หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1223 ที่มาของเงิน
ตอนที่ 1223 ที่มาของเงิน
ลิ่นฉังเฟิงเลิกคิ้วมองลิ่นฉังอวิ๋นด้วยความตกใจ เนิ่นนานก่อนจะหัวเราะออกมา เอ่ย “หากเจ้าเอาความพยายามต่อเส้นทางดำมืดเหล่านี้ไปใช้ในเรื่องที่ถูกต้อง วันนี้คงไม่ต้องตกมาอยู่ในจุดนี้แล้ว น้องชาย พี่ชายจะสอนเจ้าอย่าง วาจานั้นน่ากลัว แต่คนที่เอ่ยออกมากลับไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัว ผู้ตรวจการไม่รู้เป็นรู้ตายพวกนั้นทูลต่อฝ่าบาทร้องเรียนคนชั่วเป็นเกียรติกับพวกเขา เจ้าคิดว่าหากพวกเขาร้องเรียนข้าแล้วจะได้สิ่งใด อีกอย่าง สิ่งเหล่านั้นที่เจ้าเอ่ยจะมีผลในกรณีที่ข้าอยากเป็นขุนนาง บังเอิญข้าดูจะไม่ใช่คนหลงใหลในข้าราชการนี้นัก” อยู่ในราชสำนักทำงานแทนเว่ยจวินมั่วเหนื่อยแทบตาย มิสู้ชีวิตที่เป็นอิสระท่องไปทั่วยุทธภพ
ลิ่นฉังอวิ๋นเผยสีหน้าเหยียดหยาม เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำของเขา บุรุษบนโลกใบนี้ไม่มีใครไม่รักเงินไม่รักอำนาจ มิเช่นนั้นไยลิ่นฉังเฟิงจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อฉู่อ๋องนานหลายปีเพียงนั้น ไม่ใช่เพราะว่าวันนี้จะได้เหยียบพวกเขาให้จมเท้าหรือ ลิ่นฉังอวิ๋นไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเลือกในยามนี้เป็นทางที่ผิด ทำสิ่งใดต่างก็อันตราย หากหลายปีก่อนลิ่นฉังเฟิงตายในสงครามก็คงไม่มีวันนี้มิใช่หรือ อีกฝ่ายเพียงโชคดีกว่าเขาเท่านั้น
ลิ่นฉังเฟิงสีหน้าทะมึนอย่างเอือมระอา หันกลับไปมองเจี่ยนชิวหยางเอ่ย “ที่นี่ให้เป็นหน้าที่ของพวกเจ้า เหลือรอดไว้สักคนก็พอ ข้าไปก่อนล่ะ กรมคลังยังมีธุระอีก”
เจี่ยนชิวหยางพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “วางใจเถิด พระชายามีอันใดอยากถามลิ่นฉังอวิ๋น ก็เหลือเขาเอาไว้เถิด”
ฟังคำของเจี่ยนชิวหยางจบ ลิ่นฉังเฟิงจึงหมุนตัวเดินออกจากเรือนโดยไม่สนใจเลยแม้เพียงนิด
“เจ้า…” ลิ่นฮั่นตะโกนเสียงดัง หากแม้แต่ลิ่นฉังเฟิงยังไม่อาจข่มขู่ได้ เจี่ยนชิวหยางและซิงเวยที่เหลืออยู่ก็ยิ่งไม่อาจข่มขู่ได้แล้ว “เจ้า…เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ ข้า…” ลิ่นฮั่นอดไม่ได้ก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้า แสงสีเงินสว่างวูบขึ้นมา ลิ่นฮั่นรู้สึกเพียงว่าข้อมือข้องที่ถือกริชนั้นมีความเจ็บปวดขึ้นมา มือคลายออก กริชพลันร่วงลงบนพื้น
“ฮั่นเอ๋อร์” ลิ่นฉั่งอวิ๋นได้สติก่อน อยากพุ่งเข้าหา ทว่าถูกซิงเวยชิงตวัดกระบี่ออกไปก่อน จำต้องก้าวถอยหลบกระบี่ก่อน เพียงชั่วขณะซิงเวยก็มาถึงหน้าประตูแล้ว มือข้างหนึ่งจับนายท่านลิ่น อีกข้างโยนลิ่นฮั่นเข้าไปในเรือน ทันใดนั้นอาวุธสี่ห้าชิ้นพลันจ่อมายังลำคอของลิ่นฮั่น
