หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1230 พิษร้ายสุดคือจิตใจของผู้หญิง
ตอนที่ 1230 พิษร้ายสุดคือจิตใจของผู้หญิง
อวี๋ถูจื่อผู้นั้นได้ยินเช่นนั้นจึงได้สติขึ้นมารีบพุ่งเข้าหาหนานกงมั่ว แม้มือข้างซ้ายจะถูกพิษ แต่ใช้มือเพียงข้างเดียวก็มีกำลังไม่น้อย แม้การเคลื่อนไหวร่างกายในยามนี้จะทำให้พิษเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่หากไม่เอาชีวิตหนานกงมั่ว เขาก็จะไม่ได้ยาถอนพิษ ในเมื่อกล้าเข้ามาลอบสังหารถึงในวัง แน่นอนว่าต่างไม่ใช่คนขี้ขลาด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส็สุดชีวิต
หนานกงมั่วถูกยอดฝีมือบุกเข้ามาโจมตีไล่เลี่ยกันทว่ากลับไม่ร้อนใจ แขนเสื้อใหญ่สะบัดพัด ไม่มีรูปทรงตายตัว เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างคนสองคนได้อย่างง่ายดาย
เยี่ยนซวงซวงยิ้มร่า เอ่ยเสียงดัง “พระชายาฉู่อ๋อง ใช้พิษไม่ใช่สิ่งที่สุภาพชนพึงกระทำ”
หนานกงมั่วยิ้มหวานแล้วจึงเอ่ย “ข้าบอกตั้งแต่เมื่อใดว่าข้าคือสุภาพชน ยิ่งไปกว่านั้น…เป็นข้าคนเดียวหรือที่ใช้พิษ” ผงสีชมพู ควันพิษสีเขียวจางๆ พลันระเบิดขึ้นมาระหว่างทั้งสามคน หนานกงมั่วและเยี่ยนซวงซวงรีบก้าวถอยหลัง หนานกงมั่วสะบัดแขนเสื้อบังควันพิษตรงหน้า ขณะเดียวกันก็โยนอาวุธลับเข้าหาอีกฝ่าย
“โอ้” เสียงเยี่ยนซวงซวงดังขึ้น เสียงที่มาพร้อมความเย้ยหยันเอ่ยว่า “ร้ายกาจนัก ไม่คิดว่าเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ในจินหลิงจะมีสตรีอย่างพระชายาฉู่อ๋อง” ขณะเดียวกันก็มีเสียงโกรธเกรี้ยวของอวี๋ถูจื่อดังขึ้น เขาหลบหลีกออกมาช้ากว่าหนานกงมั่วและเยี่ยนซวงซวง ยังถูกเยี่ยนซวงซวงดึงไปบังอาวุธลับที่หนานกงมั่วโยนเข้ามา โชคดีที่เขาหลบหลีกอย่างเต็มกำลัง อาวุธลับที่ซ่อนอยู่หลายชิ้นจึงปักเข้าที่ไหล่ของเขา มิเช่นนั้นคงไม่รู้จะเอาชีวิตไปทิ้งที่ใดแล้ว
“หญิงชั่ว” อวี๋ถูจื่อเอ่ยด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าเยี่ยนซวงซวงจะทำร้ายตนเช่นนี้ ยกดาบขึ้นมาฟันไปที่เยี่ยนซวงซวง ใครจะรู้ว่าเพียงยกดาบขึ้น หัวใจพลันเย็นวูบ ใบหน้าของเยี่ยนซวงซวงมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ใช้กริชปักเข้าที่หัวใจของเขา
“เจ้า…”
เยี่ยนซวงซวงตบหน้าอก “ข้ากลัวจังเลย เงินสองล้านตำลึงเงินแบ่งให้เจ้ากว่าครึ่งข้าช่างปวดใจ ดังนั้นเจ้าก็ตายไปเสียเถิด”
อวี๋ถูจื่อเบิกตาโพลง ถูกเยี่ยนซวงซวงผลักเบาๆ พลันล้มหงายหลังลงไปบนพื้น
