หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1229 แม่ม่ายดำ
ตอนที่ 1229 แม่ม่ายดำ
ขณะพูดคุยกับองค์หญิงตงจู หนานกงมั่วยังมองสำรวจองค์หญิงอานซูที่เหม่อลอยอย่างชัดเจน เอ่ยถามเสียงเรียบ “องค์หญิงอานซู ร่างกายขององค์ชายเป็นอย่างไรบ้างหรือ” องค์หญิงอานซูมองเหม่ออยู่ที่ซุนเหยียนเอ๋อร์ เป็นองค์หญิงตงจูที่อยู่ด้านข้างแอบสะกิดให้นางได้สติกลับมา องค์หญิงตงจูเบ้ปาก เดิมทีองค์หญิงตงจูไม่ชอบท่าทาง ‘ข้าเป็นองค์หญิง ข้ามีเกียรติ’ ขององค์หญิงผู้นี้นัก แต่พวกนางต่างก็มาจากต่างแคว้น ตนจะมาพูดคุยกับพระชายาคนเดียวก็คงกระอักกระอ่วน ดังนั้นจึงพานางมาด้วย อย่างไรทั้งสองคนเจ็ดแปดส่วนก็ต้องได้เป็นน้องสะใภ้
หนานกงมั่วเองก็ไม่ปล่อยให้นางขายหน้า เอ่ยถามเสียงเบาอย่างชัดเจนอีกครั้ง
องค์หญิงอานซูโพล่งออกมากะทันหัน เอ่ยเสียงเบา “ขอบพระทัยพระชายาที่เป็นห่วง พี่ชายของหม่อมฉันอาการดีขึ้นมาแล้วเพคะ”
หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่างไรองค์ชายอานจี้ก็มาป่วยอยู่ในจินหลิง หากเกิดอันใดขึ้นเสด็จพ่อและเสด็จแม่เองก็คงกังวล” องค์หญิงอานซูรีบพยักหน้าเอ่ย “ทำให้ฝ่าบาทและฮองเฮาต้องเป็นกังวลแล้ว วันนี้พี่ชายก็มาร่วมงานพิธีด้วย คิดว่าคงไม่เป็นไรเพคะ”
หนานกงมั่วยิ้มบาง แน่นอนนางรู้ว่าองค์ชายอานจี้ดีขึ้นมากแล้ว เพราะหมอหลวงที่ถูกส่งไปรักษาองค์ชายอานจี้คือคนของนาง เพียงแต่จะไม่เป็นไรเลยหรือไม่ก็ยากจะบอกได้ แต่อย่างน้อยช่วงอยู่ที่จินหลิงจะไม่เป็นอันใด แต่จะเกิดเรื่องหลังจากที่กลับอานจี้ไปแล้วหรือเกิดเรื่องระหว่างทางก็ไม่อาจมาโทษพวกเขาได้ อย่างไรเส้นทางอานจี้ต้าเซี่ยนั้นห่างไกล ทนไม่ไหวระหว่างการเดินทางนั้นเป็นไปได้
เอ่ยถึงเรื่องนี้ หนานกงมั่วยังรู้สึกสงสารองค์ชายอานจี้ผู้นี้อยู่บ้าง อยู่ดีๆ ยังคิดไปหาเรื่อง แล้วยังไปหาเรื่องศิษย์พี่อีก จงใจไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วหรือไม่
“ดีมาก” หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย หันมายิ้มให้องค์หญิงตงจู เอ่ย “วันนั้นเจอหมิงเต๋อจวิ้นอ๋องแล้วก็ไม่ได้เจออีกเลย ช่วงนี้จวิ้นอ๋องและองค์หญิงอยู่ในจินหลิงสบายดีหรือไม่” องค์หญิงตงจูยิ้มเอ่ย “จินหลิงรุ่งเรืองกว่านอกเขตกำแพง หลายวันมานี้เสด็จพี่พาหม่อมฉันไปท่องเที่ยวหลายแห่ง ยังซื้อของมากมายด้วยเพคะ”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จวิ้นอ๋องกำลังจัดเตรียมสินเจ้าสาวให้องค์หญิงใช่หรือไม่เพคะ ต่อไปองค์หญิงต้องอยู่ที่จินหลิงแล้ว ยังมีเวลาท่องเที่ยวอีกมาก”
ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเล็กขององค์หญิงตงจูพลันแดงระเรื่อ “พระชายา”
หนานกงมั่วรีบขออภัย “ได้ๆ ข้าไม่ควรหยอกเย้าองค์หญิง องค์หญิงอย่าได้ถือสา” องค์หญิงตงจูกะพริบตา ใบหน้าแดงระเรื่อ เอ่ย “ความจริง..ก็ไม่มีอันใด พระชายาเอ่ยไม่ผิด เพียงแต่ในเมื่อจินหลิงรุ่งเรืองคึกคักเพียงนี้ หม่อมฉันก็คิดถึงหว่าหลาขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว”
หนานกงมั่วยื่นมือไปตบหลังมือนางเบาๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด
ขณะพูดคุยอยู่กับองค์หญิงตงจูและสตรีหลายคน ด้านหน้ามีคนสนิทของฮ่องเต้ไท่ชูเข้ามาเชิญ บอกว่าฮ่องเต้ไท่ชูเรียกพบ หนานกงมั่วจำต้องลุกออกไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษรภายใต้สายตาอิจฉาของผู้คน ออกจากประตู หนานกงมั่วได้ยินเสียงพูดคุยจอแจจากด้านในที่ส่งออกมา ไม่ได้นอกเหนือไปจากพระชายาฉู่อ๋องได้รับความรักและเอ็นดูจากฝ่าบาท วันนี้ยังเรียกพระชายาไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษร
ลงจากตึกมา เดินตามขันทีออกมาจากอุทยานของวังหลัง ขณะเดินไปหนานกงมั่วจึงเอ่ยถามไปดวย “ฝ่าบาทเชิญเข้าเฝ้า มีเรื่องอันใดหรือ”
ขันทีเอ่ยอย่างนอบน้อม “รายงานพระชายา กระหม่อมไม่รู้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วพยักหน้า “มีผู้ใดอยู่กับฝ่าบาทบ้าง”
ขันทีเอ่ย “ฉู่อ๋องและเซียงอ๋องต่างก็อยู่ ฝ่าบาทเรียกตัวเร่งด่วน คิดว่า…คงมีเรื่องเร่งด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วพยักหน้าบ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เดินไปอีกชั่วครู่ หนานกงมั่วชะงักเท้า เอ่ย “ฝ่าบาทไม่ได้อยู่ที่ห้องทรงพระอักษรหรือ”
ขันทีส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทและฉู่อ๋องต่างก็อยู่ที่ตำหนักพระราชพิธีพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “เช่นนั้นก็ไปเถิด”
ตำหนักพระราชพิธีเป็นตำหนักที่ไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งในวัง อยู่ระหว่างวังหน้ากับวังหลัง เดิมอยู่ด้านหลังศาลบูรพกษัตริย์ ปีที่แล้วศาลบูรพกษัตริย์ถูกเซียวเชียนเยี่ยเผาจนสิ้น สุดท้ายฮ่องเต้ไท่ชูจึงเลือกฐานที่สร้างใหม่อยู่ทางตะวันออก เพราะมีธุระมากมายในช่วงครึ่งปีมานี้ พื้นที่เดิมของศาลบูรพกษัตริย์จึงยังไม่ได้ฟื้นฟู ตอนนี้จึงดูว่างเปล่าหลายส่วน ตำหนักพระราชพิธีอยู่ใกล้วังหลังและหอตำรา ฮ่องเต้ไท่ชูมีแผนจะปรับพื้นที่ส่วนนี้เป็นสถานที่ให้องค์ชายเล่าเรียน เพียงแต่ตอนนี้ในวังยังไม่มีองค์ชายพระองค์ใดต้องศึกษาเล่าเรียน ถึงได้ปล่อยว่างเอาไว้
