หมอหญิงยอดมือสังหาร - ต้นเถาเยาเยา 15
ต้นเถาเยาเยา 15
รุ่งเช้า เยาเยาออกมาจากจวนตั้งแต่เช้า หนานกงมั่วที่เพิ่งตื่นได้ยินผู้ดูแลรายงานว่าจวิ้นจู่น้อยเดินทางออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าแล้ว จึงทำเพียงส่ายศีรษะไม่เอ่ยสิ่งใดมาก ในเมืองหลวงยามนี้ คนที่กล้าทำร้ายเยาเยาเกรงว่าคงมีไม่มาก
“อาจารย์” ยามที่ซังเจี้ยวเดินเข้ามาหนานกงมั่วกำลังทานข้าวเช้าอยู่ ส่วนเว่ยจวินมั่วนั้นถูกฮ่องเต้ไท่ชูเรียกตัวเข้าวังไปตั้งแต่เช้า แม้แต่อาหารเช้ายังไม่ทันได้กิน มองเห็นเขา หนานกงมั่วจึงกวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “กินข้าวเช้าแล้วหรือ มานั่งลงกินด้วยกัน” ซังเจี้ยวเองก็ไม่เกรงใจ เดินไปนั่งลงตรงข้ามหนานกงมั่ว ไม่นานสาวใช้ก็ยกอาหารเช้าชุดใหม่มาให้
หนานกงมั่วกินเสร็จแล้วก็ไม่รีบไป เดินไปด้านข้างมองซังเจี้ยวที่กำลังตั้งใจกินข้าว วัยเด็กของซังเจี้ยวใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ยามนี้แม้เติบใหญ่และก็มีความสามารถแล้วทว่ายังคงมีนิสัยถ่อมตน ไม่ชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย
“อาเจี้ยว หลายวันมานี้แม่ทัพซังเอ่ยกับข้า อยากเลือกภรรยาให้เจ้าสักคน เจ้าคิดเยี่ยงไร”
มือซังเจี้ยวชะงักไปชั่วครู่ วางช้อนในมือมองหนานกงมั่ว เอ่ย “รอเยาเยาแต่งงานแล้ว ข้าถึงจะแต่งภรรยาขอรับ”
หนานกงมั่วขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใดเล่า เยาเยายังเด็ก ครั้งนี้ฝ่าบาทเลือกจวิ้นหม่าให้นาง แต่สุดท้ายแล้วจะสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่อาจบอกได้ หากนางเลื่อนเวลาไปอีกกี่ปี เจ้า…” ซังเจี้ยวนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วมองเขาก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ หรือว่านางแก่แล้วจริงๆ ไม่อาจเข้าใจความคิดและมุมมองของเด็กได้แล้วอย่างนั้นหรือ
ซังเจี้ยวดีกับเยาเยามากจริงๆ กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่แต่งงาน
แต่เขาก็มักแสดงออกมาว่าเขาไม่ได้คิดอันใดกับเยาเยา นางและเว่ยจวินมั่วก็ไม่ใช่บิดามารดาที่คอยกีดกัน หากพวกเขามีความสัมพันธ์อันใดกันจริงๆ พวกเขามีแต่จะเห็นดีเห็นงาม ต่อให้ฝ่าบาทมีข้อโต้แย้งอันใด พวกเขาเกลี้ยกล่อมก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นซังเจี้ยวก็นับว่าเป็นบุตรบุญธรรมของแม่ทัพซัง ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของนาง ฐานะไม่นับว่าเป็นปัญหา
หนานกงมั่วเห็นซังเจี้ยวไม่กินต่อแล้ว จึงให้คนเก็บอาหารออกไป ลุกขึ้นพลางเอ่ยชวน “ออกไปเดินเล่นกับข้าสักหน่อย”
“ขอรับ อาจารย์”
ทั้งสองเดินอยู่ในอุทยานจวนรัชทายาท ซังเจี้ยวเดินตามหลังด้วยท่าทางนอบน้อม เดินมาชั่วครู่ หนานกงมั่วจึงเอ่ยขึ้น “อาเจี้ยว เจ้าจะยินดีแต่งเยาเยาเป็นภรรยาหรือไม่”