ลิ่นฉังเฟิงหันกลับไปเห็นภาพนั้น กวาดตามองลิ่นฮูหยินและลิ่นฉังอานที่กำลังตกตะลึงรวมไปถึงลิ่นฉังอวิ๋นที่มีใบหน้าสิ้นหวัง เอ่ยเสียงเย็น “เอาตัวไปให้หมด”
ได้ยินว่าลิ่นฉังเฟิงจับตัวคนตระกูลลิ่นกลับมายังกองปัญจทิศทั้งหมด หนานกงมั่วก็ตกใจไม่น้อย อย่างไรตระกูลลิ่นก็เป็นตระกูลใหญ่ อำนาจเบื้องล่างก็ไม่ได้อ่อนแอ หากปกติจับตัวพวกเขามาโดยไม่มีหลักฐานอาศัยเพียงการคาดเดาเกรงว่าคงวุ่นวายแล้ว เพียงแต่เวลานี้นั้นไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง อาศัยตระกูลลิ่นที่จู่ๆ มียอดฝีมือโผล่มามากมายอีกทั้งยังคิดปองร้ายลิ่นฉังเฟิง เพียงพอที่จะจับตัวพวกเขามาแล้ว
เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว หนานกงมั่วจึงออกคำสั่ง “ให้จื่อซวี่และพี่ใหญ่ไปไต่สวนเถิด แต่ข้าคิดว่าบางทีลิ่นฉังอวิ๋นก็คงรู้ไม่มาก”
ชวีเหลียนซิงขมวดคิ้ว เอ่ย “ตระกูลลิ่นเข้ามาร่วมในเรื่องนี้คงมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลจู อีกทั้งฝั่งเจิ้งอ๋องนั้น…พระชายา…”
หนานกงมั่วขมวดคิ้ว ส่ายศีรษะพลางเอ่ย “เซียวเชียนเหว่ยไม่มีความกล้าเพียงนั้น ส่วนจูชูอวี้ ต่อให้มีความกล้าก็ไม่มีกำลัง ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้แผนการลอบสังหาร ตระกูลจูที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็อาจถูกผลักออกมาเป็นแพะรับบาป จูชูอวี้ไม่ได้โง่เพียงนั้น ส่วนตระกูลจู…ให้คนจับตาเอาไว้ก่อน อย่างไรต้องให้ผ่านวันพรุ่งนี้ไปก่อนค่อยว่ากัน”
“เช่นนั้นตอนนี้…”
หนานกงมั่วถอนหายใจ “ความจริงตอนนี้ทำอันใดก็ไร้ประโยชน์ ต่อให้จับคนที่อยู่เบื้องหลังได้ก็ไม่มีประโยชน์ อีกฝ่ายคงเตรียมการเช่นนี้มาแต่แรกแล้ว ต่อให้ตอนนี้เราสังหารเขา ขอเพียงเงินหนึ่งล้านตำลึงทองนั่นยังอยู่ที่หนานเย่ว์ การลอบสังหารก็ไม่มีวันหยุดลง”
“ใครกันที่ชิงชังฝ่าบาทและท่านอ๋องเพียงนี้” ชวีเหลียนซิงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
หนานกงมั่วยิ้มเจื่อน “คนเช่นนี้นั้นมีมาก เพียงแต่…คนที่สามารถควักเงินมากมายเพียงนี้ได้นั้นมีไม่มาก รีบไปกรมคลัง เรียกลิ่นฉังเฟิงไปตรวจสอบบัญชีกรมคลัง”
สีหน้าชวีเหลียนซิงพลันเปลี่ยน “พระชายาหมายถึง…เป็นคนของคลังหลวง พวกเขามีความกล้าเพียงนี้เลยหรือเพคะ”
หนานกงมั่วเอ่ย “เงินหนึ่งล้านตำลึงทองเลยนะ ต่อให้เป็นจวนฉู่อ๋องในยามนี้ยังไม่อาจควักเงินจำนวนนี้ออกมาได้ เกรงว่ากงอวี้เฉินเองก็คงไม่มี บนโลกใบนี้มีเพียงสองที่ที่ควักเงินจำนวนนี้ออกมาได้ หนึ่งคือคลังหลวง สองคือคลังส่วนพระองค์ของฝ่าบาท ไม่สิ ตอนนี้เกรงว่าคลังส่วนพระองค์ก็คงไม่มีเงินมากมายเพียงนี้”
“แต่ว่าใครกันที่มีความกล้า นำเงินหนึ่งล้านตำลึงทองออกมาจากคลังหลวงกันเล่าเพคะ” ชวีเหลียนซิงเอ่ยด้วยความสงสัย “กรมคลังแม้จะมีเจ้ากรม แต่ยังมีคุณชายฉังเฟิงเกรงว่าคงไม่ง่ายเพียงนั้นหรือไม่เพคะ” อีกทั้ง ไหนบอกว่าคลังหลวงจนนักมิใช่หรือ