ด้านหน้าตำหนักพระราชพิธีพลันเงียบลง หมอกควันสลาย หนานกงมั่วกวาดตามองร่างบนพื้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง เงยหน้าขึ้นไปมองสตรีที่ยืนอยู่ข้างร่างนั้น “สังหารเขาเร็วเพียงนี้ ดูเหมือนเจ้ามั่นใจว่าจะสังหารข้าได้อย่างนั้นหรือ”
เยี่ยนซวงซวงยิ้มหวาน เอ่ย “พระชายาฉู่อ๋องเจ้าวางใจ ข้าเป็นคนพึงพอใจอันใดง่าย ดังนั้นข้าจึงไม่คิดอยากได้เงินหนึ่งล้านตำลึงทองนั่น ข้าต้องการเพียงเงินสองล้านตำลึงเงินก็พอแล้ว เวลานี้ทุกคนต่างคุ้มกันความปลอดภัยของฮ่องเต้ จะมีใครคิดว่า…คนที่ตายก่อนใครจะเป็นพระชายาฉู่อ๋องอย่างเจ้า ได้ยินมาว่าพระชายาฉู่อ๋องและฉู่อ๋องรักกันสุดหัวใจ หากรู้ว่าพระชายาฉู่อ๋องตายไปแล้ว ฉู่อ๋องคงว้าวุ่นใจ ดังนั้น…เงินสองล้านตำลึงคิดว่าคงคุ้มค่า”
หนานกงมั่วเอ่ย “หากข้าบอกว่าข้าจะให้เจ้าสองล้านแล้วไปจากที่นี่ เจ้าก็คงไม่ยอมใช่หรือไม่”
เยี่ยนซวงซวงยิ้ม เอ่ย “แน่นอนข้าเชื่อว่าพระชายายอมให้เงินข้าให้ข้าไปจากที่นี่ แต่ว่า…ข้ายิ่งเชื่อว่ารอเจ้ากับฉู่อ๋องว่างเมื่อใด คงจะตามล่าข้าไปทั่วทั้งใต้หล้า ข้ายังอยากมีชีวิตที่เงียบสงบอยู่นี่นา”
หนานกงมั่วเล่นผ้าบางด้วยมือข้างเดียว หลุบตาลง เอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงให้ข้าดูสิว่าเจ้ามีความมั่นใจอันใดว่าจะสังหารข้าได้”
เยี่ยนซวงซวงกลอกตาไปมา ตบมือเบาๆ สามร่างปรากฏตัวอยู่รอบทิศ
หนานกงมั่วตวัดดวงตาขึ้นไปมอง บุรุษสามคนอายุเท่ากันทว่าหน้าตาต่างกัน หากจะให้มีสิ่งใดพิเศษ ทั้งสามคนนี้ถือว่าหน้าตาไม่เลว อีกทั้งสายตาที่มองไปยังเยี่ยนซวงซวงยังเต็มไปด้วยความหลงใหล มองไปยังหนานกงมั่วกลับเงียบสงบ แม้แต่การทึ่งในความงดงามที่บุรุษส่วนใหญ่มีก็ยังไม่มี
เยี่ยนซวงซวงสัมผัสได้ถึงสายตาของหนานกงมั่ว จึงเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ได้ยินมาว่าฉู่อ๋องหล่อเหลาไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ ไม่รู้ว่าหล่อเหลาเหมือนที่รักของข้าเหล่านี้หรือไม่”
หนานกงมั่วกระตุกมุมปาก “เจ้าคงเป็นคนมองคนเพียงเปลือกนอก” สามคนนี้รูปโฉมไม่เลวเพียงเท่านั้น เทียบกับเว่ยจวินมั่ว ลิ่นฉังเฟิง เสียนเกอ ฉินจื่อซวี่ เซี่ยเจ็ดบุรุษรูปงามเหล่านี้แล้ว ไม่อาจเทียบได้เลยจริงๆ เยี่ยนซวงซวงส่งเสียงหยัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความริษยา “พระชายาฉู่อ๋อง ช่างมีวาสนายิ่งนัก…หากมีวันใดที่ฉู่อ๋องจะเชื่อฟังอย่างที่รักของข้า…”
