หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1200 น้ำใจของคุณชายเสียนเกอ
ตอนที่ 1200 น้ำใจของคุณชายเสียนเกอ
เนื่องจากงานเลี้ยงในคืนวาน หนานกงมั่วเข้านอนดึก วันถัดมานางจึงตื่นสายเล็กน้อย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เฉื่อยชา หลังจากอยู่อย่างสบายๆ นานเข้าก็ยากจะตื่นให้ตรงเวลาดังเดิม นางเพิ่งจะลุกขึ้น พ่อบ้านก็เข้ามารายงานว่าคุณชายเสียนเกอมาตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้กำลังรออยู่ในห้องหนังสือ หนานกงมั่วนึกถึงเรื่องเมื่อวานได้ จึงรีบทำความสะอาดร่างกายและไปยังห้องหนังสือ
คุณชายเสียนเกอดูดีทีเดียวหากไม่สนใจดวงตาแดงๆ ของเขา หนานกงมั่วครุ่นคิดในใจว่าคนผู้นี้หมกมุ่นอยู่กับการฝึกยุทธ์จนธาตุไฟเข้าแทรกหรือไม่ได้นอนทั้งคืนกันแน่
“ศิษย์พี่” แม้ว่าจะรู้สึกหดหู่ใจกับสิ่งที่คุณชายเสียนเกอทำลงไป แต่หนานกงมั่วก็ยังก้าวเข้าไปทักทายเขาพร้อมรอยยิ้ม คุณชายเสียนเกอพยักหน้าน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใด
หนานกงมั่วเอ่ยถาม “มีเรื่องใดหรือถึงมาตั้งแต่เช้า”
คุณชายเสียนเกอหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาแล้วโยนไปให้นาง หนานกงมั่วเปิดออกดูทันที ข้างในมีตั๋วเงินและตั๋วทองหนาๆ ปึกหนึ่ง หนานกงมั่วกวาดตามองและบวกตัวเลข อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีถึงสองสามแสนตำลึง
“ซื้อบ้านให้ข้าหน่อย เงินไม่พอให้บอก” คุณชายเสียนเกอเอ่ย เสียนเกอไม่ชอบอยู่ในจินหลิงจึงไม่มีบ้านอยู่ที่นี่ เดิมทีฮ่องเต้ไท่ชูต้องการจะพระราชทานจวนหลังหนึ่งให้ แต่กลับถูกปฏิเสธไป หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “ศิษย์พี่คิดได้แล้วหรือ อยากจะลงหลักปักฐานในจินหลิงจริงๆ หรือไม่”
คุณชายเสียนเกอแค่นเสียงออกมาทันที “ไม่ได้หรือ”
“ย่อมได้สิ” หนานกงมั่วยิ้ม “ท่านวางใจได้เลย ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย แต่ว่า…ต่อให้ท่านซื้อบ้านแล้ว ข้าก็รับประกันไม่ได้หรอกว่าเรื่องการแต่งงานของท่านจะสำเร็จ” ตระกูลฉินยังไม่ได้ตอบกลับมา เรื่องนี้เสียนเกอเป็นคนผิด ความโกรธของตระกูลฉินคงไม่ได้หายได้ง่ายๆ คุณชายเสียนเกอเงียบไม่เอ่ยอันใด หนานกงมั่วก็อดถอนหายใจไม่ได้ “ศิษย์พี่ ในเมื่อท่านตั้งใจจะแต่งกับซีเอ๋อร์ก็ควรที่จะเปิดเผยอันใดออกมาหน่อยสิ อย่าปล่อยให้ตระกูลฉินคิดว่าท่านฝืนใจรับผิดชอบ” ตระกูลฉินไม่ได้สิ้นไร้จนเลี้ยงดูบุตรสาวคนหนึ่งไม่ได้ การจะดูแลซีเอ๋อร์ไปตลอดชีวิตก็ไม่ได้ใช้เงินมากมายเท่าใดนัก “การหาผู้ชายดีๆ มาเป็นลูกเขยก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตระกูลฉินเลย”
