เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 530 เงินสินเดิมฝ่ายหญิง
ตอนที่ 530 เงินสินเดิมฝ่ายหญิง
กู้จื้อเฉิงมองไปทางจางฉุ้ยเหลียนที่ก็มองไปทางสีหน้าของอาเล็กอีกทอด เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูลำบากใจของอีกฝ่าย จางฉุ้ยเหลียนจึงอดพูดกับเซี่ยจวินไม่ได้ “พ่อคะ เรื่องนี้เราไม่ต้องร้อนใจเกินไปก็ได้ ตราบใดที่เขาดีกับเสี่ยวน่า มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือคะ สิ่งสำคัญคือความคิดเห็นของอาเล็กต่างหากล่ะ”
“หล่อนจะแสดงความคิดเห็นอะไร ? ลูกไม่เห็นหรือว่าพ่อหนุ่มคนนั้นแสดงปฏิกิริยาอย่างไร แถมยังขอสินสอดทองหมั้นโดยที่ไม่สนใจค่าเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าแต่อย่างใด มันเป็นคำที่ควรพูดไหม ? หมายความว่าหากไม่ได้สินสอดก็จะไม่เลี้ยงแม่เจ้าสาวยามแก่สินะ”
เมื่อสิ้นสุดเสียงของเซี่ยจวิน เกาน่าก็บ่นด้วยความไม่พอใจทันที “ลุงสามหมายความว่าอะไรคะ ? เขาไม่เลี้ยงก็ยังมีหนูนี่คะ อีกอย่างเราก็พลั้งปากพูดคำเหล่านั้นออกไปแล้วด้วย”
จางฉุ้ยเหลียนหันไปมองเกาน่า จากนั้นก็อดถามไม่ได้ “เธอบอกมาสิว่าคิดอย่างไร เพราะไม่ว่าเราจะคิดเห็นอย่างไรก็ทำได้แค่คิด ประเด็นคือพวกเธอสองคนควรปรึกษากันล่วงหน้าไว้แล้ว แต่เธอไม่ได้พูดกับครอบครัวให้ชัดเจนเลย ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายทราบความคิดของพวกเธอ ไม่งั้นลุงสามก็คงไม่พูดแบบนั้นออกไปหรอก ! ”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจทันทีว่าเกาน่ากำลังโทษลุงสามว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง พอจางฉุ้ยเหลียนพูดจบ เซี่ยเหมยก็อธิบายแทนลูกสาวด้วยความเกรงใจ “เสี่ยวน่าเข้าใจว่าลุงสามทำเพื่อหล่อน แต่ตอนนี้ลูกสาวฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ ถ้าไม่แต่งงานแล้วปล่อยผ่านไปหลายเดือนก็จะดูไม่ดี”
เซี่ยจวินไม่ใช่คนเลอะเลือนจึงเข้าใจได้ทันที จางฉุ้ยเหลียนก็เข้าใจ เอาเป็นว่าคนที่อยู่ตรงนี้ใครบ้างจะไม่เข้าใจ ? แค่เกลียดที่เกาน่าไม่รู้จักเกรงใจผู้ใหญ่และยิ่งไม่เข้าใจว่าการมีสินสอดทองหมั้นก็เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิตของหล่อนเอง อีกทั้งเมื่อผ่านเรื่องนี้แล้วจะสามารถตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับหล่อนไหม แต่หล่อนไม่เข้าใจและพูดไปก็เปล่าประโยชน์
“ช่างเถิด ช่างเถิด เขาจะให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ต่อให้เงินสินสอดน้อยก็ต้องปล่อยให้น้อย ฐานะครอบครัวเขาก็ไม่ดี บ้านมีปัญหา คิดว่าหล่อนจะคลอดลูกแล้วอยู่ในบ้านเช่าได้หรือ ? ” เซี่ยเหมยทอดถอนใจและผิดหวังไม่น้อย ยิ่งเห็นแววตาของลูกสาวก็ยิ่งปวดใจ
ลูกสาวมีชีวิตลำบากกว่าคนอื่น ไม่มีพ่อตั้งแต่เด็ก อาเล็กจึงกลายเป็นทั้งพ่อและแม่เลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ หวังว่าต่อไปเด็กที่เกิดมาหลังจากนี้จะสามารถเป็นที่พึ่งได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซี่ยเหมยก็อดมองไปทางจางฉุ้ยเหลียนที่นั่งเอนกายพิงกู้จื้อเฉิงอยู่ที่โซฟาไม่ได้ จางฉุ้ยเหลียนอายุมากกว่าลูกสาวไม่กี่ปี ตอนนี้ลูกของอีกฝ่ายก็มีความสุขดีทุกอย่าง