ตรงหน้าเป็นตำหนักพระราชพิธีแล้ว หนานกงมั่วกวาดตามองไปรอบๆ ห่างออกมาจากความครื้นเครงและเสียงดนตรีในวังหลัง ที่นี่จึงดูเงียบสงัดขึ้นมา
หนานกงมั่วเอ่ยถามขึ้นมา “ข้าจำได้ว่า เจ้าเป็นคนเฝ้าหน้าประตู ห้องทรงพระอักษรหรือ”
ขันทีผู้นั้นชะงัก ไม่คิดว่าแม้แต่เรื่องนี้หนานกงมั่วยังจำได้ แม้พระชายาจะมาที่ห้องทรงพระอักษรบ่อยครั้ง แต่จะบอกว่านางรู้จักขันที่ไม่กี่คนที่ฮ่องเต้ไท่ชูใช้งานอยู่บ่อยๆ นั่นเป็นเรื่องปกติ อย่างเขาที่เป็นขันทีเฝ้าหน้าประตูแม้แต่ศีรษะยังไม่กล้าเงยขึ้นมา น่าแปลกใจเล็กน้อยที่ยังจำคนที่ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้สูงศักดิ์ได้อย่างแม่นยำเพียงนี้
หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “คนที่อยู่ข้างกายเสด็จพ่อข้าจำได้หมด นี่ยังเป็นครั้งแรก ที่เสด็จพ่อให้คนเฝ้าประตูมาตามข้า”
รอยยิ้มของขันที่ผู้นั้นดูฝืนใจ เอ่ย “วันนี้คนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องบนต่างก็ยุ่ง ดังนั้นจึงนับเป็นวาสนาของกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นหรือ เกรงว่าข้าคงไม่มีวาสนานั้นแล้ว” เอ่ยยังไม่ทันจบ หนานกงมั่วถีบตัวลอยขึ้น แสงสีเงินสะท้อนขึ้นมาหลายเส้นพุ่งเข้าไปยังสถานที่หนึ่งใต้หลังคาตำหนักพระราชพิธี ได้ยินเสียงโครมดังขึ้นมา ร่างสองร่างที่อยู่ในชุดองครักษ์ร่วงลงมา ตกลงมาบนพื้นดิ้นรนอยู่ชั่วครู่ก็นิ่งไปเสียแล้ว
ขันทีผู้นั้นเห็นว่าไม่ดีแล้ว รีบก้าวถอยหลังคิดจะหนีไป หนานกงมั่วยิ้มเย็น เส้นด้ายที่อยู่ในข้อมือถูกยิงออกไป เกี่ยวเข้ากับลำคอพร้อมดึงจนคนล้มลงไปบนพื้น
“พระชายาได้โปรดไว้ชีวิต พระชายาได้โปรดไว้ชีวิตด้วย” ขันทีผู้นั้นตกใจรีบโขกศีรษะกับพื้นอ้อนวอน หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้ต้องเป็นข้าที่ร้องขอชีวิตจากเจ้ากระมัง”
ขันทีผู้นั้นชะงักการโขกศีรษะ มุมปากยกยิ้มร้ายกาจ แสงทะมึนพุ่งออกจากปากของเขา ตรงเข้าไปยังหน้าอกของหนานกงมั่ว หนานกงมั่วรีบเบี่ยงตัวหลบ สายลมอีกสายพลันพุ่งเข้ามาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง กริชในมือของหนานกงมั่วตวัด ปัดอาวุธลับนั้นออกไป เสียงตึงตังเจ็ดแปดครั้งดังอยู่ทางด้านหลัง ในที่สุดก็หยุดลง หนานกงมั่วร่อนลงสู่พื้น แกว่งกริชในยกกริชในมือขึ้นมา กริชที่ควรเป็นสีเงินถูกย้อมไปด้วยสีเขียวจางๆ เห็นได้ชัดว่าอาวุธลับที่กระทบเข้ากับกริชเมื่อครู่นั้นย้อมไปด้วยพิษ