คุณชายเสียนเกอเอ่ย “ข้ารู้ เจ้าช่วยเอาของไปให้นางหน่อย” คุณชายเสียนเกอหยิบของอีกอย่างหนึ่งออกมาให้หนานกงมั่ว หนานกงมั่วรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เปิดกล่องผ้าออกดูก่อนจะเห็นว่ามีของสองอย่างอยู่ด้านใน หนึ่งคือหยกอุ่นสีแดงชิ้นหนึ่ง และชิ้นที่สองคือระฆังหยกทรงกลวงอย่างดี ภายในระฆังมีไข่มุกราตรีขนาดเท่าไข่นกพิราบเม็ดหนึ่งด้วย นางก็ไม่รู้ว่าระฆังหยกนี้ทำขึ้นมาได้อย่างไร ในตอนกลางคืนแสงจากไข่มุกราตรีจะส่องผ่านตัวหยกทำให้ระฆังหยกสว่างไสวราวกับระฆังนั้นเรืองแสงได้ อาจารย์อาได้รับไข่มุกหายากสองเม็ดนี้มา ก่อนจะยกให้กับหนานกงมั่วและเสียนเกอคนละเม็ด หนานกงมั่วชอบของเล่นแบบนี้อยู่บ้างในเวลาว่างๆ หลังจากเล่นอยู่พักหนึ่งนางก็เก็บมันเข้ากรุ ทว่าเสียนเกอไม่รู้คิดสิ่งใดถึงได้นำไปทำระฆัง แถมยังห้อยติดตัวท่องไปทั่วยุทธภพอย่างโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจเสียด้วย น่าจะเป็นหลังจากที่ผ่านช่วงเวลาวัยรุ่นไปแล้วนั่นแหละเขาถึงได้เก็บมันไว้
“ไยท่านไม่เอาไปให้เองเล่า” หนานกงมั่วงุนงง
ดวงตาของคุณชายเสียนเกอวาบขึ้นทันที “ฉินจื่อซวี่ไม่ยอมให้ข้าเข้าไป” เนื่องจากเรื่องเมื่อคืนก่อน บ้านตระกูลฉินจึงได้เพิ่มยอดฝีมือมาคุ้มกันมากมาย โดยเฉพาะที่เรือนของฉินซีนั้นมีการเฝ้ายามแน่นหนา แม้แต่ในซีอวี้เซวียนก็ยังมีผู้หญิงที่มีวรยุทธ์สองคนเพิ่มเข้ามาด้วย หากคุณชายเสียนเกออยากจะเข้าไปจริงๆ ก็คงไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเช่นนั้น…คราวนี้ฉินจื่อซวี่ก็คงจะฟันเขาจริงๆ
หนานกงมั่วอดยอมพยักหน้าไม่ได้ เก็บของขึ้นมาแล้วจึงเอ่ย “ศิษย์พี่ล่วงเกินพี่ภรรยาต้องได้รับผลกรรม” ลองคิดดูว่าตอนนั้นเจ้าจัดการกับเว่ยจวินมั่วเช่นไร ไยไม่ลองเปลี่ยนมุมมองพิจารณาดูหน่อย หนานกงมั่วเห็นว่าเขาเริ่มอายจวนจะโมโหแล้วจึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “ข้ารู้แล้ว ข้าจะช่วยเอาไปมอบให้แทนท่านเอง แต่ข้าไม่ปากว่าจะถึงมือซีเอ๋อร์หรือไม่นะ” ของนี่น่าจะส่งต้องผ่านมือของฉินฮูหยินหรือไม่ก็ฉินจื่อซวี่ หากนางเอาไปให้เองเป็นการส่วนตัว ตระกูลฉินคงโกรธจริงๆ แล้ว
คุณชายเสียนเกอเข้าใจความจริงข้อนี้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่มาหาหนานกงมั่วหรอก
หนานกงมั่วเอ่ยอย่างอารม์ดี “อย่างนี้ก็ดี เดี๋ยวข้าจะให้เหลียนซิงช่วยหาบ้านให้ท่านเลย บริเวณไหนในจินหลิงที่เหมาะสม หรือท่านอยากได้แบบไหนลองบอกข้ามาก่อน”
คุณชายเสียนเกอครุ่นคิด “เจ้าไปถามนางเถิด”
หนานกงมั่วอึ้งไปทันที อดยิ้มออกมาไม่ได้ คุณชายเสียนเกอเห็นนางยิ้มก็ทำตัวไม่ถูก เขามองนางอย่างไม่พอใจเพื่อปรามให้หยุด หนานกงมั่วกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยจริงๆ ว่า “ศิษย์พี่ ในที่สุดท่านก็โตแล้ว อาจารย์และอาจารย์อาต้องปลาบปลื้มมากแน่ๆ”
เมื่อคุณชายเสียนเกอคิดถึงชายชราสองคนที่อยู่ที่บ้าน สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงมากอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน คนหนึ่งก็ยัดตั๋วเงินปึกหนึ่งให้เขาอย่างมีความสุข ส่วนอีกคนก็โยนจี้หยกล้ำค่าให้เขาบอกให้เอาไปเป็นของแทนใจ เมื่อเขาหันไปมองศิษย์น้องที่ทำสีหน้ายิ้มๆ ก็ดูเหมือนว่าแบบนี้…ก็ไม่ได้มีอันใดไม่ดีหรอกกระมัง
หวือ!
