หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1222 ความขัดแย้งของพ่อลูก
ตอนที่ 1222 ความขัดแย้งของพ่อลูก
ลิ่นฉังอวิ๋นหันกลับไป สีหน้าพลันซีดขาว
ไม่รู้ว่าบนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงมีชายชุดฟ้าผมเทามายืนกอดกระบี่หลับตาทำสมาธิอยู่ตั้งแต่เมื่อใด ดูเหมือนจะยืนมานานแล้ว แต่ผู้คนมากมายในเรือนกลับไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
“เหอะ คุณชายฉังเฟิง ท่านเพียงกลับบ้านคงไม่ต้องต่อสู้ยิ่งใหญ่เพียงนี้กระมัง” บนกำแพงเตี้ย มีคุณชายรูปงามในชุดสีขาวนั่งอยู่
ลิ่นฉังเฟิงเองก็ไม่ออกไป เพียงโบกมือเอ่ยอย่างจนใจ “ทำอย่างไรได้ ก็เพราะเป็นคนไม่ดีมิใช่หรือ” น้ำเสียงไม่ดังมาก ทว่ากลับส่งไปถึงนอกเรือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง “ลำบากท่านมาด้วยตนเองแล้ว ท่านราชบุตรเขย”
ชายชุดขาว ก็คือว่าที่ราชบุตรเขยองค์หญิงหย่งเฉินนั่นเอง
ได้ยินคำเรียกขานนั้น สีหน้าของเหล่าลิ่นฉังอวิ๋นยิ่งดูไม่น่ามองมากขึ้น เจี่ยนชิวหยางกลับไม่ได้สนใจอารมณ์ของเขา เติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟโดยหยิบป้ายคำสั่งหนึ่งชิ้นออกมา เอ่ยเสียงเย็น “คำสั่งจากฉู่อ๋อง ผู้ที่สำนึกผิดยินดีปรับปรุงแก้ไข ถอยออกไปจากจินหลิงในระยะหนึ่งร้อยลี้ภายในเวลาสามชั่วยาม หลังจากสามชั่วยามแล้ว ทหารสี่แสนปิดล้อมจินหลิงในระยะหนึ่งร้อยลี้ หากยังมีชีวิต สังหารไม่มีการลดหย่อนโทษ ภายในสองวัน หากมีเรื่องใหญ่อันใดเกิดขึ้นในจินหลิง เหล่าจอมยุทธ์ที่ยังค้างอยู่ในจินหลิง สังหารให้สิ้น”
ได้ยินเช่นนั้น ผู้คนอาวุธครบมือที่ล้อมชั้นในชั้นนอกสีหน้าพลันเปลี่ยน ตระกูลลิ่นไม่ควรมีองครักษ์ที่มีวรยุทธ์สูงส่งมากมายปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเพียงนี้ คนเหล่านี้ต่างเป็นที่คนหามาใหม่ ความจริงส่วนใหญ่ต่างเป็นคนในยุทธภพ
ลิ่นฉังอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น “อย่าไปฟังคำเหลวไหลของพวกเขา ฉู่อ๋องไม่มีอำนาจนี้”
เจี่ยนชิวหยางยิ้มบาง เอ่ย “มีหรือไม่เจ้าลองดูก็รู้ได้”
เมื่อมองป้ายคำสั่งสีดำที่แกว่งไกวไปมาอยู่ในมือเจี่ยนชิวหยาง หลายคนเริ่มหวั่นไหวขึ้นมา ลิ่นฉังอวิ๋นไม่รู้จัก แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่ตรงนี้จะไม่มีใครไม่รู้จัก ป้ายคำสั่งในมือของเจี่ยนชิวหยางนั้นไม่ใช่ของจวนฉู่อ๋อง แต่เป็นป้ายสั่งฆ่าของวังจื่อเซียว
เนิ่นนาน พลันมีหลายคนเริ่มเก็บอาวุธและกระโดดลอยตัวออกจากจวนตระกูลลิ่นไป ชั่วครู่ มีคนทยอยหนีหายออกไปเรื่อยๆ พวกเขาเหล่านี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือ เงินหนึ่งล้านตำลึงทองนั้นความจริงก็คงไม่มีส่วนของพวกเขา เพียงอยากมาชมความสนุกไม่แน่ว่าอาจเก็บได้เล็กๆ น้อยๆ ในเมื่ออันตรายของการเก็บเล็กเก็บน้อยเกินที่คาดการณ์เอาไว้ ไม่รีบหนียังคิดเอาชีวิตตนเองมาทิ้งเพื่อคนอื่นอีกหรือ เงินเป็นของคนอื่นได้ แต่ชีวิตเป็นได้เพียงของตนเองเท่านั้น