ต้องบอกว่าชีวิตของจางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ดีกว่าลูกสาวสักเท่าไร พ่อแม่จางก็สู้หล่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สวรรค์รักเธอมากกว่าจึงให้พี่สามรับเลี้ยงและสนับสนุนจนเข้าวิทยาลัย
อาเล็กอดโกรธฉุนเฉียวไม่ได้ หวนนึกถึงอดีตตอนที่ฐานะของหล่อนแย่มากและพี่สามเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่ต้องร้องขอ ตอนที่เกาน่าต้องออกจากโรงเรียน พี่สามวิ่งมาถามว่าเพราะไม่มีเงินใช่ไหม ถ้าขาดเหลือเรื่องเงิน เขาจะจ่ายเอง
ทว่าตอนนั้นหล่อนโง่เกินไป หลงเชื่อเพื่อนบ้านที่ไม่มีความรู้ไม่มีเงินและไม่มีวิสัยทัศน์มากเกินไป
หล่อนรู้สึกว่าการศึกษาไร้ประโยชน์ จะให้ลูกสาวเรียนต่อจึงไม่มีประโยชน์ แต่ประเด็นสำคัญที่สุดเพราะหล่อนกลัว
ถูกต้อง ! หล่อนกลัวว่าหลังจากที่เกาน่าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วจะต้องไปทำงานและแต่งงานมีครอบครัวครัวเป็นของตนข้างนอก ส่วนหล่อนก็จะกลายเป็นแม่แก่ ๆ คนหนึ่งที่ได้แต่อยู่ในบ้านโดยไร้คนเหลียวแล ถูกเกาน่าทอดทิ้ง หล่อนไม่มีสามีแล้วจึงไม่ยอมเสียลูกสาวไปอีกคน
ดังนั้นตอนที่เกาน่าลาออกจากโรงเรียนตามเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง หล่อนจึงไม่คัดค้าน ปล่อยให้เกาน่ามาอยู่ที่บ้าน ส่วนหล่อนไปทำงานในท้องนา แล้วให้เกาน่าเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดและทำอาหารอยู่ที่บ้าน
เมื่ออายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดปี พี่สามเห็นหลานสาวดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงช่วยหางานในเมืองให้เกาน่า พี่สามมีวิสัยทัศน์ไม่อยากให้เกาน่าไปเป็นเด็กเสิร์ฟจึงสมัครคลาสเรียนคอมพิวเตอร์ให้หล่อนเรียนอยู่ระยะหนึ่ง
การสมัครเรียนคลาสคอมพิวเตอร์ในตอนนั้นค่อนข้างเรื่องเยอะมาก แต่พี่สามก็จ่ายเงินโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง หลังจากเรียนไปได้ 2 เดือน เกาน่าก็ได้งานทำเป็นธุรการในบริษัทแห่งหนึ่ง
ต่อมาธุรกิจของพี่สามก็เจริญรุ่งเรือง หล่อนจึงให้เกาน่าไปทำงานกับลุงสามซึ่งเขาบอกว่าแม้จะรับเข้ามาทำงานก็ต้องให้เงินเดือนเหมือนคนอื่น เพราะหล่อนไม่สามารถเรียนเทคนิคต่าง ๆ ในโรงซ่อมรถได้
พี่สามจึงสมัครเรียนคลาสหนึ่งให้เกาน่า นั่นก็คือคลาสอบรมพนักงานตำแหน่งบัญชีที่มีใบรับรอง หลังเลิกงานหล่อนต้องไปเรียนความรู้ขั้นพื้นฐานของบัญชีต่อทุกวัน จากนั้นก็สอบผ่านได้ใบรับรองประกอบวิชาชีพนักบัญชี
หลังจากมีใบรับรอง ขอบเขตการหางานของเกาน่าจึงเพิ่มมากขึ้น พนักงานบัญชีในห้างสรรพสินค้าหรือในองค์กร ถ้าขยันหน่อยก็สามารถเลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกได้
ทว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงความคาดหวังของเซี่ยจวินเท่านั้น ฝ่ายเกาน่าทนความลำบากไม่ได้เหมือนจางฉุ้ยเหลียนและไม่เข้าใจอะไรง่าย ๆ เหมือนเธอ