ถ้วยน้ำชาลอยมาทางหนานกงมั่ว นางรีบเอื้อมมือไปคว้าไว้ทันที “ศิษย์พี่ สุภาพบุรุษไม่ลอบโจมตีกันเช่นนี้หรอกนะ”
คุณชายเสียนเกอแค่นเสียงหยัน “ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ สมควรโดน!”
ถ้วยน้ำชาที่อยู่ในมือของหนานกงมั่วไม่หกเลยสักนิด ก่อนที่นางจะผลักมันลอยกลับไปหาคุณชายเสียนเกออย่างมั่นคง “ใครจัดการใครก็ยังไม่แน่นะ” ศิษย์พี่สู้นางไม่ได้หรอก คนที่มีวรยุทธ์สูงกว่าจึงจะเอ่ยได้เสียงดังกว่า
คุณชายเสียนเกอโบกแขนเสื้อตนเอง “ก็ลองดูสิ”
หนานกงมั่วเพิ่งคิดจะสะบัดถ้วยชาออกไปอีกครั้ง จู่ๆ นางก็นึกอันใดขึ้นมาได้จึงได้รีบชักมือกลับและซัดฝ่ามือออกไปแทน คุณชายเสียนเกอโต้กลับอย่างรวดเร็ว ในที่สุดถ้วยชาที่น่าสงสารก็ทนแรงปะทะที่แลกเปลี่ยนไปมาของทั้งสองคนไม่ได้ แตกเพล้งกลางอากาศ น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
หนานกงมั่วพลิกตัวไปซ่อนตัวอยู่หลังเก้าอี้ ขณะที่คุณชายเสียนเกอก็สะบัดแขนเสื้อกวาดน้ำออกไป แต่แขนเสื้อของเขาก็เปื้อนน้ำอยู่ดี ที่น่าสลดใจไปกว่านั้นก็คือพื้นสะอาดๆ ถูกน้ำชาย้อมจนเป็นสีเขียวแปลกๆ ไปแล้ว หากหนานกงมั่วโชคร้ายเปื้อนน้ำชาไปด้วยและไม่ได้ยาแก้ นางก็คงต้องทนอยู่กับจุดสีเขียวเล็กๆ นี้ไปอีกสามวัน
เมื่อเห็นพื้นอันเละเทะนั้นแล้ว ทั้งสองก็หันมามองหน้ากัน
หลังจากนั้นไม่นานหนานกงมั่วก็ถอนหายใจ “ศิษย์พี่ เราอย่ามาทำร้ายกันเองเลย” ถึงอย่างไรก็คงไม่มีใครเอาชนะใครได้
“…” คุณชายเสียนเกอนิ่งเงียบ
หนานกงมั่วเองก็ไม่รอช้า นางหาเวลาชวนฉินจื่อซวี่ออกไปดื่มชาด้วยกัน คุณชายใหญ่ตระกูลฉินเข้าใจว่าหนานกงมั่วกำลังทำสิ่งใด เขาจึงยอมไปด้วยความยินดี
ภายในห้องด้านข้าง หนานกงมั่วมองประเมินฉินจื่อซวี่โดยไม่เอ่ยอันใดสักคำ ฉินจื่อซวี่เองก็ไม่รีบร้อนและดื่มชาอย่างใจเย็น เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้เขาโกรธมาก แต่หลังจากที่เขาสงบลงแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดมากอีก ถึงอย่างไรน้องสาวของเขาก็มีใจให้คุณชายเสียนเกอ หากนางแต่งงานกับอีกฝ่ายก็คงไม่มีอันใดฝืนใจ หากนางไม่แต่งงาน ตระกูลฉินก็ยังเลี้ยงดูนางไหว เรื่องเดียวที่ต้องกังวลก็คือความรู้สึกของนางเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ฉินซีป่วยมากว่าสิบปี แม้ภายนอกนางจะดูอ่อนแอมาก แต่ภายในนางกลับเป็นเด็กที่แข็งแกร่งมาก นางไม่ใช่คนที่จะเป็นจะตายเพราะความรักอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคนที่จะต้องร้อนใจในตอนนี้ควรจะเป็นคุณชายเสียนเกอมากกว่า
หนานกงมั่วมองหน้าฉินจื่อซวี่ด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้จื่อซวี่งานยุ่ง ข้าเชิญมาอย่างกะทันหันแบบนี้คงไม่ทำให้ท่านเสียงานใช่หรือไม่”
“จะเป็นอย่างนั้นได้เช่นไร” ฉินจื่อซวี่ยิ้มตอบ “ได้รับคำเชิญจากพระชายานับเป็นเกียรติแก่จื่อซวี่ยิ่งนัก”