“พวกเจ้าทำอันใด กลับมาเดี๋ยวนี้นะ”
เห็นคนเหล่านี้หนีหายไป ลิ่นฮั่นจึงตื่นตระหนก สายตาที่มองไปยังเจี่ยนชิวหยางพลันมีความหวาดกลัวเพิ่มเข้ามา เพียงแต่เมื่อได้ยินเสียงของนาง คนเหล่านั้นยิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะตื่นตกใจกับเพียงป้ายคำสั่งชิ้นเดียวและคำพูดไม่กี่ประโยค เรือนที่เดิมทีมีผู้คนแน่นขนัดยามนี้เหลืออยู่เพียงห้าหกคน เพียงแต่หว่างคิ้วของคนเหล่านี้แฝงไปด้วยความดุร้าย เห็นได้ว่าไม่ใช่พวกที่หนีหายเหล่านั้นจะเทียบได้ เพียงมองเจี่ยนชิวหยางก็มั่นใจ อย่างน้อยในมือของคนเหล่านี้ต่างมีชีวิตคนไม่น้อยกว่าสิบชีวิตเป็นแน่
เจี่ยนชิวหยางหยิบบัญชีรายชื่อออกมาจากหน้าอกเปิดออกดู จากนั้นหันไปมองพิจารณาคนเหล่านั้นชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย “ซุนเวยมหาโจรตาเดียวแห่งอิทธิพลมืดทางใต้ หลิ่วอู๋ซินแขกจากบุปผาโลกา ปรมาจารย์ทั้งห้าจางหมู่บ้านหลงเจียงตงอวิ๋น”
หลายคนที่อยู่ในจวนต่างมองไปที่เจี่ยนชิวหยางด้วยความตกใจ เอ่ย “ไม่คิดว่า เจ้าจะรู้จักพวกข้า ได้ยินว่าเจ้าคือ…ราชบุตรเขยอันใดนะ ในเมื่อเป็นราชบุตรเขย ก็อยู่บ้านคอยเอาอกเอาใจองค์หญิงไปเถิด จะวิ่งออกมาฆ่าฟันเลียนแบบคนอื่นไปเพื่ออันใด”
เจี่ยนชิวหยางไม่ได้โกรธ ยิ้มร่าคล้ายคุณชายใหญ่ตระกูลฉินอยู่หลายส่วน เก็บรายชื่อกลับเข้าไปในเสื้อพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้เพียงรู้จักพวกเจ้า หลิ่วอู๋ซวงก็ตายในมือข้า”
“เจ้าคือฝัง มือสังหารกลุ่มดาวยี่สิบแปดของวังจื่อเซียวหรือ” เขาเพิ่งเอ่ยจบ คุณชายหลิ่วในชุดสีขาวพริ้วไสวหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนอยู่ในนั้นพลันตกใจ ดวงตาร้ายกับจับจ้องไปยังเจี่ยนชิวหยางราวกับจะถลนออกมา หลิ่วอู๋ซวงที่เจี่ยนชิวหยางเอ่ยถึงก็คือน้องชายฝาแฝดของเขา สองพี่น้องเดิมทีเป็นเทพนักเด็ดดอกไม้ เพียงบังเอิญหลิ่วอู๋ซวงไปเจอเข้ากับสตรีชาติตระกูลไม่ธรรมดา ยังทำให้สตรีผู้นั้นต้องฆ่าตัวตาย ครอบครัวของสตรีผู้นั้นไม่ยอมปล่อยเขา จึงแก้แค้นล้างความอับอายแทนบุตรสาวโดยให้ค่าหัวหลิ่วอู๋ซวงสูงลิ่วถึงหนึ่งแสนตำลึง เดิมทีทั้งสองคนยังภาคภูมิใจในวรยุทธ์อันสูงส่งและการเดินทางไร้ร่องรอยของตน คนที่เคยเจอพวกเขาน้อยนักจะน่าเป็นกังวล ทว่าเสนอค่าหัวยังไม่ถึงหนึ่งเดือน ศีรษะของหลิ่วอู๋ซวงก็ถูกส่งไปยังตระกูลนั้นแล้ว และผู้ที่ลงมือก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นนักฆ่ามือดีอันดับต้นๆ ของวังจื่อเซียว…ฝัง