ถ้าเด็กสาวรักในการเรียนรู้ก็คงไม่ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ หรอก ที่เริ่มต้นด้วยการเรียนคอมพิวเตอร์ก็เพราะความสนใจ ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมดยังไม่ถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ ได้แค่การเปิดปิดคอมพิวเตอร์ ใช้ซอฟแวร์ที่ติดมากับตัวเครื่องและการพิมพ์ตัวอักษรระบบสัมผัสเท่านั้น
หลังจากเรียนจบเกาน่าก็ได้งานเป็นธุรการนั่งทำงานอยู่ในห้องทุกวัน เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการบันทึกใบรายการข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ บริษัทที่หล่อนทำงานอยู่ เป็นบริษัทขนส่งน้ำมันพืชแห่งใหญ่ ข้อมูลการจัดซื้อและการนำเข้าด้วยลายมือจึงมีนับไม่ถ้วน งานของหล่อนก็คือนำใบรายการเหล่านั้นบันทึกลงในคอมพิวเตอร์นั่นเอง
ทำงานซ้ำซากแต่ก็เป็นงานสบายที่ไม่ต้องตากแดดตากลมข้างนอก แถมเจ้าตัวก็ยังพอใจมากด้วย เพียงแต่ว่าหาคู่เดทที่เหมาะสมไม่ได้จึงทำให้สองแม่ลูกยังลำบากเสมอมา
คิดว่าการไปทำงานในบริษัทของเซี่ยจวินจะทำให้ได้เจอคู่ที่มีฐานะดีหรือเป็นหุ้นส่วนของหน่วยงานอย่างที่เซี่ยจวินบอกไว้ แต่ก็เจอได้มากสุดแค่คนขับรถ ส่วนพวกเจ้านายก็อายุมากแล้วทั้งนั้น
กอปรกับเซี่ยจวินยอมควักเงินออกมาสมัครคลาสเรียนให้หลานสาวจนได้งานดีงานหนึ่ง แต่งานบัญชีจะว่าง่ายก็ไม่ง่ายจะยากก็ไม่เชิง ที่แน่ ๆ คือสมองของเกาน่าไม่ได้มีไหวพริบมากขนาดนั้น
ความรู้เกี่ยวกับบัญชีโดยพื้นฐานที่สุดหล่อนยังไม่เข้าใจ ปัจจัยหลักของบัญชีทั้ง 6 อย่างนั้นแสนเข้าใจง่าย เรียนรู้เกี่ยวกับรายการด้านเดบิตนานมากแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ตัวเลขบัญชีก็ทำไม่ได้
ถึงขนาดหลอกให้คนอื่นช่วยเหลือ แม้มีใบประกอบวิชาชีพ แต่เกาน่าถือเป็นนักบัญชีที่ไม่กล้าทำอะไรเลย งานแคชเชียร์ก็ไม่กล้าลอง หล่อนจึงกลัวว่าจะหางานทำดี ๆ ไม่ได้ตลอดชีวิต
เซี่ยเหมยจึงขอร้องให้เซี่ยจวินหาเส้นสายให้หน่อย เกาน่าจะเป็นผู้ออกใบเสร็จยาในโรงพยาบาลได้ไหม แต่โรงพยาบาลก็ไม่สามารถเข้าทำได้ง่ายขนาดนั้น ถ้าจะเข้าไปต้องจ่ายเงินและไหว้วานเส้นสายข้างใน อีกอย่างแผนกการเงินของทางโรงพยาบาลหรือพยาบาลล้วนต้องได้รับการประเมินทั้งสิ้น สอบใหญ่หนึ่งครั้งต่อปีและสอบย่อยอีกทุกสองสามเดือน
เกาน่าเกิดความกลัวขึ้นในใจ ถ้าเข้าไปในโรงพยาบาลใหญ่จริง ๆ แล้วต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนและการสอบประเมิน หล่อนก็คงจะทนไม่ไหว
สุดท้ายเซี่ยจวินก็หางานฝ่ายบุคคลในห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งให้หล่อนได้ สมัยนี้ห้างสรรพสินค้าระดับนานาชาติค่อนข้างหายากและลูกค้าก็เยอะมากทุกวัน
งานของเกาน่าคือการประเมินการเข้าทำงานของพนักงาน งานดูเหมือนจะยุ่งในทุกวันแต่ไม่ได้มีความกดดันสักเท่าไร อีกทั้งสวัสดิการก็ดีมากด้วย ราคาสินค้าในห้างก็สร้างความตะลึงแก่ลูกค้า สองแม่ลูกจึงพอใจกับงานนี้มาก รู้สึกว่านี่คืองานที่ดีสำหรับลูกสาว
มีงานที่มั่นคงแบบนี้แล้วเกาน่าจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปที่ความรัก คบกับคนนั้นคนนี้จนสุดท้ายก็เลิกราไปทีละราย
ตัวเลือกสุดท้ายจึงเป็นแบบนี้ ถ้าท้องโตแล้วจะทำอย่างไร !