หนานกงมั่วยิ้ม “ข้าเองก็จะไม่อ้อมค้อม เดิมทีข้าคิดที่จะไปหาที่บ้านเลย แต่ก็อยากจะทราบความคิดเห็นของจื่อซวี่ก่อน” ตอนนี้ฉินจื่อซวี่เป็นคนรับผิดชอบหลายเรื่องภายในตระกูลฉิน เจ้าบ้านตระกูลฉินจะออกหน้าก็ต่อเมื่อมีเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น แน่นอนว่าการแต่งงานของฉินซีเป็นเรื่องสำคัญ แต่การลองเชิงดูท่าทีของฉินจื่อซวี่ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า หากเรื่องนี้ล้มเหลว ทุกคนก็จะได้ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วน และหนานกงมั่วก็ไม่มีความตั้งใจจะใช้อำนาจของจวนฉู่อ๋องไปกดข่มพวกเขาด้วย
ฉินจื่อซวี่ยักไหล่อย่างจนปัญญา “พระชายา ในเมื่อเป็นเช่นนี้กระหม่อมก็จะเอ่ยความจริง ไม่ใช่ว่าตระกูลฉินจะเล่นตัว เพียงแต่เรื่องนี้…ประการแรกซีเอ๋อร์ยังไม่ได้ตัดสินใจจริงๆ ประการที่สองพวกเราก็ยังไม่ค่อยจะวางใจเท่าไรนัก”
ส่วนประเด็นที่ตระกูลฉินไม่วางใจนั้นก็มีมากอยู่
หนานกงมั่วเข้าใจได้ “ข้าเข้าใจ วันนี้ศิษย์พี่ขอให้ข้าช่วยเขาซื้อบ้านหลังหนึ่งในจินหลิง แต่ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อคิดจะพระราชทานบ้านหลังหนึ่งให้เขา เขาก็ปฏิเสธ จวินมั่วบอกว่าวันนี้จะไปทูลขอเสด็จพ่อให้พระราชทานบ้านหลังนั้นให้เขาอีก เรื่องที่ไม่น่าพอใจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ศิษย์พี่เองก็ให้ข้ามาลองถามดูว่าหากตระกูลฉินตกลงก็ให้ถามความเห็นของซีเอ๋อร์”
สีหน้าของฉินจื่อซวี่อ่อนลงเล็กน้อย อย่างน้อยการกระทำของเสียนเกอก็แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับฉินซีแทนที่จะจัดการแบบลวกๆ สิ่งที่ตระกูลฉินกังวลที่สุดคือเสียนเกอไม่มีความคิดจะอยู่อาศัยในจินหลังอย่างถาวร ดังนั้นจึงไม่มีบ้านสักหลังและมักจะอาศัยอยู่นอกเมือง หากฉินซีแต่งงานไปอยู่กับเขาจริงๆ ก็ต้องติดตามเขาออกไปอยู่ไกลจากจินหลิง ตระกูลฉินจึงไม่สามารถวางใจได้
“เรื่องนี้…”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน จื่อซวี่สามารถกลับไปหารือกับนายท่านตระกูลฉินและฉินฮูหยินก่อนก็ได้”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้าเห็นด้วย
หนานกงมั่วหยิบของที่เสียนเกอให้นางออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะผลักมันไปให้เขา “ของนี่ หากสะดวกก็รบกวนเอาให้ซีเอ๋อร์หน่อย”
ทันทีที่ฉินจื่อซวี่เปิดออกดูก็ต้องตกใจทันที ก่อนจะรีบผลักกลับคืนไป “มันมีค่าเกินไป รบกวนพระชายา…” แปดอักษรวันเดือนปีเกิดก็ยังไม่เห็น แล้วจะรับของมีค่าเพียงนี้ไว้ได้เช่นไรกัน ไม่ต้องเอ่ยถึงระฆังหยกเลย แค่หยกอุ่นนั่นฉินจื่อซวี่เองก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ตอนนั้นเนื่องจากความเจ็บป่วยของฉินซี ตระกูลฉินจึงต้องใช้พยายามอย่างมากกว่าจะหาหยกอุ่นชิ้นหนึ่งซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับหยกชิ้นนี้ได้ แต่สภาพและคุณภาพหยกก็ยังด้อยกว่านี้เล็กน้อย และของที่สามารถนำมามอบให้พร้อมกับจี้หยกนี้ได้ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งของธรรมดา