“ป้า ไม่มีอันใดก็ฝันกลางวันให้น้อยลงสักหน่อย ไม่ดีต่อร่างกาย” หนานกงมั่วเลิกคิ้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “รอยย่นบนหน้าผากแทบจะหนีบยุงให้ตายได้อยู่แล้ว ยืนอยู่หน้าเว่ยจวินมั่วเจ้าจะให้เขาเรียกว่าป้าหรือน้าเล่า”
“รนหาที่ตาย” วาจานี้เอ่ยต่อหน้าคนรักสวยรักงาม เดิมทีก็รูปร่างหน้าตาธรรมดาอีกทั้งยังมีอายุก็เลวร้ายอยู่แล้ว แม้เยี่ยนซวงซวงไม่ได้แก่ถึงขั้นที่หนานกงมั่วเอ่ย แต่เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าหนานกงมั่วที่เปล่งประกายและดูอายุราวกับยี่สิบ พลันทำให้เยี่ยนซวงซวงริษยาจนขึ้นตา “สังหารนาง”
เมื่อเอ่ยจบ ชายทั้งสามจึงชักกระบี่ออกมาตรงเข้าหาหนานกงมั่ว สามคนนี้มีวรยุทธ์ไม่เลว เมื่อล้อมหนานกงมั่วเอาไว้กระบี่ทั้งสามจึงประสานรวมเข้าหากัน พลังอำนาจยิ่งคูณเข้าไปถึงสาม หนานกงมั่วถูกล้อมอยู่ตรงกลาง เยี่ยนซวงซวงกลับยืนมองอยู่ข้างๆ นางรีบสังหารอวี๋ถูจื่อคงเป็นเพราะผู้ช่วยสามคนนี้ แน่นอนว่านางมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าสามารถจัดการกับหนานกงมั่วได้
หนานกงมั่วถูกกักเอาไว้ในค่ายกล กระบี่ในมือรับมือกับทั้งสามคนอย่างสุดกำลัง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสังเกตท่าทีของทั้งสามคน
หนานกงมั่วไม่รู้สึกโชคดีไม่ได้ เดิมทีสามคนนี้คงมีวรยุทธ์มากกว่านี้สักหน่อย แต่เพราะสติของพวกเขามีปัญหาทำให้วรยุทธ์ถูกจำกัดลดลงไป ยุทธภพนี้ช่างซ่อนมังกรซ่อนเสือจริงๆ เดิมทีสามคนนี้คงเป็นยอดฝีมือขั้นหนึ่งขั้นสองในยุทธภพ แต่ทั้งสามคนนี้กลับหลุดรอดพ้นไปจากการสืบข้อมูลจอมยุทธ์ในยุทธภพของหนานกงมั่วตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่อาจเดาได้ถึงตัวตนของทั้งสามคนนี้
หนานกงมั่วดูอยู่ชั่วครู่ ดวงตาก็ทะมึนขึ้น ผลักดันกระบี่ของทั้งสามที่จู่โจมเข้ามา ดึงปิ่นปักผมหนึ่งชิ้นออกมา แทงเข้าไปยังลำคอของบุรุษตรงหน้า เยี่ยนซวงซวงที่มองอยู่ข้างๆ สีหน้าพลันเปลี่ยน บุรุษตรงหน้าหยุดชะงักไป เคลื่อนไหวช้าลง ปิ่นปักผมลากผ่านลำคอของเขา ทิ้งเอาไว้เพียงรอยเลือดบาดลึก
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” หนานกงมั่วยิ้มเอ่ย “แม่ม่ายดำ ที่แท้ก็เป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยาก”
รอยยิ้มของเยี่ยนซวงซวงประดุจน้ำแข็ง “พระชายาฉู่อ๋องชมเกินไปแล้ว”