ตงลี่หวาหมดคำพูด ในฐานะที่เซี่ยจวินเป็นลุงจึงถามเซี่ยเหมยว่า “แล้วเธอจะทำอย่างไร ? ”
เซี่ยเหมยไม่พูดอะไร เกาน่าจึงพูดราวกับคนใจกว้าง “ถ้าอย่างนั้นก็เช่าบ้านสักหลังก่อน เอาที่ใกล้กับที่ทำงานของหนูหน่อย หลังจากรื้อถอนเสร็จ แบ่งบ้านแล้วขายก็เอาเงินย้ายไปอยู่ในคอนโด”
“พวกเธอสองคนหาเงินได้เท่าไหร่ ? สภาพเธอในตอนนี้จะทำงานได้อีกกี่เดือน ? คลอดลูกแล้วต้องหยุดงานอย่างน้อย 1 ปีนะ พอกลับมาทำงาน ใครจะดูแลลูก อย่าว่าแต่เรื่องนี้เลย เธอไม่ทำงานก็ต้องเลี้ยงลูกอยู่ดี พ่อหนุ่มคนนั้นไม่มีงานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วพวกเธอจะเอาอะไรมากิน ? ” เซี่ยจวินไม่ได้ชอบคนที่สูงกว่าหรอกนะ แต่แต่งงานก็ต้องมีเงินมีบ้านไม่ใช่หรือ
ตอนนี้ไม่มีบ้านแถมยังต้องเช่าด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญคือทั้งสองคนไม่มีเงินเก็บติดตัวเลย
เกาน่าไม่ใส่ใจ หล่อนยิ้มและพูดว่า “อ่อ คลอดลูกแล้วจะให้แม่มาดูแลลูกของหนูไงคะ”
ตงลี่หวาหลุดหัวเราะออกมา “แม่ของเธออยู่ที่นี่แทบไม่ต้องใช้เงิน ปีหนึ่งใช้แค่ 2,000 หยวนด้วยซ้ำ ถ้าเธอจะให้แม่กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน แล้วพ่อแม่ฝ่ายชายล่ะ ? จะไม่เลี้ยงลูกของเธอหรือไง ? ทำไมย่าไม่ดูแลหลาน เด็กคนนี้แซ่เดียวกับหล่อนนะ!”
เกาน่าอึ้งงัน จากนั้นก็อธิบายด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “สามีของหนูเป็นช่างกระเบื้องต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แม่สามีก็เปิดร้านค้าเล็ก ๆ หล่อนไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนเลิกคิ้วสูง “ร้านค้าเล็กแค่ไหนกัน แล้วเปิดที่ไหน ? ไม่เห็นได้ยินมาก่อนเลยว่าพวกเขามีร้านค้าปลีกด้วย”
เกาน่ายิ้มและพูดว่า “อยู่ที่บ้านนั้นแหละค่ะ เล็กเท่าโรงจอดรถ ปกติคนในชุมชนจะออกมาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมัน เกลือ ซอสและน้ำส้มสายชูที่นั่น”
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนึกถึงอนาคตไว้แล้ว ส่วนเซี่ยเหมยก็เต็มใจจะเลี้ยงเด็กลูกสาว
จางฉุ้ยเหลียนอดยิ้มเยาะไม่ได้ แล้วจะเช่าบ้านทำไม สู้กลับไปอยู่ไร่อยู่นากับแม่ยายดีกว่า จะทานอะไรก็ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเพราะปลูกเอาเองได้
คำพูดนี้จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้พูดออกมา เพราะในเมื่อหล่อนวางแผนไว้แล้ว ญาติเช่นพวกตนก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก
“เอาล่ะ เรามาพูดเรื่องสินเดิมติดตัวเจ้าสาวไปดีกว่า” ตงลี่หวาโบกมือไปมาจากนั้นก็พูดกับเซี่ยเหมย “ฉันให้ผ้าห่มที่ทำเองกับเสี่ยวน่าไป 4 ผืน ส่วนพี่สาวหล่อนก็ให้โทรทัศน์ 1 เครื่อง”
นี่เป็นเรื่องที่ตงลี่หวาปรึกษากับกู้จื้อเฉิงเรียบร้อยแล้ว ของขวัญก็ส่วนของขวัญ เห็นแก่หน้าของเด็กที่ต้องตกอยู่ในสถานะยากลำบากก็แล้วกัน
เกาน่าได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที จากนั้นก็มองไปทางเซี่ยจวินด้วยความไม่พอใจ “อ่า แค่นี้ ? ก็ไหนบอกว่าลุงสามออกให้หมดเลยไม่ใช่หรือไงคะ ? ”