“เช่นนั้นก็ตรวจสอบช่วงก่อนที่จินหลิงจะแตก” หนานกงมั่วลุกขึ้น “เรื่องนี้เจ้าไปจัดการก่อนเถิด ข้าจะไปหาจวินมั่ว”
“เพคะ พระชายา” ชวีเหลียนซิงเอ่ยตอบรับ หมุนตัวรีบเดินออกไปทันใด
ห้องขังในกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองเงียบสงบ ทว่าไม่ได้มืดและชื้นเหมือนที่อื่นๆ เพราะน้อยมากที่จะมีคนถูกจับมาขังไว้ที่แห่งนี้ อย่างไรในเมืองจินหลิงยังมีหยาเหมินเขตอิ้งเทียนที่คอยจัดการเรื่องเล็กเรื่องน้อยในเมือง หากเป็นคดีสำคัญจริงๆ ก็ส่งต่อไปที่คุกกรมอาญาหรือศาลต้าหลี่ ไม่มีเรื่องของกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองเลยจริงๆ
ห้องขังที่สะอาดยามนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย สี่แม่ลูกตระกูลลิ่นถูกมัดยืนอยู่กลางห้องขัง หนานกงชวี่ ฉินจื่อซวี่ ลิ่นฉังเฟิง เจี่ยนชิวหยางนั่งอยู่ด้านข้าง ฉินจื่อซวี่มองคนรอบข้างไม่กี่คน ยิ้มพลางเอ่ย “ทุกท่าน”
เจี่ยนชิวหยางยิ้มพลางเอ่ยตอบ “เรื่องนี้คงเป็นใต้เท้าฉินที่เชี่ยวชาญ เชิญใต้เท้าฉินเถิด”
ฉินจื่อซวี่จนคำพูด เขาเป็นคุณชายตระกูลขุนนางไหนเลยจะถนัดเรื่องไต่สวนเล่า คนที่เชี่ยวชาญจริงๆ คงเป็นมือสังหารทั้งสองต่างหาก
“รายงานท่านแม่ทัพ ผู้ดูแลชวีจากจวนฉู่อ๋องมาขอพบขอรับ” ด้านนอก ทหารคนหนึ่งเข้ามารายงาน หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว พยักหน้าแล้วเอ่ย “เชิญ”
ไม่นาน ชวีเหลียนซิงจึงถูกเชิญเข้ามา ชวีเหลียนซิงยิ้มทักทายทุกคนก่อนจะส่งม้วนกระดาษในมือให้กับฉินจื่อซวี่ จากนั้นเอ่ยกับลิ่นฉังเฟิง “คุณชายฉังเฟิง พระชายาเชิญท่านกลับกรมคลังเจ้าค่ะ”
ลิ่นฉังเฟิงชะงัก ไหวไหล่ด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “ได้ ดูเหมือนคุณชายข้าจะไม่ได้ชมละครแล้ว พวกเจ้าค่อยๆ ไต่สวนไปเถิด”
ลิ่นฉังเฟิงลุกขึ้นยืนเดินออกไปกับชวีเหลียนซิง ฉินจื่อชวี่คลี่ม้วนกระดาษในมือออก จากนั้นส่งไปให้หนานกงชวี่และเจี่ยนชิวหยางที่อยู่ด้านข้างดู แม่ลูกตระกูลลิ่นทั้งสี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเริ่มมีสีหน้าไม่ไว้วางใจ ไม่รู้ว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่คืออันใด
“ตรวจบัญชีหรือ” ลิ่นฉังเฟิงและชวีเหลียนซิงเดินตามหลังกันมุ่งหน้าออกไป ไม่มั่นใจในหูของตนเอง “เวลานี้พระชายาฉู่อ๋องจะให้ข้าไปตรวจสอบบัญชีกรมคลังหรือ”
ชวีเหลียนซิงเอ่ย “พระชายาสงสัยว่าเงินหนึ่งล้านตำลึงทองจะถูกเอาออกไปจากกรมคลังเจ้าค่ะ ต่อให้ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างน้อยก็คงเป็นส่วนใหญ่” ลิ่นฉังเฟิงลูบปลายคางครุ่นคิด พยักหน้าเอ่ย “ก็จริง เงินหนึ่งล้านตำลึงทองไม่ใช่จำนวนน้อยๆ นอกจากคลังหลวงแล้วเหมือนจะไม่มีที่ใดมีเงินมากมายเพียงนี้อีกแล้ว เพียงแต่ ตรวจสอบตอนนี้มีประโยชน์หรือ”