หลิ่วอู๋ซินไม่กล้าแม้กระทั่งไปหาครอบครัวนั้นเพื่อแก้แค้นคืนให้น้องชาย เพราะในช่วงนั้นขอเพียงเข้าใกล้ครอบครัวนั้นในระยะสามสิบลี้ก็ถูกคนของวังจื่อเซียวจับจ้อง หวาดระแวงอยู่สองสามเดือนสุดท้ายหลิ่วอู๋ซินจึงไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้น จำต้องละทิ้งการแก้แค้นหนีไปอยู่ทางใต้ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอศัตรูคู่แค้นอยู่ในเมืองจินหลิงเวลานี้ ยิ่งคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายได้กลายเป็นราชบุตรเขยของแผ่นดินไปเสียแล้ว ความโกรธแค้นและริษยาพลันปะทุขึ้นมาในใจ สายตาที่มองไปยังเจี่ยนชิวหยางยิ่งดุเดือดมากขึ้น
เจี่ยนชิวหยางกลับไม่มีอารมณ์มาพัวพันกับคนเหล่านี้ ยิ้มบางส่งสัญญาณมือให้ทหารกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองในชุดเกราะอ่อนพลันกระโจนข้ามกำแพงเข้ามา และยังมีอีกหลายคนที่บุกเข้ามาทางประตูใหญ่ ล้อมเรือนทั้งเรือนเอาไว้โดยแม้แต่น้ำยังไม่อาจไหลผ่านได้ เจี่ยนชิวหยางเอ่ยเสียงเข้ม “คุณชายฉังเฟิง คงไม่ปล่อยให้พวกเราสู้แทนท่าน ทว่าท่านนั่งชมอยู่ด้านในกระมัง”
เสียงหัวเราะของลิ่นฉังเฟิงดังออกมา ร่างในชุดสีแดงพุ่งตัวออกมาจากด้านใน หลิวอู๋ซินและยอดฝีมืออีกคนคิดยื่นมือออกไปขวาง ทว่าพลันรู้สึกถึงพลังของกระบี่ที่พุ่งเข้ามา หลิ่วอู๋ซินรีบดึงมือหลบกระบี่ของซิงเวยที่พุ่งเข้าหาโดยไม่ทันตั้งตัว
ลิ่นฉังอวิ๋นกวาดตามองผู้คนที่อยู่ตรงหน้า เมื่อครู่ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบไม่ต้องเอ่ยถึง แต่เพียงเวลาไม่นานสถานการณ์กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ลิ่นฉังเฟิง เจ้าช่างกล้านัก กล้าดีอย่างไรนำกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองมาบุกจวนตระกูลลิ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต”
เจี่ยนชิวหยางยิ้มร่า “คุณชายลิ่นเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยรับคำสั่งจากแม่ทัพหนานกงผู้บัญชาการกองปัญจทิศคุ้มกันเมือง มีคนร้องเรียนว่าตระกูลลิ่นคิดร้ายต่อขุนนางขั้นสามของราชสำนัก ดังนั้นจึงได้พาคนมา” มองไปยังกลุ่มคนตรงหน้า เอ่ย “พี่น้องกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองล้วนเป็นพยานได้ นี่ไม่ใช่ข่าวลืออย่างแน่นอน หรือว่าเมื่อครู่คุณชายลิ่นไม่ได้คิดทำร้ายคุณชายฉังเฟิงหรอกหรือ”
ลิ่นฉังอวิ๋นกัดฟัน เขารู้ว่าตอนนี้เอ่ยสิ่งใดไปก็ไม่มีประโยชน์ นับตั้งแต่เจี่ยนชิวหยางนำกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองเข้ามาทำให้จอมยุทธ์ทั้งหลายตกใจหนีไป เขาได้พ่ายแพ้ไปแล้ว
“ยังรออันใดอีกเล่า ยังไม่ลงมืออีก” ประกายความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นในดวงตาของลิ่นฉังอวิ๋น