หนานกงมั่วเอ่ยถามคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “อาวุธลับมีพิษ เจ้ายังเอาไว้ในปากหรือ เพราะพิษนี้ไม่ทำให้คนตาย หรือเพราะร้อยพิษไม่กล้ำกลายเจ้า”
“พิษไม่ทำให้คนตายหรือ” ขันทีผู้นั้นหัวเราะประหลาด เอ่ย “พระชายาไม่ลองดูเล่า”
หนานกงมั่วเอ่ย “ในปากเจ้ายังมีอาวุธลับหรือไม่ คงไม่มีแล้วกระมัง เมื่อครู่ข้าอยากเอ่ยว่า วิธีการของอาวุธลับแบบนี้ไม่อาจพึ่งพาได้ ต่อให้ปากเจ้าใหญ่ ก็คงใส่เอาไว้ได้ไม่กี่ชิ้นกระมัง หากไม่ทันระวังเผลอกลืนเข้าไป เผลอโดนพิษตายไป เช่นนั้นยุติธรรมหรือ”
ได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย ปากของขันนี้เริ่มกระตุก เอ่ยอย่างแปลกประหลาด “เช่นนั้นพระชายาคิดว่าอาวุธลับควรใช้เยี่ยงไร” วิธีการใช้อาวุธลับนี้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของสำนักของเขา อีกทั้งน้อยคนนักที่จะหลบอาวุธที่พุ่งเข้ามากะทันหันเช่นนี้ได้ อย่างไรน้อยคนนักที่จะคิดว่าอาวุธลับจะออกมาจากปากกระมัง
เพียงน่าเสียดาย พระชายาฉู่อ๋องที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้เขาพลาดแล้ว เห็นได้ว่าสตรีผู้นี้ระแวดระวังต่อเขามาตั้งแต่ต้น
หนานกงมั่วครุ่นคิด เอ่ย “เรื่องนี้หรือ หากเป็นไปได้ แน่นอนว่าไม่พลาดเป้าจะดีที่สุด หากทำไม่ได้ เช่นนั้นก็หาโอกาสเอาชนะก็ได้ อย่างเช่นพายุเข็มเป็นอย่างไร เจ้าเตรียมการไม่ดีเช่นนี้ จำนวนก็ไม่พอ หากไม่ระวังยังทำให้ตนเองบาดเจ็บด้วย ไม่ดีเลยจริงๆ”
“พอแล้ว” ขันทีเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ รีบลุกขึ้นมาจ้องหนานกงมั่วเขม็ง เอ่ย “เจ้ารู้ตั้งแต่แรก ไยจึงยังตามข้ามา เจ้ารู้ได้อย่างไร”
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เอาเจ้าคนอันตรายเช่นนี้เดินไปมาอยู่ในวังคงไม่ดีนัก ใครจะรู้ว่าเจ้าจะทำอันใดอีก หากจับเจ้า สตรีเหล่านั้นตกใจขึ้นมาก็คงไม่ดี ส่วนรู้ตอนไหน การปลอมตัวของเจ้าไม่ได้ดีอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ คนที่เจ้าปลอมตัวมายังไม่ใช่คนเฝ้าหน้าประตูห้องทรงพระอักษรด้วย แต่เป็นคนปัดกวาดหน้าประตูต่างหาก” ขันทียิ้มเย็น ยกมือขึ้นฉีกหน้ากากออก ปรากฏใบหน้าผอมดวงตาทะมึนอายุราวๆ สามสิบกว่า เสียงที่เดิมออกแหลมยามนี้ทุ้มเข้มขึ้นมา “จับข้างั้นหรือ คุยโวโอ้อวด เป็นเพียงพระชายาฉู่อ๋อง วันนี้คงต้องตายเพราะความจองหองของตนเองแล้ว น่าเสียดายจริงๆ ไม่รู้ว่ารอฉู่อ๋องเห็นศพของเจ้าจะมีท่าทีเช่นไร”