ซังเจี้ยวชะงัก ไม่นานจึงรีบก้มหน้าลง เอ่ย “อาเจี้ยวไม่คู่ควรกับเยาเยาขอรับ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ในเมืองหลวงมีชายหนุ่มหล่อเหลามีความสามารถไม่น้อย แต่คนที่ข้าและจวินมั่วชอบนั้นมีไม่มาก อาเจี้ยว ไยเจ้าต้องดูถูกตนเอง แม้ข้าจะเป็นผู้อาวุโส แต่อย่างไรก็เคยเป็นหนุ่มสาว บอกข้ามา เจ้าคิดอย่างไรกับเยาเยากันแน่ หากเจ้าไม่คิดอันใดกับเยาเยาจริงๆ ไยต้องยื้อเวลาให้นางแต่งออกเรือนไปก่อน อาเจี้ยว เยาเยาเป็นจวิ้นจู่จวนรัขทายาท เป็นหลานสาวเชื้อสายหลักของฝ่าบาท ต่อให้โลกทั้งโลกไม่ยุติธรรมใครก็ไม่อาจไม่ยุติธรรมต่อนางได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนางมากเกินไป เมื่อเทียบกันแล้ว ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งกว่า ของบางอย่าง หากชอบจริงๆ ก็แย่งชิงมา ไม่ใช่ยืนมอง มองจนมันสูญหายไป จากนั้นต้องมาเสียใจและเป็นทุกข์ไปตลอดชีวิต หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ต้องมีสักวันที่เจ้าจะพบว่าเจ้ารู้สึกผิดกับทุกคน แม้แต่ตัวเจ้าเอง”
นับตั้งแต่ซังเจี้ยวสอบขุนนางได้อันดับหนึ่ง นานแล้วที่หนานกงมั่วไม่ได้เอ่ยสั่งสอนยืดยาวกับเขาเยี่ยงนี้ ความจริงหากยืนอยู่ในจุดที่รักและห่วงใยเยาเยา ไม่ว่าซังเจี้ยวจะไม่มีอันใด นิสัยของซังเจี้ยวนางเชื่อถือได้ ไม่ว่าเยาเยาแต่งกับใคร เขาก็จะรักเยาเยาราวกับน้องสาวไปตลอดชีวิต แต่เช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับซังเจี้ยวเกินไปแล้ว แม้ความไม่ยุติธรรมนั้นเขาจะเป็นคนไขว่คว้ามาด้วยตนเองก็ตาม
แม้ไม่ใช่บุตรชายที่ตนให้กำเนิดมาด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็เป็นคนที่ตนเองเลี้ยงดูและสั่งสอนจนเติบใหญ่ หนานกงมั่วไม่ต้องการให้ซังเจี้ยวทำร้ายให้ตนเองต้องเสียใจเพียงนั้น
ครั้งนี้ซังเจี้ยวเงียบไปนานยิ่งขึ้น
นางก็ไม่บีบบังคับเขา เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะบีบบังคับได้ ไม่ว่าสุดท้ายเยาเยาจะเลือกแต่งงานกับผู้ใด ขอเพียงเป็นคนที่ดีกับนาง บิดามารดาอย่างพวกนางก็ไม่รังเกียจ แต่ซังเจี้ยวเล่า
หนานกงมั่วยื่นมือไปตบไหล่ของเขา เอ่ย “อาเจี้ยว เจ้าลองคิดให้ดี”
“ขอรับ อาจารย์” ซังเจี้ยวพยักหน้าเอ่ยตอบรับ
หนานกงมั่วยิ้มบาง หมุนตัวเดินออกไปด้านหน้า
ซังเจี้ยวกล่าวลาหนานกงมั่วเดินออกมา ในตอนที่เดินผ่านห้องโถงหลักกลับเจอเซียวจิ่งเสาที่เดิมทียุ่งจนไม่เห็นเงากำลังนั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องรับรอง ชะงักเท้า ซังเจี้ยวเอ่ยทักทาย “ไยหวงจั่งซุนจึงกลับมาแล้วเล่า” เซียวจิ่งเสาวางถ้วยชาลงอย่างจนวาจา “ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นจวนข้ากระมัง ข้ากลับมามีสิ่งใดไม่ถูกหรือ”
ซังเจี้ยวไม่เอ่ยสิ่งใด นับตั้งแต่เด็กอานอานใช้เวลาอยู่ในวังมากกว่าจวนรัชทายาทมาก โชคดีที่สิ่งนี้ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว
เซียวจิ่งเสายักไหล่ เอ่ย “ก็ได้ ข้าได้ยินมาว่ามีคุณชายที่เดินทางมาไกลนับพันลี้เพื่อมาหาเยาเยา จึงรู้สึกประหลาดใจ ศิษย์พี่ท่านคิดอย่างไร”
ซังเจี้ยวปลายตามองเขาเรียบๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด เซียวจิ่งเสาก็ไม่สนใจ ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ย “ไปกันเถิด ไปดูว่าเป็นเด็กหนุ่มอย่างไรกันแน่ ช่างมีความมุมานะ ไม่แน่อาจกลายมาเป็นน้องเขยของข้าก็เป็นได้”
“…”
แม้ว่าเมืองจูเชวี่ยจะมีอิทธิพลในยุทธภพ แต่อย่างไรก็มีกิจการยิ่งใหญ่ของครอบครัว ในเมืองหลวงเองก็มีกิจการเป็นของตนเอง ดังนั้นจวินหนานเยี่ยนมาเมืองหลวงจึงไม่จำเป็นต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม ทว่าเข้ามาพักในบ้านพักแห่งหนึ่งของตระกูลจวินที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง เมื่อเยาเยาตามที่อยู่ที่ผู้ดูแลให้มา พลันมองเห็นองครักษ์เฝ้าหน้าประตูที่แต่งกายเหมือนกับองครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูเมืองจูเชวี่ย องครักษ์ทั้งสองมองเห็นเยาเยา ไม่เอ่ยถามแม้กระทั่งตัวตนของนาง เอ่ยถามขึ้น “แม่นางเสี่ยวเยาใช่หรือไม่”
เยาเยาพยักหน้า ก็ถูกคนเชิญเข้ามาด้านในอย่างกระตือรือร้น
คำนวณดูแล้ว ออกมาจากเมืองจูเชวี่ยได้สามเดือนแล้ว ตอนนางหนีออกมาจวินหนานเยี่ยนยังคงสลบไสลไม่ยอมตื่น ไม่คิดว่ายามนี้เขาจะมาอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว อย่างน้อยนี่เป็นการยืนยัน…ว่าวิชาการแพทย์ของท่านลุงเสียนเกอและอาจารย์ตาดีมากจริงๆ กระมัง
“เสี่ยวเยาหรือ” เด็กหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาเดินออกมา ใบหน้าที่เดิมทีเย็นชามีรอยยิ้มขึ้นมา
เยาเยาชะงัก จวินหนานเยี่ยนที่นางเคยเจอก่อนหน้านี้ร่างกายผอมบาง ใบหน้าซีดขาวหรือไม่ก็ขาวหมอง ท่าทางดูอ่อนแอ จวินหนานเยี่ยนในยามนี้แม้ใบหน้าจะยังซีดขาวอยู่บ้างแต่ก็ยังเป็นปกติของคนทั่วไป ร่างกายก็ดูกำยำขึ้นมามาก กระทั่งดูสูงขึ้นมาอีกสักหน่อย ตอนอยู่ที่เมืองจูเชวี่ย รูปลักษณ์ของจวินหนานเยี่ยนไม่อาจนับได้ว่าดูดี ยามนี้กลับดูมีราศีของผู้สืบทอดเมืองจูเชวี่ยที่เล่าขานกันมาในยุทธภพแล้ว
เยาเยาเลิกคิ้วยิ้ม เอ่ย “ไม่ใหญ่ไม่เล็ก เรียกพี่สาว ดูเหมือนบาดแผลและพิษหนาวในร่างกายของเจ้าต่างก็ดีขึ้นแล้วกระมัง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจวินหนานเยี่ยนพลันชะงัก มองพิจารณาเยาเยาอยู่นานก่อนจะเอ่ย “ข้าอายุสิบหกแล้ว”
เยาเยากะพริบตา มองชายหนุ่มตรงหน้าให้ละเอียด “เจ้าโกหก อานอานอายุเท่าข้า ดูเหมือนตัวใหญ่กว่าเจ้ามาก” จวินหนานเยี่ยนยิ้มเจื่อนอย่างจนปัญญา เขาฝึกวรยุทธ์เร็ว แม้ต่อมาจะฝึกวรยุทธ์ขั้นสูงจากกงอวี้เฉินมากมาย แต่กงอวี้เฉินคนเดียวกันนั้นก็ไม่ได้ใจดีกับลูกศิษย์นัก ขั้นตอนการฝึกราวกับขั้นตอนการทรมาน ดังนั้นการเจริญเติบโตของจวินหนานเยี่ยนจึงช้ากว่าคนทั่วไปสักหน่อย ต่อมาได้รับพิษหนาว ร่างกายราวกับหยุดการเจริญเติบโต ทว่าสองสามเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มเติบโตขึ้นอีกสักหน่อย ใช้คำของคุณชายเสียนเกอเอ่ย โชคดีที่เขาเพิ่งอายุสิบหก หากช้ากว่านี้อีกสักกี่ปี ชีวิตนี้ต่อให้ถอนพิษหนาวแล้วเขาก็คงกลายเป็นคนเตี้ยคนหนึ่ง
