม่เคยติดต่อคบค้ากันมาก่อน จึงไม่จำเป็นจะต้องสนใจท่าทีของพวกเขาเลย สิ่งที่เขาต้องให้ความสนใจในตอนนี้คือ ราชสำนักเป่ยหยวนและฮ่องเต้ไท่ชูวางแผนจะส่งทหารออกไปเมื่อใดและเขาจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหนานเย่ว์คิดอันใดอยู่ ส่วนการมีตัวตนอยู่ของอานจี้ก็ค่อนข้างจืดจางกว่าเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ไท่ชูหรือบุคคลสำคัญในราชสำนัก พวกเขาต่างก็เพิกเฉยต่อประเทศเล็กๆ นี้ไม่ต่างกัน ประเทศเล็กๆ นี้เป็นประเทศที่แปลกจริงๆ ประเทศชายแดนเล็กๆ จะกลับมาสวามิภักดิ์กับจงหยวนเมื่อจงหยวนแข็งแกร่งขึ้นและถอยห่างยามอ่อนแอ นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถจะว่าอันใดได้ แต่อานจี้กลับพยายามจะต่อสู้กับจงหยวนอยู่บ่อยครั้ง พอเอาชนะไม่ได้ก็ยอมแพ้ ผ่านไปสักระยะคิดขึ้นมาได้อีกก็สู้ใหม่ รบเสร็จแล้วเห็นว่าไม่ไหวก็ขอสงบศึก ไม่ว่าจงหยวนจะดีต่อพวกเขามากเพียงใด พวกเขาก็ยังจะสร้างความวุ่นวายอยู่อย่างนั้น กระทั่งตอนที่เป่ยหยวนรุกรานเข้ามาครอบครอบพื้นที่จงหยวน พวกเขาก็ยังแทงข้างหลังราชวงศ์ก่อนอย่างโหดเหี้ยม พอเป่ยหยวนไม่ไหวขึ้นมา พวกเขาก็กลับมาเข้ากับทางฝั่งต้าเซี่ยอีก เนื่องจากอานจี้ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลมาก ภูมิประเทศอันตราย ทั้งยังยากจนมาก ราชวงศ์ก่อนของจงหยวนจึงไม่สนใจจะยกทัพไปต่อสู้กับประเทศเล็กๆ เช่นนี้ จึงทำให้เขาทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปีนี้ เพราะถึงอย่างไรประเทศที่มีลักษณะวัฒนธรรมแข็งแรง ทั้งยังกลับกลอกและยากจนเช่นนี้ ถึงพวกเขาตีมาได้ก็จะเป็นภาระถ่วงแข้งขาเสียเปล่าๆ อาจจำเป็นต้องปราบปรามจลาจลและบรรเทาภัยพิบัติบ่อยๆ ในขณะที่ตอนนี้ชาวจงหยวนในบางพื้นที่เองก็ยังกินข้าวไม่อิ่มเลย
ฮ่องเต้ไท่ชูและฮ่องเต้พระองค์ก่อนมีความคิดเช่นเดียวกัน พวกเขาไม่สนใจอานจี้ หากตอนนี้พวกเขาแข็งแรงดีก็อาจจะบุกไปจัดการสักเล็กน้อย แต่ตอนนี้ต้าเซี่ยเองก็ยังต้องทำงานหนักและปัญหาชายแดนก็ยังไม่ได้สะสาง ดังนั้นอานจี้อยู่เงียบๆ ได้ก็ดีแล้ว
ตอนที่ต้าเซี่ยไม่สนใจอีกต่อไป ฮ่องเต้อานจี้กลับกระตือรือร้นขึ้นมา พวกเขาส่งคนมาถวายเครื่องราชบรรณาการเป็นครั้งคราว แต่น่าเสียดายที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนเป็นคนใจแคบ ฮ่องเต้ไท่ชูก็ไม่ค่อยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เซียวเชียนเยี่ยซึ่งใจกว้างกว่าเล็กน้อยก็ก้าวลงจากอำนาจหลังจากครองบัลลังก์อยู่ได้ไม่นาน ทุกครั้งที่ทูตอานจี้มาพร้อมกับผลผลิตท้องถิ่นจำนวนมาก พวกเขาก็ได้รับแต่ผลผลิตท้องถิ่นอีกกองหนึ่งกลับไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก
สามประเทศ องค์หญิงสามคนต่างก็แตกต่างกันไป
องค์หญิงหลิงเซียงแห่งหนานเย่ว์นั้นมีมีเสน่ห์และสดใส องค์หญิงตงจูแห่งหว่าหลานั้นร่าเริงและใจกว้าง ในขณะที่องค์หญิงอันชูแห่งอานจี้นั้นสุภาพมีมารยาทมาก ค่อนข้างเหมือนกับสตรีในจินหลิง
หนานกงมั่วรู้สึกว่าตนเองพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคณะทูตจากสามประเทศนี้จึงรีบเดินทางมาจินหลิงก่อนกำหนด ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องสืบข่าวอันใดพวกนั้น สำหรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์… สิ่งสำคัญคือต้องบ่มเพาะความรู้สึกและเลือกคนก่อนใช่หรือไม่ เมื่อเห็นหนิงอ๋องที่นั่งอยู่ตรงข้ามขยิบตาส่งสัญญาณให้นาง หนานกงมั่วก็ยิ้มน้อยๆ และกวาดตามองไปยังบรรดาองค์หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามและแสดงออกเป็นนัยว่า เมื่อเทียบกับตำแหน่งชายารองของเว่ยจวินมั่วแล้ว องค์หญิงควรจะสนใจตำแหน่งชายาเอกชินอ๋องมากกว่ามิใช่หรือ