หนานกงมั่วจนใจ “เหตุใดจื่อซวี่ต้องทำเช่นนี้ สิ่งนี้ถือเป็นของมีค่าสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับตระกูลฉินแล้วก็คงไม่ได้มีค่าอันใดมากนัก นี่เป็นความตั้งใจของเขา จื่อซวี่อย่าได้ว่าข้าก้าวก่ายเลย ได้ยินมาว่า…หลายวันมานี้ตระกูลฉินปิดประตูไม่รับแขกงั้นหรือ” คงเป็นเพียงแขกอย่างเสียนเกอคนเดียว
“เดิมทีก็ควรจะเชิญผู้อาวุโสในตระกูลหรือไม่ก็พวกแม่สื่อมาออกหน้าให้ แต่เรื่องต่างๆ ยังไม่แน่นอน เราเองก็ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง” แม้ว่าเอ่ยกันว่าบ้านไหนมีบุตรสาวก็ต้องมีคนมากมายมาสู่ขออยู่แล้ว แต่ฉินซีเคยหมั้นหมายมาแล้ว ตอนนี้นางก็อายุไม่น้อย หากการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นก็จะเป็นผลเสียต่อฉินซี นอกจากนี้หนานกงมั่วในฐานะพระชายาฉู่อ๋องออกหน้าสู่ขอเองเช่นนี้ ตระกูลฉินจะปฏิเสธก็คงยาก พอถึงเวลานั้นคนในจินหลิงก็ไม่รู้ว่าจะแต่งเรื่องอันใดออกมาอีกบ้าง ไม่สู้ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยให้คนไปสู่ขออย่างเป็นทางการ
ฉินจื่อซวี่รู้สึกขอบคุณที่หนานกงมั่วคิดอ่านมาอย่างรอบคอบ สีหน้าของเขาจึงดีขึ้นเล็กน้อย ฉินซีเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ทั้งยังสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เล็ก แม้ว่าพวกเขาจะบอกว่าฉินซีหายดีแล้ว แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าคนนอกจะเชื่อหรือไม่ อีกอย่างบุตรีเชื้อสายหลักในวัยเดียวกันบ้านอื่นก็แต่งงานกันไปหมดแล้ว ตระกูลฉินก็ไม่อยากจะให้ฉินซีแต่งไปกับบัณฑิตที่มีฐานะยากจน หากไปพบเจอผู้ชายอย่างคนแซ่หร่วนนั่นเข้าก็คงจะต้องเสียใจภายหลัง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือฉินซีมีใจให้เสียนเกอ
ฉินจื่อซวี่กังวลว่าด้วยนิสัยของเสียนเกอจะทำให้ฉินซีต้องลำบากในภายหลัง แต่เมื่อมาคิดดูให้ดีก็พบว่าใครเล่าจะสามารถรับประกันได้ว่าคนอื่นจะดีกว่าเสียนเกอ ต่อให้จะไม่น่าพอใจจริงๆ ซีเอ๋อร์ก็ยังมีพวกเขานี่ อย่างน้อยนี่ก็เป็นสิ่งที่นางต้องการไม่ใช่หรือ
แม้ว่าฉินจื่อซวี่จะคิดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอันใดออกมา เพียงแต่เก็บกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะไป “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมก็จะรับไว้ก่อน ขอบคุณพระชายามาก”
หนานกงมั่วยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้ายังหวังว่าจื่อซวี่จะเอ่ยถึงเรื่องดีๆ ต่อหน้าผู้อาวุโสบ้าง ศิษย์พี่ของข้าต้องการแต่งงานกับซีเอ๋อร์ด้วยความจริงใจ”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้า ซึ่งถือเป็นการรับปาก