หนานกงมั่วยิ้มร่าเริง “ความสามารถอย่างเยี่ยนฮูหยินข้าเองก็เคยเห็น เพียงแต่มิได้ชำนาญอย่างเจ้าเท่านั้น แต่จะว่าไปก็ไม่ได้ยาก” เยี่ยนซวงซวงยิ้มเย็นไม่เอ่ยวาจา เห็นได้ว่าไม่เชื่อ หนานกงมั่วลอยตัวเหยียบลงบนกระบี่ของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามา แขนเสื้อยาวสะบัด อาวุธลับนับสิบแยกตัวออกไปสองทาง เยี่ยนซวงซวงรีบเคลื่อนตัวหลบ หนานกงมั่วกลับไม่คิดจะปล่อยนางไปง่ายเพียงนี้ อาวุธลับสะท้อนแสงสีเงินพุ่งตามนางไป เยี่ยนซวงซวงไม่แสดงความอ่อนแอหันกลับมารับมือกับมัน แต่ไม่คิดว่าหนานกงมั่วจะไม่รับกระบวนท่าของนาง หันกลับไปตัดหัวชายที่ตามมาด้านหลัง ชายผู้นั้นเบี่ยงตัวหลบทว่าไม่ถอยหนี สุดท้ายถูกหนานกงมั่วฟันเข้าไปยังมือที่จับกระบี่
หนานกงมั่วโจมตีไปที่มือ จากนั้นเคลื่อนตัวหลบ มองไปยังเยี่ยนซวงซวงที่ร้อนใจเมื่อชายผู้นั้นได้รับบาดเจ็บ เลิกคิ้วพลางเอ่ย “เป็นอย่างไร”
ชายทั้งสามไม่มีสติ เห็นได้ว่าถูกคนควบคุม วิชานี้ดูแข็งแกร่งกว่าเมื่อครั้งที่นางเคยเห็นที่จวนหนิงอ๋อง แต่การต่อสู้เช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยสมองอันชาญฉลาด หุ่นเชิดที่ไร้สติต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง จะช้าจะเร็วก็ต้องถูกฆ่าตายอยู่ดี สามคนนี้คงถูกเยี่ยนซวงซวงควบคุมอย่างแน่นอน แต่คนคนเดียวควบคุมสามคนพร้อมกันเพื่อมาต่อสู้กับหนานกงมั่ว ไม่เอ่ยไม่ได้เลยว่าเยี่ยนซวงซวงนับว่ามีพรสวรรค์ทางด้านนี้ น่าเสียดายเป็นการกดดันเกินไป หากควบคุมคนเดียวไม่แน่ว่าอาจไม่มีช่องโหว่ แต่หากควบคุมคนเดียว วรยุทธ์ของสามคนนี้ไม่ว่าคนใดก็ด้อยกว่าหนานกงมั่วทั้งนั้น
เยี่ยนซวงซวงกัดฟัน ยิ้มเย็นแล้วจึงเอ่ย “พระชายาฉู่อ๋อง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“ชื่นชมแล้ว” หนานกงมั่วเอ่ยตอบรับเสียงเรียบ
เสียงดังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เยี่ยนซวงซวงหัวใจกระตุก ดวงตาจ้องหนานกงมั่วเขม็ง เอ่ยเสียงเย็น “ที่แท้ก็ถ่วงเวลา”
หนานกงมั่วยิ้มหวาน “ในที่สุดเจ้าก็นึกขึ้นมาได้แล้ว ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่ยุทธภพที่ไม่มีใครควบคุมดูแล”
“ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าก็สังหารเจ้าทัน” เยี่ยนซวงซวงเอ่ยเสียงดัง เสียงหวีดแหลมออกมาจากปาก ชายทั้งสามที่ดวงตาเรียบนิ่งพลันเปลี่ยนไป ดวงตาของทั้งสามขึ้นสีแดงราวกับสัตว์ร้าย การหายใจดูดุร้ายขึ้นมา พุ่งเข้าหาหนานกงมั่วโดยไม่สนใจสิ่งใด้ทั้งสิ้น กระบี่อ่อนในมือของหนานกงมั่วตวัดถี่แม้แต่น้ำยังไม่อาจเคลื่อนผ่านได้ ไม่เสียเปรียบให้อีกฝ่ายแม้เพียงนิด
เสียงดังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกขณะ สีหน้าของเยี่ยนซวงซวงบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจึงยอมทิ้งหุ่นเชิดทั้งสามที่ตนพามา ลอยหายไปทันใด ยามนี้คนทั้งสามกำลังต่อสู้กับหนานกงมั่ว นางคิดหนีหนานกงมั่วไม่อาจขวางเอาไว้ได้