คนที่เหลืออยู่ไม่เหมือนกับพวกที่หนีออกไปราวกับนกแตกรัง ลิ่นฉังอวิ๋นยังเอ่ยไม่ทันจบ หลายคนก็พุ่งเข้าหาซิงเวย เจี่ยนชิวหยาง และลิ่นฉังเฟิง
เจี่ยนชิวหยางบิดลำคอไปมาลอยตัวลงมาจากกำแพง “ตั้งแต่มายังจินหลิง ยังไม่เคยต่อสู้อย่างมีความสุขเลย” หันไปมองหลิ่วอู๋ซินที่พุ่งเข้าหาตนเองด้วยความตื่นเต้น ลิ่นฉังเฟิงคนเดียวรับมือกับสามคน อย่างไรก็ยังเชี่ยวชำนาญ ยังมีเวลาตอบเจี่ยนชิวหยาง “เจ้านึกว่ามีเจ้าเพียงคนเดียวหรือที่เป็นเช่นนี้ คุณชายข้าเองก็เบื่อหน่าย”
ซิงเวยเองก็เบื่อหน่าย แต่ซิงเวยไม่ชอบพูด ดังนั้นจึงใช้การกระทำเพื่อแสดงถึงการเห็นด้วยของตน เพราะศัตรูมีไม่มาก คนของกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองเองก็ไม่อาจสอดมือเข้าไปได้ จึงทำได้เพียงจับตาดูคนอื่นๆ ไม่ให้ลอบหนีไปเท่านั้น
“อวิ๋นเอ๋อร์…ทำอย่างไรดี” ลิ่นฮูหยินมองความวุ่นวายตรงหน้า แม้ยังไม่เห็นถึงผลแพ้ชนะแต่หากไม่ได้ตาบอดก็คงรู้ว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ ลิ่นฉังอวิ๋นดวงตาทะมึน กัดฟันแน่นไม่เอ่ยวาจา เขารู้ว่าตนเองพ่ายแพ้แล้วแต่เขาไม่อยากยอมแพ้ ส่วนลิ่นฉังอาน ตัวสั่นเทาหลบอยู่หลังลิ่นฉังอวิ๋นไปตั้งนานแล้ว เดิมทีเขาก็เป็นคนไม่ได้เรื่องที่ไม่อาจรับความกดดันได้
หลังจากลิ่นฉังเฟิงโยนคู่ต่อสู้คนสุดท้ายลงบนพื้น กองปัญจทิศคุ้มกันเมืองที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงเข้าควบคุมตัวคนเหล่านั้นเอาไว้ คุณชายฉังเฟิงสะบัดแขนเสื้อหันกลับไปมอง เจี่ยนชิวหยางและซิงเวยจัดการคู่ต่อสู้ได้เร็วกว่าเขา เจี่ยนชิวหยางยกมือขึ้นประสาน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายฉังเฟิง พระชายาบอกว่า เรื่องของตระกูลลิ่นให้ท่านเป็นคนจัดการขอรับ”
ลิ่นฉังเฟิงพยักหน้า หันกลับไปหาลิ่นฉังอวิ๋น “พวกเจ้าไปเอง หรือให้คุณชายข้าเชิญพวกเจ้าไป”
ลิ่นฉังอวิ๋นกวาดตามองเจี่ยนชิวหยางและซิงเวย ยิ้มเย็นอย่างโอหัง “ไม่จำเป็น คุณชายข้าไปเองได้”
ลิ่นฉังเฟิงพยักหน้า ส่งสัญญาณมือ
“อวิ๋นเอ๋อร์…” ลิ่นฮูหยินรีบร้อนคว้าแขนเสื้อของบุตรชาย
“ช้าก่อน” เสียงลิ่นฮั่นดังออกมาจากด้านใน ลิ่นฉังเฟิงหันกลับไปมองพลันชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เจี่ยนชิวหยางเองราวกับนึกอันใดขึ้นได้ เอ่ยเสียงเบา “คุณหนูหกลิ่น ฉลาดยิ่งนัก”
ในห้อง ลิ่นฮั่นจับนายท่านลิ่นที่ใบหน้าซีดขาวเดินออกมา นายท่านลิ่นป่วยมานานไร้เรี่ยวแรง ฝืนตัวถูกผลักเดินมาถึงหน้าประตูแม้แต่ธรณีประตูยังไม่ทันได้ข้ามแข้งขาพลันอ่อนแรงล้มคุกเข้าลงไป ในมือของลิ่นฮั่นมีกริชสั้นสีเงินสะท้อนออกมาจ่ออยู่ที่ลำคอของนายท่านลิ่น จนลิ่นฮูหยินที่ยืนอยู่หน้าประตูกรีดร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ “ฮั่นเอ๋อร์ เจ้าทำอันใด”