หลังจากคุยธุระเสร็จแล้วทั้งสองก็เอ่ยเรื่องสัพเพเหระกันต่อเล็กน้อย ฉินจื่อซวี่นิ่วหน้า “อีกไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะถึงวันพระบรมราชสมภพของฝ่าบาทแล้ว การสอบจอหงวนก็ใกล้เข้ามาด้วย ช่วงนี้มีคนหลั่งไหลเข้ามาจินหลิงไม่น้อยเลย”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “มีอันใดผิดปกติหรือ”
ฉินจื่อซวี่ส่ายหน้า “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ถึงอย่างไรก็แค่พวกบัณฑิตเหล่านั้นสร้างปัญหาขึ้นมา แล้วก็พวกคณะทูตที่มาจากต่างแดนพวกนั้น พระชายาก็รู้ว่านิสัยคนเราแตกต่างกันอยู่แล้ว มีพวกนิ่งเงียบ ก็มีพวกชอบวางท่าวางอำนาจ ก่อนหน้านี้คุณชายจากประเทศเล็กๆ คนหนึ่งมีปากเสียงกันเรื่องความรวยกับคุณชายบ้านเศรษฐีจากต่างถิ่นคนหนึ่งจนเกือบจะมีการลงไม้ลงมือกัน”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ” หนานกงมั่วประหลาดใจ
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฉินจื่อซวี่เองก็รู้สึกขบขัน “เรื่องแย่งกันซื้อของเพื่ออวดรวยก็ช่างเถิด ก่อนหน้านี้องค์ชายจากหนานเย่ว์และองค์ชายจากอานจี้ก็ทะเลาะกันที่หอโคมเขียว ทั้งสองคนชอบพอนางคณิกาคนเดียวกันพร้อมกัน และไม่มีใครยอมหลีกทางให้ใคร แม่เล้าก็ทำตัวไม่ถูกเพราะจะล่วงเกินใครก็ไม่ได้ แต่นางคณิกาก็มีแค่คนเดียวจะให้แบ่งครึ่งก็คงไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า”
“แล้วสุดท้ายแก้ปัญหานี้ได้นี้เยี่ยงไร” หนานกงมั่วถามด้วยรอยยิ้ม
ฉินจื่อซวี่ยักไหล่ “ใช้เงินสิ ใครยอมจ่ายมากกว่าก็ได้ไป”
หนานกงมั่วครุ่นคิดเล็กน้อย “ดูท่าว่าองค์ชายหนานเย่ว์จะชนะ”
ฉินจื่อซวี่พยักหน้า “ขนาดพื้นที่ของหนานเย่ว์กับอานจี้นั้นไม่ต่างกันมาก แต่หนานเย่ว์ผลิตอัญมณีได้ แม้ว่าจะไม่อุดมสมบูรณ์เท่ากับต้าเซี่ย แต่ก็ดีกว่าอานจี้ที่ทุรกันดารมาก สุดท้ายแล้วตอนที่องค์ชายอานจี้จากไป สีหน้าของเขาย่ำแย่มาก แถมยังบอกว่าจะต้องทำให้องค์ชายหนานเย่ว์เห็นดีให้ได้” หนานกงมั่วมองฉินจื่อซวี่อย่างเห็นใจ “จื่อซวี่ลำบากแล้ว หากพวกเขาจะสร้างเรื่องก็ปล่อยไปเถิด ไม่ฆ่ากันตายก็พอ อย่าให้มีผลกระทบต่อชาวบ้านในจินหลิงก็แล้วกัน”
ฉินจื่อซวี่เองก็เห็นด้วยอย่างมาก “ผลกระทบไม่มากอันใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ กลับกันยังเป็นการช่วยให้ชาวบ้านจินหลิงได้ดูละครสนุกๆ เสียอีก ทำให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาบ้าง” ยุคนี้จะออกไปข้างนอกก็ไม่ง่าย แม้แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ที่ได้มีประสบการณ์เปิดหูเปิดตาเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะมีมากนัก
หนานกงมั่วอดยิ้มไม่ได้ “มีเหตุผลทีเดียว”