แต่เมื่อถูกเยาเยาสงสัยในอายุของตนอีกครั้ง จวินหนานเยี่ยนยังรู้สึกหนาวเหน็บอยู่ในใจเล็กน้อย
“เจ้าอายุสิบหกจริงหรือ” เยาเยามองสำรวจเขาจริงจัง อดเอ่ยถามไม่ได้
จวินหนานเยี่ยนพยักหย้า “แน่นอน มีอันใดต้องโกหกเล่า”
เยาเยาถอนหายใจ เอ่ย “ข้านึกว่าข้าจะมีน้องชายสักคนนี่ ที่บ้านข้ามีแต่น้องสาว ไม่มีน้องชาย”
จวินหนานเยี่ยนเอ่ย “ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้าเป็นน้องชาย ไยจึงหนีไปไม่ลาเล่า”
สายตาของเยาเยาล่อกแล่กไปมา “เอ่อ…ข้ามีธุระในเมืองหลวงอย่างไรเล่า”
จวินหนานเยี่ยนมองนาง “ข้ารู้แล้ว คุณชายเสียนเกอเคยบอกข้า บิดามารดาของเจ้า…เคยมีความแค้นกับอาจารย์ของข้า”
“อาจารย์ของเจ้าเป็นคนชั่วใหญ่” เยาเยาเอ่ย นึกขึ้นได้ว่าตนเอ่ยถึงอาจารย์ของเขาไม่ดีต่อหน้าจวินหนานเยี่ยน รีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปาก จวินหนานเยี่ยนยิ้มขมขื่น “ข้ารู้…เมื่อก่อนท่านอาจารย์ทำเรื่องเลวร้ายมากมาย” ความจริงหลังจากกราบกงอวี้เฉินเป็นอาจารย์ไม่นานก็รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา เพียงแต่กราบก็กราบไปแล้ว วิชาก็เรียนแล้ว ไม่ยอมก็คงไม่ได้
เยาเยามองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าไม่อยู่รักษาตัวที่เมืองจูเชวี่ยให้ดี มาเมืองหลวงเพื่ออันใด”
จวินหนาเยี่ยนมองนาง เอ่ย “ข้ามาตอบแทนบุญคุณ”
“ตอบแทนบุญคุณหรือ” เยาเยาชะงัก ไม่นานพลันกลอกตา เอ่ย “เจ้าอ่านนิทานเยอะไปหรือ”
จวินหนานเยี่ยนเอ่ย “เจ้าและคุณชายเสียนเกออีกทั้งท่านผู้เฒ่าท่านนั้นช่วยชีวิตของข้า แน่นอนว่าข้าต้องตอบแทน อีกทั้งข้ายังรับปากคุณชายเสียนเกอแล้วว่าจะดูแลปกป้องเจ้าห้าปี”
เยาเยาพูดไม่ออก เลิกคิ้วมองสำรวจจวินหนานเยี่ยน
เจ้าเด็กตัวเตี้ย พวกเราใครดูแลใครกันแน่
สายตาแน่วแน่มั่นคงของจวินหนานเยี่ยน ดวงตาเยาเยาเป็นประกาย เอ่ย “เจ้าช่วยเรื่องเร่งด่วนของข้าสักเรื่อง เมื่อเรียบร้อยแล้วพวกเราก็หายกัน เจ้าก็ไม่ต้องดูแลข้าห้าปีให้เสียเวลา เป็นอย่างไร”
จวินหนานเยี่ยนสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ย “เรื่องเร่งด่วนหรือ”
เยาเยาพยักหน้าหนักๆ จวินหนานเยี่ยนเอ่ย “เจ้าว่ามาเถิด”
เยาเยาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีตัวอักษรเขียนเต็มไปหมดแผ่นหนึ่งขึ้นมา เอ่ย “ไปกับข้า พวกเราไปต่อยคนที่อยู่บนนี้กันสักหน่อย”
“ต่อยหรือ” จวินหนานเยี่ยนตกใจ เอ่ยถามด้วยความลังเล “พวกเขาหาเรื่องเจ้าหรือ ทำร้ายถึงระดับใด”
เยาเยาเอ่ย “มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่อาจลุกขึ้นมาได้ภายในเวลาสิบวันก็พอแล้ว”