ไม่ว่าลิ่นฮูหยินจะร้ายกาจเพียงใดอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง อาศัยสามีและบุตรชาย บุตรสาวใช้มีดจับสามีเป็นตัวประกัน สำหรับนางแล้วเป็นสิ่งที่ยากจะรับได้
ลิ่นฮั่นยิ้มเย้น เอ่ย “ท่านแม่ ท่านคิดว่าลิ่นฉังเฟิงจะไว้ชีวิตพวกเราหรือ ตกไปอยู่ในมือเขามีแต่ตายเท่านั้น”
ใบหน้าซีดขาวของนายท่านลิ่นโกรธจนแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก เอ่ย “ลูกเนรคุณ เจ้า…เจ้ากล้า…”
“หุบปาก” ลิ่นฮั่นราวกับระเบิดความโกรธแค้นทั้งหมดออกมา ฟาดฝ่ามือไปที่นายท่านลิ่นหนึ่งครั้ง “หากไม่ใช่เพราะท่าน หากไม่ใช่เพราะท่านไยพวกเราจะเป็นเยี่ยงนี้ หากไม่ใช่เพราะท่านมีใจเอนเอียง ไยข้าต้องแต่งกับไอ้หมูโง่ตระกูลจูนั่นด้วย หากไม่ใช่เพราะท่านอยากยกตระกูลลิ่นให้ลิ่นฉังเฟิง พี่ใหญ่จะต้องเดินเส้นทางอันตรายนั้นทำไม เอาแต่บอกว่ารักพวกข้า ท่านคิดแทนพวกข้าหรือไม่ หากลิ่นฉังเฟิงเอาตระกูลลิ่นไปแล้ว พวกเราสี่แม่ลูกจะมีจุดจบเยี่ยงไร เป็นท่านที่บีบบีงคับพวกเรา ต่อให้ข้าและพี่ใหญ่ตายไปแล้ว ก็เป็นเพราะท่าน”
นายท่านลิ่นหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด แม้เขาจะมีความเคยชินกับยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี ดังนั้นหลังจากเรื่องนั้นจึงลบชื่อของลิ่นฮั่นออกจากบันทึกวงศ์ตระกูล แต่ต้องมาตกอยู่ในการควบคุมของลิ่นฮั่นเขาจึงรู้สึกไม่อาจจะรับได้ ลิ่นฮั่นบอกว่า ลิ่นฉังอวิ๋นทำเรื่องเหล่านี้เพราะเขาบีบบังคับ เพราะเขาจะยกตระกูลลิ่นให้ลิ่นฉังเฟิงอย่างนั้นหรือ
แต่ว่าฉังเฟิงเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลลิ่น นายท่านลิ่นยกให้เขาไม่ใช่เรื่องที่สมควรแล้วหรือ ต่อให้หลายปีก่อนเขาและตระกูลลิ่นไม่ลงรอยกัน ไล่เขาออกไป แต่ขอเพียงชื่อของลิ่นฉังเฟิงยังอยู่ในวงศ์ตระกูล เขาก็ยังเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลลิ่น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง…การเลือกผู้สืบทอดรับว่าที่ผู้สืบทอด เดิมก็เป็นอำนาจของผู้นำตระกูล สิ่งที่ลิ่นฉังอวิ๋นเฝ้าเพียรพยายามมาตลอดหลายปีนี้ตนเองก็มองเห็น เขาพยายามเต็มที่เพื่อทำให้ดีที่สุด แต่ว่า…เมื่อเทียบกับบุตรชายคนโต บุตรชายคนรองที่ได้รับความรักและเอ็นดูมาโดยตลอดไม่ว่าจะเรื่องคุณสมบัติหรือความสามารถต่างก็ยังห่างไกลอยู่มาก
ใครกำหนดว่าตระกูลลิ่นต้องเป็นของลิ่นฉังอวิ๋นกัน หลายปีมานี้เขาพยายามฝึกฝนลิ่นฉังอวิ๋น แต่ไม่เคยแสดงออกว่าจะยกตระกูลลิ่นให้ลิ่นฉังอวิ๋นเป็นผู้สืบทอดต่อ และเหล่าบุตรสาวของเขา กลับรู้สึกไม่พอใจเพราะเรื่องนี้ กระทั่งยอมไปทำเรื่องโง่เขลาเสี่ยงอันตรายเลยหรือ