แต่หนานกงมั่วจะปล่อยให้นางหนีไปง่ายๆ เช่นนี้ได้เยี่ยงไร สายตากวาดมองร่างของนางที่หนีไป หันหน้าเล็กน้อย แสงสีเงินพุ่งออกจากลุ่มผมยิงออกไปทันใด เยี่ยนซวงซวงรีบเบี่ยงตัวหลบ ยามนี้องครักษ์สองคนพลันพุ่งเข้ามา สีหน้าของเยี่ยนซวงซวงพลันเปลี่ยน ปล่อยอาวุธลับในมือออกไป คิดหลบหนี กำลังจะลอยข้ามกำแพง แสงสะท้อนของดาบพลันปะทะเข้ามาซ้ายขวา ดาบทั้งสองฟันออกไป หากเยี่ยนซวงซวงยังไม่ต้องการแยกร่างก็จำต้องถอยกลับคืน ลงไปยืนอยู่บนพื้นแหงนหน้ามองขึ้นไปยังสองคนที่ยืนอยู่บนกำแพงด้วยสายตาเย็นชา ต่างก็อยู่ในชุดองครักษ์ของวังหลวงเช่นกัน ทว่าเยี่ยนซวงซวงกลับตื่นตกใจอยู่ในใจ ฝีมือขององครักษ์ในวัง ก่อนพวกเขาเข้าวังก็พอรู้จักอยู่บ้าง สองคนตรงหน้าหากอยู่ในยุทธภพยังเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือขั้นสอง วังหลวงแห่งนี้…มียอดฝีมือซุกซ่อนอยู่มากมายเพียงใดกัน
มีคนลงมา หนานกงมั่วรีบแยกตัวออกมาจากการต่อสู้ องครักษ์ที่มาใหม่ล้อมชายทั้งสามเอาไว้ รับมือกับศัตรู องครักษ์เหล่านี้ในเมื่อเป็นองครักษ์ในวังหลวงชั้นในได้ แน่นอนว่าไม่ใช่พวกขี้เมาขาเป๋ เพียงเวลาไม่นาน ทั้งสามคนก็ถูกกดลงกับพื้น หนึ่งคนที่ค่อนข้างบ้าคลั่งถูกด้ามดาบสลบลงไป
“พระชายา”
องครักษ์ทั้งสองลงมาจากกำแพง มองเยี่ยนซวงซวงอย่างระแวดระวังก่อนจะเดินมาคารวะหนานกงมั่ว หนานกงมั่วปักปิ่นปักผมอันหวงแหนกลับเข้าไปอีกครั้ง เอ่ยถาม “ทำให้ด้านหน้าตกใจหรือไม่”
องครักษ์ส่ายศีรษะ “พระชายาวางใจ ที่นี่ห่างจากส่วนหน้าอยู่มาก ไม่ทำให้แขกตกใจแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี” หนานกงมั่วพยักหน้าเอ่ย “วังหลังเล่า”
“วังหลังก็ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ หัวหน้าซิงเวยและแม่ทัพหนานกงดูแลด้วยตนเอง ไม่มีทางปล่อยใครเข้าไปรบกวนฮองเฮาและเหล่าพระชายาได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
หนานกงมั่วพยักหน้าพึงพอใจ “อืม มีพวกเขาอยู่ก็วางใจแล้ว วันนี้คงมีแขกที่ไม่ได้เชิญเข้ามาไม่น้อย พวกเจ้าระวังสักหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา” องครักษ์ตอบรับ กวาดตามองคนบนพื้นและเยี่ยนซวงซวงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เอ่ยถาม “พระชายา ไม่รู้ว่าคนพวกนี้…” หนานกงมั่วยิ้มบาง เอ่ย “สามคนนี้หาที่ขังเอาไว้ก่อน ส่วนเยี่ยนฮูหยินผู้นั้น…ส่งให้ฉินจื่อซวี่ ให้เขาและคนของกรมอาญาร่วมไต่สวนด้วยกัน จริงสิ ให้เขาระวังสตรีผู้นี้สักหน่อย หากนางไม่เอ่ยความจริง ไม่ยอมเอ่ยปาก ควักลูกตาออกมาแล้วค่อยไต่สวนใหม่”