จวินหนานเยี่ยนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย “ข้าได้ยินมาว่า…ฝ่าบาทกำลังเตรียมเลือกจวิ้นหม่าให้เจ้า ทำร้ายคนเหล่านี้…คงไม่ใช่…”
เยาเยาพยักหน้าด้วยความเป็นจริง เอ่ย “ไม่ผิด แต่เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิด เจ้าต้องเชื่อข้า ข้าทำร้ายพวกเขาเป็นการดีต่อพวกเขา อดทนต่อความเจ็บปวดสักหน่อย อย่างไรก็ดีกว่าต้องชดใช้ทั้งชีวิต ใช่หรือไม่” จวินหนานเยี่ยนอยากหัวเราะออกมา แต่ก็หัวเราะไม่ออก “เจ้าไม่อยากแต่งงานหรือ”
เยาเยากลอกตา “ไยข้าต้องแต่งงานเล่า”
“…”
“คุณชาย ด้านนอกมีสองคนมาขอพบขอรับ” ด้านนอกมีเสียงองครักษ์ดังเข้ามา จวินหนานเยี่ยนขมวดคิ้วเบาๆ เขาเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อวาน บิดาของเขาก็ไม่ได้มีสหายคนสนิทอื่นใดในเมืองหลวง “มีเทียบเชิญหรือไม่”
องครักษ์ส่ายศีรษะ “คุณชายทั้งสองเอ่ยว่ามาหาแม่นางเยาเยาขอรับ คนหนึ่งแซ่เซียว คนหนึ่งแซ่ซัง”
เซียวคือแซ่ของแผ่นดิน อีกทั้งมาหาเยาเยา ไม่ว่าคนใดก็ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
เยาเยากลับกลับแทบร้องไห้ “หา อานอานกับพี่อาเจี้ยวมาได้อย่างไร รีบไปกันเถิด” เอ่ยจบ รีบเก็บกระดาษในมือเตรียมตัวหนีไปทางด้านหลัง ทว่านางก้าวเดินได้เพียงสองก้าว ด้านนอกประตูพลันมีเสียงซังเจี้ยวดังขึ้น “เยาเยา เจ้าจะไปที่ใด”
เท้าของเยาเยาชะงักนิ่ง รีบหันกลับมาท่าทางกระสับกระส่ายเผชิญหน้ากับคนที่เดินเข้ามา
ซังเจี้ยวและเซียวจิ่งเสาเดินตามหลังกันเข้ามา แม้เซียวจิ่งเสาจะอายุเพียงสิบห้า ทว่าด้วยการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาดูเคร่งขรึมน่าเกรงขามเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น ดูไม่เข้ากันกับใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ของเขาด้วยซ้ำ
“พี่ชาย พี่อาเจี้ยว พวกท่านมาได้เยี่ยงไร” เยาเยารีบเดินเข้าไปหา เอ่ยด้วยรอยยิ้มน่ารัก
เซียวจิ่งเสามองนางด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “ได้ยินว่าเจ้าออกมาหาสหาย พอดีวันนี้ข้าว่าง จึงมารู้จักกับสหายของเจ้าด้วยกัน ไม่แนะนำให้ข้ากับศิษย์พี่สักนิดหรือ”
เยาเยาจำต้องแนะนำทั้งสามคนด้วยตนเอง แม้เมื่อก่อนจวินหนานเยี่ยนจะไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในเมืองหลวง แต่ก่อนมาได้สืบเรื่องราวของครอบครัวเยาเยามาโดยละเอียด แน่นอนไม่มีทางไม่รู้ถึงตัวตนของสองคนตรงหน้า
“ถวายพระพรหวงซุน คารวะใต้เท้าซัง” จวินหนานเยี่ยนยกมือขึ้นประสาน เอ่ยขึ้น
เซียวจิ่งเสาพยักหน้าเบาๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายจวินไม่ต้องมากพิธี เยาเยาออกนอกเขตกำแพงในครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยดูแลแล้ว”
จวินหนานเยี่ยนส่ายศีรษะเอ่ย “ไม่ เป็นเสี่ยวเยาที่ดูแลข้ามากกว่า” จวินหนานเยี่ยนรู้สึกถึงสายตาคมคู่หนึ่งมองมายังร่างของตน เงยหน้าขึ้นมาพลันสบเข้ากับสายตาพิจารณาของซังเจี้ยว