ชวีเหลียนซิงเอ่ย “พระชายาเอ่ยว่าขอโดยเร็วที่สุด ฝั่งฝ่าบาท พระชายา และท่านอ๋องมีแผนไม่ต้องกังวล สืบเรื่องนี้เพื่อหาผู้บงการอยู่เบื้องหลังเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ลิ่นฉังเฟิงพยักหน้า “ช่างเถิด แม่นางมั่วเอ่ยอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”
ขณะกำลังจะก้าวออกประตู ด้านหลังพลันมีเสียงอ่อนแอทว่าตึงเครียดของนายท่านลิ่น “ฉังเฟิง”
ลิ่นฉังเฟิงกุมขมับ หมุนตัวกลับไปมองนายท่านลิ่นที่กำลังเร่งฝีเท้าเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีทหารของกองปัญจทิศคุ้มกันเมืองสองนาย นายท่านลิ่นมีสถานะพิเศษ และตัวเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกทั้งร่างกายของเขาเองก็ไม่ดี ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างลิ่นฉังอวิ๋นแม่ลูกเหล่านั้น เพียงถูกกักบริเวณอยู่ในกองปัญจทิศคุ้มกันเมือง ไม่สามารถก้าวเท้าออกจากประตูเดินไปไหนล้วนมีคนติดตาม
นายท่านลิ่นพุ่งเข้ามาคว้าลิ่นฉังเฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ฉังอวิ๋นพวกเขาเป็นอันใดกันแน่ ฉังเฟิง พวกเขาเป็นพี่น้องของเจ้านะ”
ลิ่นฉังเฟิงดึงมือนายท่านลิ่นออก เอ่ยเสียงเรียบ “ยามนี้นึกขึ้นได้แล้วหรือว่าพวกเขาเป็นพี่น้องของข้า หึ มารดาของข้ามิได้มีวาสนาให้กำเนิดน้องชายน้องสาวที่แสนฉลาดให้กับข้า”
นายท่านลิ่นเอ่ย “เจ้าเห็นคนตายแล้วจะไม่ช่วยหรือ”
ลิ่นฉังเฟิงหัวเราะขึ้นมา เลิกคิ้วพลางเอ่ย “ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าพวกเขาทำอันใด” หากเพียงมีจอมยุทธ์มากมายและไม่ประสงค์ดีต่อลิ่นฉังเฟิงละก็ อย่างไรก็ยังไม่สำเร็จ ด้วยฐานะของตระกูลลิ่นคงไม่ถึงขั้นว่าตายหรือไม่ตาย นายท่านลิ่นรีบหุบปากไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ลิ่นฉังเฟิงมองเขา เอ่ยเสียงเรียบ “หากท่านยังอยากให้พวกเขามีชีวิต ทางที่ดีรีบบอกพวกเขาให้สารภาพออกมาให้หมด ข้าดูถูกลิ่นฉังอวิ๋นเสียแล้ว แม้แต่ลอบสังหารเขายังกล้าทำ อาศัยสมองของเขานั้นไม่กลัวหรือว่าจะถูกผลักให้ไปตายหรือ อีกทั้งข้าไม่สนใจชีวิตของพวกเขา”
“เป็นไปไม่ได้” นายท่านลิ่นเอ่ยขัด “ฉังอวิ๋นอาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลจูและเจิ้งอ๋อง แต่ลอบสังหารหรือ เขาไม่มีทางทำอย่างแน่นอน”
ระหว่างที่เอ่ย แผ่นหลังของนายท่านลิ่นก็ชื้นไปด้วยเหงื่อที่ทะลักออกมา ลอบสังหารหรือ ยามนี้ตระกูลขุนนางอื่นๆ ต่างเฝ้าระมัดระวังรักษาความสงบ ทั้งไม่อยากออกห่างเหล่าชินอ๋อง ทั้งไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับการชิงบัลลังก์ให้ฝ่าบาทต้องโกรธเกรี้ยว ลิ่นฉังอวิ๋นมีความกล้ามาจากไหนถึงเข้าไปร่วมในการลอบสังหารแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น…เจิ้งอ๋องจะลอบปรงพระชนม์บิดาของตนเองได้เยี่ยงไร