“จะโทษก็โทษฉู่อ๋อง เขาไม่หนีห่างจากฮ่องเต้ไท่ชูทำให้ข้าไม่อาจลงมือ เช่นนั้นคงต้องกำจัดพระชายาฉู่อ๋องอย่างเจ้าก่อนแล้ว” ชายผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็น “พระชายาฉู่อ๋องยังไม่รู้กระมัง ชีวิตของเจ้าก็มีค่าสองล้านตำลึงเงิน”
หนานกงมั่วพยักหน้า ถอนหายใจ เอ่ย “ข้าก็ไม่คิดว่าค่าจะมีค่าเพียงนั้น ไม่แน่ว่าวันใดข้าไม่มีเงินแล้วคงเอาตัวเองไปขาย แต่ตอนนี้ข้าดูเหมือนจะไม่ขาดเงิน”
“น่าเสียดาย ข้าขาดเงิน ไม่มีใครรังเกียจเงิน พระชายาฉู่อ๋อง หากเจ้าไม่มั่นใจในตนเองมากนัก ไม่แน่วันนี้อาจไม่ต้องตาย”
หนานกงมั่วมองเขาอยู่นาน เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าจะตายหรือไม่ค่อยว่ากัน แต่ส่วนมากแล้วผู้ร้ายมักจะตายมากกว่าอยู่”
ชายผู้นั้นกัดฟัน “เจ้าเตือนได้ถูก ดังนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้”
เอ่ยยังไม่ทันจบ ชายผู้นั้นก็พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว ดาบสั้นตวัดฟันมาที่หนานกงมั่ว เท้าของหนานกงทั่วเคลื่อนไหวเบา ร่างของนางพลันเคลื่อนถอยหลัง คนผู้นั้นไม่ล่าถอย ดาบสั้นมุ่งตรงไปยังหัวใจของนางหนานกงมั่ว หนานกงมั่วสะบัดแขนเสื้อ กระแสลมที่เกิดขึ้นราวกับสามารถระเบิดภูเขาได้ ทำให้ชายผู้นั้นจำต้องหลบหลีกชะงักเท้าลง เวลาเพียงชั่วพริบตาหนานกงมั่วชักกระบี่อ่อนที่เอวออกมา
วันอย่างนี้ ติดกระบี่ชิงหมิงเข้าวังมาด้วยคงไม่สะดวก แต่ด้วยฐานะของหนานกงมั่ว อยากหากระบี่ที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องยาก กระบี่อ่อนนี้เอามาจากคลังส่วนตัวของฮ่องเต้ ไม่เหมือนกระบี่อ่อนที่เว่ยจวินมั่วใช้บ่อยๆ ที่หากหนานกงมั่วไม่ระวังคงโดนตนเองเข้า ไม่รู้ทำมาจากสิ่งใด ชักออกมาแล้วดูอ่อนกว่ากระบี่ทั่วไป น้ำหนักเบางดงามเหมาะสมกับหนานกงมั่วที่เป็นสตรีมากกว่ากระบี่ชิงหมิง
ชายผู้นั้นยิ้มเย็น เอ่ย “ที่แท้ก็เตรียมตัวอยู่ก่อน แต่ก็ไม่มีประโยชน์” ดาบสั้นส่องสะท้อน คล่องแคล่วว่องไวดูมีอำนาจขึ้นมา
การโจมตีระยะประชิดตัวหนานกงมั่วไม่เคยกลัวมาก่อน ชายตรงหน้าที่มีที่มาไม่ชัดเจนนี้ก็ไม่แตกต่าง เวลาเพียงชั่วครู่คนทั้งสองก็ประมือกันไปกว่าเจ็ดสิบแปดสิบกระบวนท่าทว่ายังไม่อาจรู้ว่าใครแพ้ใครชนะ หนานกงมั่วยิ้มพลางเอ่ย “ดูเหมือนวรยุทธ์ของเจ้าก็ง่ายๆ ไม่ได้ดีอย่างที่เจ้าคิดด้วยซ้ำ”
“รนหาที่ตาย” ชายผู้นั้นตะโกน