หนานกงมั่วเอ่ยอย่างชัดเจน แต่เยี่ยนซวงซวงกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว นางอยู่ในยุทธภพถูกขนานนามว่าแม่ม่ายดำไม่ใช่เพราะสามีนางตายจาก แต่เป็นเพราะคนที่เคยมีฐานะสามีภรรยากับนาง ต่อให้เป็นเพียงผิวเผินต่างก็ตายทั้งนั้น แต่คนมักเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตนเองทำเรื่องเลวร้าย แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงตนน้อยคนนักที่จะเผชิญหน้าอย่างไร้กังวล กล้าทำกลับรับ ท้ายที่สุดมีสักกี่คนที่ยอมรับผลกรรม
องครักษ์ทั้งสองยังถูกฝึกมาอย่างดีและมีประสบการณ์ ทำลายวรยุทธ์ของเยี่ยนซวงซวงโดยไม่ลังเล เก็บอาวุธลับและยาพิษต่างๆ ที่อยู่บนร่างกายก่อนให้คนควบคุมตัวนางไป
หนานกงมั่วไม่ได้สนใจเรื่องการเก็บกวาด เพียงออกคำสั่งให้เก็บกวาดที่นี่ให้เรียบร้อยก่อนจะหมุนตัวเดินหนีไป ทิ้งไว้เพียงเยี่ยนซวงซวงที่ไม่ยอมทว่าทำอันใดไม่ได้ได้แต่จ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของหนานกงมั่ว บางทีนางอาจไม่ควรมาจริงๆ น่าเสียดายที่โลกใบนี้ไม่มียาแก้ความรู้สึกเสียใจภายหลัง
ในเมื่อฮ่องเต้ไท่ชูไม่ได้เรียกพบ แน่นอนว่าหนานกงมั่วไม่ต้องไปยังส่วนหน้า การต่อสู้เมื่อครู่ทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย ยิ้มเจื่อนออกมาอยางอดไม่ได้ เหมือนมีชีวิตกลับคืนมา ผ่านชีวิตเอื่อยเฉื่อยมากว่าครึ่งปี สองวันมานี้ยุ่งขึ้นมาจึงทำให้เหนื่อยแล้ว
เพียงแต่หนานกงมั่วก็ไม่ฝืนตนเอง อย่างไรก็ไม่อยากกลับไปอยู่กับสตรีเหล่านั้น หนานกงมั่วจึงหาหอเล็กเงียบๆ ห่างไกลผู้คนเพื่อพักผ่อนให้หายเหนื่อย เลือกนั่งชิดริมหน้าต่าง หนานกงมั่วนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ แสงแดดอบอุ่นส่องผ่านเข้ามาทำให้นางสะลึมสะลือ หลับไปพร้อมกับเสียงดนตรีที่แว่วมากับลมอยู่ริมหน้าต่าง
กระทั่งมีเสียงสตรีดังขึ้นมาจากทางด้านล่างหอนั้นดังเข้ามา หนานกงมั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เดิมทีคิดว่าเป็นนางกำนัลคนใดเดินผ่านจึงไม่ได้สนใจ เพียงไม่คิดว่าเมื่อนางยืดตัวนั่งตรง พลันได้ยินเสียงฝ่ามือตกกระทบแรงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงตบหน้าใครสักคน หนานกงมั่วขมวดคิ้ว ไม่ขยับเขยื้อน ด้านล่างพลันมีเสียงสตรีคุ้นเคยมาพร้อมกับความโกรธ “เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่”