นายท่านลิ่นเองก็เคยเจอเจิ้งอ๋องอยู่หลายครั้ง แม้จะมีความทะเยอทะยานและเจ้าแผนการ แต่นายท่านลิ่นคิดว่าเจิ้งอ๋องยังไม่มีความกล้านี้
ลิ่นฉังเฟิงไม่สนใจ “ใครจะรู้เล่า ข้ายังมีธุระ คงไม่ได้อยู่คุยกับท่านแล้ว”
“ฉังเฟิง” เห็นลิ่นฉังเฟิงกำลังจะเดินหนีไป นายท่านลิ่นจึงรีบเอ่ยเรียบ ลิ่นฉังเฟิงขมวดคิ้ว “ท่านมีเวลามาโอ้เอ้อยู่กับข้ามิสู้ไปเกลี้ยกล่อมภรรยาและลูกของท่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือนท่าน งานพระบรมราชสมภพในวันพรุ่งนี้หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น อาศัยเพียงจอมยุทธ์จวนตระกูลลิ่นพวกนั้น ตระกูลลิ่นคงไม่อาจรอดพ้นไปได้ ส่วนผู้สืบทอดตระกูลลิ่น ลิ่นฉังอวิ๋นต้องการก็เก็บไว้เถิด ไม่มีใครแย่งเขาอย่างแน่นอน”
เอ่ยจบ ลิ่นฉังเฟิงแกะมือนายท่านลิ่นที่จับชายเสื้อของเขาเอาไว้ สาวเท้าเดินออกหนีไป
ชวีเหลียนซิงมองนายท่านลิ่นที่สีหน้าสับสนวุ่นวาย เอ่ยเตือนหนึ่งประโยค “นายท่านลิ่น คุณชายฉังเฟิงเอ่ยไม่ผิด ตอนนี้เขาเองก็มีธุระสำคัญไม่อาจเสียเวลาได้ ขอนายท่านลิ่นดูแลตนเองเถิดเจ้าค่ะ” เอ่ยจบ ชวีเหลียนซิงจึงหมุนตัวเดินตามลิ่นฉังเฟิงไป ทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหลังนายท่านลิ่นแน่นอนว่าไม่ยอมให้เขาตามไป นายท่านลิ่นก้าวออกไปสองก้าวนายทหารกำลังจะเข้ามาขวางทว่าเขากลับหยุดด้วยตนเอง ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะถอนหายใจยาว เอ่ย “ข้าจะขอพบแม่ทัพหนานกง”
เว่ยจวินมั่วพาเซียวเชียนจย่งสามพี่น้องเดินออกมากับคณะทูตออกมาจากประตูวัง ทุกคนเอ่ยลาและแยกย้ายกันที่หน้าประตูวังด้วยรอยยิ้ม หลังจากคณะทูตคารวะเรียบร้อยต่างก็แยกย้ายกับกลับไปยังเรือนรับรองของตน ผ่านการพูดคุยหารือตลอดหลายวันมานี้ สิ่งที่ควรหารือวันนี้ก็ได้หารือจบสิ้นแล้ว ทุกคนเพียงรอเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองวันพระบรมราชสมภพของฮ่องเต้ไท่ชูในวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็สามารถเดินทางกลับแคว้นได้แล้ว
แน่นอนว่าผลของการเจรจาหารือนั้นมีทั้งดีและไม่ดี สิ่งนี้เพียงมองจากสีหน้าของคณะทูตก็สามารถดูออกได้หลายส่วน ส่วนฝั่งต้าเซี่ย โดยรวมแล้วถือว่าเป็นที่น่าพึงพอใจ
เซียวเชียนจย่งยกมือขึ้นบิดลำคอของตนเองไปมา ถอนหายใจแล้วจึงเอ่ย “ในที่สุดก็จบสิ้นแล้ว หลายวันมานี้ข้าแทบเป็นบ้าอยู่แล้ว” ให้เขาไปเจรจากับคนเหล่านั้นด้วยท่าทีสุภาพ มิสู้ให้เขาไปจับดาบต่อสู้จะสบายเสียกว่า แต่ฮ่องเต้ไท่ชูไม่มีความสนใจต่อขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งหลายที่เอาแต่เอ่ยถึงจารีตและจริยธรรม ออกคำสั่งให้พวกเขาพี่น้องจำต้องต่อสู้ด้วยตนเอง ห้ามให้ต่างชาติเอาเปรียบต้าเซี่ยได้ เซียวเชียนจย่งรู้สึกว่าในหัวของเขาตอนนี้ยังคงมีเสียงสะท้อนของห้องโถงเมื่อครู่ที่ดังราวกับเป็ดถกเถียงกันจอแจก้องอยู่ในหัว