หลังจากที่หนิงอ๋องเข้าใจสีหน้าท่าทางของหนานกงมั่วแล้ว เขาก็ห่อเหี่ยวลงไปทันทีและเหลือบมององค์หญิงทั้งสาม อืม พวกนางหน้าตาไม่เลวเลย โดยเฉพาะองค์หญิงหลิงเซียงที่เกือบจะเทียบกับดอกไม้ที่บอบบางในสวนของเขาได้เลย น่าเสียดายที่แค่มองเขาก็รู้แล้วว่าบุคลิกนิสัยนางน่าจะเข้ากับเขาไม่ได้ หนิงอ๋องแสดงออกชัดว่าไม่สนใจคนแบบหนานกงมั่ว รวมถึงคนที่ดุร้ายกว่านางด้วย
“น้องสิบเจ็ด เจ้าเป็นอันใด ท่าทางแปลกๆ?” ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยถามด้วยความขบขันเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของหนิงอ๋อง
หนิงอ๋องผายมือพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีอันใดหรอก กระหม่อมเพียงแปลกใจเล็กน้อยที่คณะทูตทุกท่านมาถึงจินหลิงเร็วเพียงนี้ ทุกท่านต่างให้เกียรติเสด็จพี่มากจริงๆ”
ฮ่องเต้ไท่ชูชำเลืองมองเขา ไม่รู้หรือว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด
หนิงอ๋องยักไหล่ เขายิ้มและไม่เอ่ยอะไร
ฮองเฮากลับยิ้มแล้วจึงกล่าวว่า “จะว่าไปน้องสิบเจ็ดก็มิใช่เด็กๆ แล้วนะ ในจวนไม่มีใครคอยดูแล แบบนี้ไม่ได้นะ” หนิงอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกศีรษะเย็นวาบขึ้นมาทันที ไม่จริงกระมัง…คำสาปของหนานกงมั่วกลายเป็นจริงแล้วหรือ ไม่ใช่สิ…เสด็จพี่ไม่มีทางให้เขาแต่งกับองค์หญิงจากต่างแดนหรอก
“ฮ่าๆ กระหม่อมยังไม่เจอคนที่ใช่เลยพ่ะย่ะค่ะ” หนิงอ๋องหัวเราะ
ฮ่องเต้ไท่ชูพยักหน้าเห็นด้วยกับฮองเฮาเป็นอย่างมาก “ฮองเฮาเอ่ยถูกต้องแล้ว น้องสิบเจ็ดคราวนี้เจ้าอย่าเพิ่งรีบไปสิ คุยเรื่องการแต่งงานกันให้เรียบร้อยเสียก่อน”
หนิงอ๋องกระแอมสองสามครั้งแล้วจึงบ่นว่า “เสด็จพี่ นี่มิใช่งานต้อนรับหมิงเต๋อจวิ้นอ๋องหรอกหรือ ไยถึงได้เอ่ยเรื่องการแต่งงานของกระหม่อมขึ้นมาได้”
ฉีอ๋องหันหน้าไปมองเขาด้วยความประหลาดใจ “หรือว่าน้องสิบเจ็ดกำลังอายงั้นหรือ”
“…”
ด้านหนึ่งฮ่องเต้และข้าราชบริพารกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข แต่คณะทูตและองค์หญิงของทั้งสามประเทศที่อยู่ด้านล่างกลับไม่สามารถสงบนิ่งอยู่ได้ พวกนางแอบคิดในใจ หรือว่าฮ่องเต้จะตั้งใจเลือกองค์หญิงหนึ่งในสามนี้ให้เป็นชายาเอกของหนิงอ๋องจริงๆ หรือ
องค์หญิงหลิงเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย หนิงอ๋องไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับนาง
องค์หญิงตงจูไม่ได้คิดอันใดเลย นางยังคงกินดื่มอย่างมีความสุข
องค์หญิงอานซูนั่งอย่างให้เกียรติด้วยท่าทางดูสง่างามและมีคุณธรรม
องค์ชายหนานเย่ว์มองหนิงอ๋อง จากนั้นก็หันไปมองน้องสาวของเขาโดยไม่เอ่ยอันใด หมิงเต๋อจวิ้นอ๋องนิ่วหน้าเล็กน้อย ตอนนี้พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ต้าเซี่ย และหากพวกเขาเกี่ยวดองกับหนิงอ๋องจริงๆ ฮ่องเต้ต้าเซี่ยก็น่าจะระแวงพวกเขา อย่างไรก็ตามเขารู้สึกว่าฮ่องเต้ต้าเซี่ยไม่น่าจะตัดสินใจเช่นนั้นจึงไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา ในขณะองค์ชายอานจี้กลับรู้สึกยินดีปรีดาแต่ก็ลังเลเล็กน้อย การแต่งกับหนิงอ๋องเป็นชายาเอกย่อมดีกว่าเป็นชายารองอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับสถานะแล้ว ตำแหน่งอ๋องครองศักดินาเทียบกับองค์ชายไม่ได้ ฮ่องเต้ไท่ชูยังอายุไม่มาก แผนการที่ดีที่สุดของพวกเขาคือส่งองค์หญิงเข้าวังของฮ่องเต้ไท่ชู และหากสามารถให้กำเนิดองค์ชายหลายคนได้จะเป็นการดีที่สุด
ดังนั้นแล้วคนทั้งกลุ่มต่างก็มีเรื่องกังวลในใจ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยออกมา ยังคงร่วมงานเลี้ยงฉลองต่อไปด้วยท่าทางมีความสุข