ลิ่นฉังเฟิงสะบัดแขนเสื้อยืนอยู่ด้านข้าง มองสองพ่อลูกตรงหน้าด้วยความเย็นชา แม้เขาจะโกรธเกลียดแม่ลูกพวกนี้ตั้งแต่ยังเด็กหลายครั้งที่สาปแช่งอยู่ในใจให้ครอบครัวที่รักกันของพวกเขาเกิดความขัดแย้งต่อกัน แต่เมื่อยามนี้มาถึงลิ่นฉังเฟิงกลับพบว่าตนเองไม่ได้มีความสุขอันใด สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความแค้นเมื่อครั้งยังเด็กที่ยังอ่อนแออยู่ ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจคนเหล่านี้แล้ว
ลิ่นฮั่นเองก็ไม่ได้มีใจจะเถียงว่าใครผิดใครถูกกับนายท่านลิ่น มือที่จับกริชจ่อลำคอนายท่านลิ่นสั่นเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมามองลิ่นฉังเฟิง เอ่ยเสียงดัง “ลิ่นฉังเฟิง ปล่อยพวกเราไป ได้ยินหรือไม่ ปล่อยพวกเราไป”
ลิ่นฉังเฟิงเคาะปลายจมูก เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าคิดว่าอาศัยพวกเจ้าเพียงไม่กี่คนจะไปได้ถึงไหนกันเล่า ต่อให้พวกเจ้าไปจากจินหลิงจริง คนที่เคยมีเสื้อผ้าหรูหรากินอาหารเลิศรสอย่างเจ้าจะรับชีวิตที่ต้องหลบหนีอยู่ข้างนอกได้หรือ ปล่อยตาเฒ่า ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
“หุบปาก ปล่อยพวกเราไป มิเช่นนั้นข้าจะสังหารเขา” ลิ่นฮั่นเอ่ยขึ้นมาอย่างไร้ความอดทน
ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะ เอ่ย “ตามสบาย”
“เจ้า…” ลิ่นฮั่นหรี่ตามองชายชุดแดงตรงหน้า
ลิ่นฉังเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ “แม้แต่เจ้าที่ถูกเขาเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็กยังใช้มีดจี้คอเอาชีวิตเขา ไยจึงคิดว่าชีวิตเขาจะมีค่ากับคุณชายข้าเล่า ข้าดูเหมือนเทพเจ้าหรือ”
สีหน้าของลิ่นฮั่นดูคลายลง เพียงแต่มือที่จับนายท่านลิ่นเอาไว้นั้นยังไม่ปล่อย จุดที่นางยืนไม่เลวนัก หากเหล่าลิ่นฉังเฟิงลงมือก็ไม่อาจเอาชีวิตนางได้ในทันที คงยากจะเลี่ยงทำให้นายท่านลิ่นบาดเจ็บเอาได้ ลิ่นฉังเฟิงส่งเสียงหยันอย่างเบื่อหน่าย เอ่ย “ให้เวลาพวกเจ้าไตร่ตรองหนึ่งเค่อ หลังจากหนึ่งเค่อหากยังไม่ยอมจำนน พวกเจ้าห้าคนก็ตายไปพร้อมๆ กันเถิด”
“เจ้ากล้าหรือ” ลิ่นฮั่นสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุม แน่นอนว่านางไม่อยากตาย มิเช่นนั้นคงไม่จับตัวบิดาของตนเป็นตัวประกัน แต่หากเบี้ยตัวนี้ไม่อาจใช้การได้ นางควรทำอย่างไร ลิ่นฮั่นมองไปยังลิ่นฉังเฟิงด้วยความลังเล ในบรรดาแม่ลูกตระกูลลิ่น แน่นอนว่ายังเป็นลิ่นฉังอวิ๋นที่เป็นคนตัดสินใจ
ลิ่นฉังอวิ๋นมองสำรวจลิ่นฉังเฟิงอยู่นาน พลันยิ้มออกมา “เจ้าไม่สนใจชีวิตเขาจริงหรือ ต่อให้ไม่สนใจ หากเขาตายอยู่ต่อหน้าเจ้า ยังเป็นเจ้าที่บีบบังคับให้ฮั่นเอ๋อร์สังหารเขา เจ้าคิดจะหนีรอดเหล่าผู้ตรวจการในราชสำนักหรือ” ต่อให้ตัวลิ่นฉังเฟิงจะไม่สนใจ ในสายตาคนอื่นๆ นายท่านลิ่นก็ยังเป็นบิดาของเขา บีบบังคับน้องสาวของตนสังหารบิดายังสะบัดแขนเสื้อยืนชม ชาตินี้ทั้งชาติลิ่นฉังเฟิงอย่าได้หวังจะอยู่ในราชสำนักอีกเลย