เซียวเชียนชื่อเองก็เผยสีหน้าผ่อนคลายออกมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่ โชคดีที่มีพี่ใหญ่อยู่ เดิมทีคิดว่าองค์ชายหนานเย่ว์ผู้นั้นเป็นเพียงคนร่างใหญ่ที่ไร้สมอง ไม่คิดว่าจะยุ่งยากเพียงนี้” ความจริงตัวองค์ชายหนานเย่ว์เองไม่ได้มีความยุ่งยากเพียงนั้น เพียงแต่ขีดจำกัดที่เขาขีดเอาไว้ ไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ จนทำให้อยากต่อยเขาสักหมัด เห็นได้ชัดว่าถูกฮ่องเต้หนานเย่ว์กำชับมาก่อนจะมายังต้าเซี่ย สถานการณ์เช่นนี้ เว่ยจวินมั่วยังทำให้เขาคลายลงได้ แม้จะไม่มากแต่ก็ไม่ง่าย
หลายวันมานี้ เซียวเชียนชื่อราวกับรู้ถึงข้อดีของการเป็นพี่รองแล้ว นับตั้งแต่มีเว่ยจวินมั่วพี่ใหญ่ผู้นี้ เสด็จพ่อไม่ได้เอาแต่ติเขาโน่นนี่ไม่ได้ดั่งใจแล้ว และน้อยครั้งจะมอบหมายงานที่เขาลำบากในการตัดสินใจ แม้จะมีบ้างที่เขาทำได้ไม่ดี เสด็จพ่อก็ยังคอยแนะนำเขาอย่างใจเย็น ไม่ใช่เอาแต่ใช้สายตาผิดหวังมองมายังเขาอย่างที่เคยทำมาตลอดตั้งแต่เขายังเด็ก หากมีเรื่องยุ่งยากเป็นพิเศษ แน่นอนว่าเสด็จพ่อจะนึกถึงพี่ใหญ่ ไม่ใช่คนรองอย่างเขา เซียวเชียนชื่อไม่ใช่คนทะเยอทะยาน ความจริงแล้วตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องการให้เสด็จพ่อต้องผิดหวังในความสามารถของตน ยามนี้กลับผ่อนคลายลงไปมาก หลังจากความกังวลเหล่านั้นได้ถูกปล่อยวางลง เขากลับรู้สึกมีอิสระขึ้นมาหลายส่วน ทำตัวสง่างามและสุขุมยิ่งขึ้น ดูมีความเป็นชินอ๋องเชื้อพระวงศ์ขึ้นมาแล้ว
ใบหน้าของเว่ยจวินมั่วเองก็มีรอยยิ้มอย่างหาได้ยาก พยักหน้าเบาๆ “หลายวันมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
เซียวเชียนชื่อส่ายศีรษะ เซียวเชียนจย่งพยักหน้าติดต่อกัน “ก็ใช่น่ะสิ รองานฉลองพระบรมราชสมภพผ่านไป ข้าจะนอนหลับสักสามวันสามคืน”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่าคิดสวยงามไปเลย หลังจากงานพระบรมราชสมภพยังมีการสอบขุนนางอีก”
“…การสอบขุนนางหรือ เกี่ยวอันใดกับข้า ข้าอ่านหนังสือยังไม่เยอะเท่าซิ่วไฉด้วยซ้ำ” เซียวเชียนจย่งเอ่ยด้วยความมึนงง เซียวเชียนเหว่ยยิ้มเอ่ย “จะว่าไป การสอบก็จะมาถึงในอีกไม่กี่วันแล้ว เสด็จพ่อกลับยังไม่ประกาศเจ้าหน้าที่จัดการดูแลการคุมสอบเลย พี่ใหญ่รู้หรือไม่เสด็จพ่อ…”
“จวินมั่ว” ในรถม้าที่กำลังแล่นเข้ามาช้าๆ ไม่ไกลออกไป หนานกงมั่วยื่นศีรษะโผล่ออกมาจากรถม้า “พวกเจ้าเสร็จธุระแล้วหรือ ข้ากำลังมีธุระต้องเข้าวังพอดีเลย”