“ใครตายก็ยังไม่แน่” ยามที่กระบี่อ่อนของหนานกงมั่วกำลังต่อสู้อยู่กับคนผู้นั้น มือซ้ายเองก็ตวัดออกไป ชายผู้นั้นรีบรับมือโดยไว ชายผู้นั้นก้าวถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าว กัดฟันเอ่ย “เจ้าใช้พิษ” หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “กล้าเข้ามาลอบสังหารในวัง หรือว่าเจ้าไม่รู้จักที่มาของอาจารย์ข้า”
ไม่รู้จริงๆ แต่คุณชายเสียนเกอเป็นศิษย์พี่ของนางเรื่องนี้พวกเขารู้ดี ทำได้เพียงกัดฟันด้วยความโกรธแค้น ใครจะคิด พระชายาเข้าวังมาถวายพระพรต่อฝ่าบาท ไม่พกเครื่องดนตรี แต่พกยาพิษติดตัวหรือ
“โอ้ ไม่รู้ผู้ใดคุยโวว่าพระชายาฉู่อ๋องจัดการง่าย ตอนนี้ไม่รู้ว่าใครจัดการใครแล้ว” เสียงหวานของสตรีดังขึ้น แฝงไปด้วยความยั่วยวนน่าหลงใหล ชายผู้นั้นยกมือกุมข้อมือซ้ายของตนใบหน้าไม่น่ามองขึ้นมา เอ่ยเสียงเย็น “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามายุ่ง”
“ฮี่ๆ ก็ได้ เจ้ารีบลงมือกำจัดพระชายาฉู่อ๋องเสียสิ น้องสาวไม่ไปแย่งพี่ชายอย่างแน่นอน”
สตรีชุดแดงคนหนึ่งลอยตัวมายืนอยู่ใต้ชายคาไม่ไกล ดูเป็นสตรีอายุราวๆ สามสิบกว่า รูปโฉมธรรมดาทว่าหว่างคิ้วดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลเหมือนกับเสียงของนาง หากเปลี่ยนเป็นใบหน้าโดดเด่น เช่นนั้นก็คงเป็นเหตุชวนให้เกิดปัญหาจริงๆ แล้ว
สายตาของหญิงสาวมองมายังใบหน้าของหนานกงมั่ว ดวงตาฉายแววริษยา
ชายผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็น “พระชายาฉู่อ๋อง ตายอยู่ในมือข้าดีกว่าตายอยู่ในมือสตรีร้ายกาจนั่นมาก ข้าเพียงสังหารเจ้าด้วยดาบ แต่สตรีร้ายกาจผู้นั้นจะทำลายฉีกทึ้งใบหน้าของเจ้าอย่างแน่นอน”
ฟังสองคนพูดคุยกัน หนานกงมั่วพอคาดเดาได้แล้ว เอ่ยเสียงเรียบ “หญิงม่ายเยี่ยนซวงซวง คนขายเนื้อชวนจง อวี๋ถูจื่อหรือ”
ทั้งสองมองสบตา เยี่ยนซวงซวงยิ้มร้าย เอ่ย “ไม่คิดว่า พระชายาฉู่อ๋องจะรู้จักคนตัวเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกเราด้วย นับเป็นวาสนาแล้ว”
หนานกงมั่วตวัดตาขึ้นมา เคาะกระบี่ล้ำค่าในมือเบาๆ “เมื่อวานพวกเจ้าไม่ไปจากจินหลิง คิดว่า…คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง”
“หึๆ” เยี่ยนซวงซวงป้องปากหัวเราะ เอ่ย “คนตายเพื่อเงินนกตายเพื่ออาหาร หากเพื่อเงินหนึ่งล้านตำลึงทองนั่น แลกกับหนึ่งชีวิตแล้วอย่างไรเล่า ยิ่งไปกว่านั้น ได้ยินมานานแล้วว่าพระชายาฉู่อ๋องรูปโฉมงดงาม วันนี้ได้เห็น ช่าง…สมควรตาย” ยังเอ่ยไม่ทันจบ เยี่ยนซวงซวงก็พุ่งเข้ามารวดเร็วจนมองเห็นเป็นเพียงเงาสีแดงดอกท้อ ขณะเดียวกันก็เอ่ยกับอวี๋ถูจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกล “มองอันใดอยู่อีก ยังไม่รีบลงมือ”