เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 532 ความสัมพันธ์แสนอบอุ่น
ตอนที่ 532 ความสัมพันธ์แสนอบอุ่น
เรื่องที่ทำให้จางฉุ้ยเหลียนประหลาดใจคือการมาของอันหลง การเข้าร่วมงานแต่งในฐานะญาติส่งผลให้เซี่ยจวินดีใจเป็นอย่างมากมาย
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่ากู้จื้อเฉิงต้องคุยกับมารดาหลังจากที่เธอแสดงความจริงใจกับเขาเมื่อครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมานานจึงเดาความรู้สึกจากสีหน้าออกได้
กู้จื้อเฉิงเลิกงานเลี้ยงกลับบ้าน ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยความสุข ในใจผ่อนคลายมาก แน่นอนว่าจางฉุ้ยเหลียนมองออกว่าเป็นเพราะอะไร
อันหลงกลายเป็นแขกที่ได้รับเชิญโดยเต็มใจ หล่อนนั่งลงข้างสองสามีภรรยาจางฉุ้ยเหลียน ทันทีที่นั่งก็ถามจางฉุ้ยเหลียนว่า “ทำไมวันนี้คังคังไม่มาด้วยล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มแล้วตอบว่า “คังคังฝึกซ้อมฮอกกี้ตามตารางวันหยุดสุดสัปดาห์ค่ะ เขาเลยยุ่งทั้งวัน”
“ฝึกซ้อมได้แต่อย่างหักโหมเกินไป เขาเด็กที่สุดในกลุ่มจึงไม่รู้จักความหนักเบาหรอก เธอต้องดูแลมือเขาอย่างละเอียดนะ ถ้านิ้วมือแข็งก็เล่นเปียโนไม่ได้”
บางทีอาจจะเพราะก่อนหน้านั้นหมกหมุ่นอยู่ในใจเกินไปจึงรู้สึกว่าการตักเตือนในทุกครั้งของอันหลงคือการสั่งสอน น้ำเสียงสูงแหลมนั้นราวกับทุกคนต้อยต่ำกว่าหล่อน
เนื่องจากความเศร้าก่อนหน้านี้ แม่สามีและลูกสะใภ้จึงไม่ค่อยได้สื่อสารกันมากนัก จางฉุ้ยเหลียนกำลังอุ้มลูกสาวอยู่และแทบไม่สะดวกทานอาหาร เดิมทีตงลี่หวาจะดูลูกให้ แต่ไม่คิดว่าในงานเลี้ยงของลูกสาวอาเล็ก ตงลี่หวาจะกลายเป็นจุดเด่นมีแต่คนมาชวนคุย เซี่ยจวินและกู้จื้อเฉิงถูกกลุ่มที่โต๊ะแอลกอฮอล์รั้งตัวไว้ ส่วนที่นี่เธอยังต้องรับมือกับญาติ ๆ ของตระกูลเซี่ยที่เปล่งเสียงน่ารำคาญ เอาแต่ยกย่องว่าเจ้าบ่าวนั้นดีมากแค่ไหน
เมื่อเห็นว่าเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของจางฉุ้ยเหลียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย อันหลงก็วางตะเกียบลงและพูดกับเธอว่า “ที่นี่เสียงดังเกินไปและเด็กก็กลัว เด็กน้อยพูดไม่ได้จึงทำได้แค่ร้องไห้”
จางฉุ้ยเหลียนฝืนยิ้มและพูดว่า “ตอนเริ่มงานยังอยากรู้อยากเห็นอยู่เลยค่ะ คงจะไม่เคยเห็นคนมากมายขนาดนี้หรือไม่ก็ง่วงจึงร้องไห้แบบนี้ ! ”
อันหลงยื่นมือออกไปรับเด็ก จางฉุ้ยเหลียนส่งลูกสาวออกไปโดยไม่ลังเล อันหลงก้มหน้ามองหลานสาวจากนั้นก็พูดกับลูกสะใภ้อย่างเย็นชา “รีบทานข้าวสิ ฉันทานข้าวเสร็จแล้ว ! เดี๋ยวดูแลแทนให้ ! ”
หากพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็เห็นได้ชัดว่าอันหลงยอมถอยให้หนึ่งก้าว จางฉุ้ยเหลียนละอายแก่ใจทว่าจะให้พูดขอโทษก็กระดากปากจึงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวเพื่อซ่อนความอึดอัดเอาไว้
เพราะเด็กยังเล็กเกินไป จางฉุ้ยเหลียนจึงขอตัวกลับก่อน อันหลงกลับบ้านเป็นเพื่อน ทว่าทั้งสองคนไม่พูดกันเลยตลอดทาง พอถึงบ้านแล้วอันหลงก็มองไปรอบ ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้มาเห็นบ้านหลังใหม่ของลูกชาย
จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกผิดที่ตระหนี่ถี่เหนียวกับแม่สามี ยิ่งนึกได้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้เก็บพื้นที่ไว้ให้หญิงชราแต่อย่างใดก็ยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้นเท่านั้น
อันหลงเดินไปรอบๆ เมื่อสำรวจทั้งชั้นบนและล่างเสร็จก็อดส่ายหน้าไม่ได้ หล่อนยังคงรังเกียจรสนิยมของคนเหล่านี้ “ผ้าม่านลายดอกไม้เข้ากันดีกับตู้หัวเตียงลาย แต่ของพวกนี้ยังโดดเด่นไม่มากพอ ต้องทำตู้สีเหลืองขึ้นมาอีกสักตู้”
เป็นห้องของตงลี่หวากับเซี่ยจวินซึ่งจัดตามความชอบของตงลี่หวาเอง จากนั้นหล่อนก็ไปดูห้องของจางฉุ้ยเหลียนอีกครั้งและอดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะ “แสงสว่างในห้องนอนต้องนุ่มนวล ถ้าเธอมีโคมไฟคริสตัลเอาไว้แถวๆ เตียงก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเดินชนเตียง”
จากนั้นก็วิจารณ์การตกแต่งบ้านอย่างไม่ไว้หน้า “เธอควรใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีแดง โซฟาหนังแท้แล้วก็ผ้าม่านหน้าต่างที่สวยหรู ถ้ารูปแบบไหนไม่เข้าตา พวกเธอก็แค่ทำฉากมากั้นตรงกลางเป็นอันจบ แบบนี้ถึงจะดูสง่างามและสวยหรูบ่งบอกถึงรสนิยม เธอจะเลือกตกแต่งสไตล์ยุโรปที่กว้างขวางเน้นบรรยากาศอากาศถ่ายเท หรือไม่ก็ตกแต่งสไตล์จีนล้วนก็ได้ โต๊ะน้ำชาจากไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ไม้ปีกไก่ช่างเข้ากันดีกับม้านั่งตัวยาวจากไม้แท้ เวลาแขกมาเยี่ยมก็เสิร์ฟด้วยชาปี้หลัวชุนให้อารมณ์ศิลปะไม่น้อย”
หลังจากพูดเรื่องการจัดวางเสร็จก็เริ่มวิจารณ์อีกยก “เธอดูสิ โซฟาตัวนี้ยังเป็นแบบผ้าอยู่เลย ห้องรับแขกของเธอเน้นโทนอุ่นเป็นหลักเรื่องนี้พอเข้าใจได้ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีเด็กถึง 2 คน แต่เธอลองชำเลืองมองไปยังห้องรับแขกที่มีแต่ของอะไรไม่รู้นั่นสิ ชุดโฮมเธียเตอร์รุ่นเก่าก็มี ข้าง ๆ ยังมีรูปแกะสลักทองสำริด ตรงข้ามเป็นโต๊ะน้ำชาเคลือบเงา โคมไฟเหนือศีรษะแล้วก็โคมไฟระย้าสี่เหลี่ยมเห็นแล้วดูเอิกเกริกอย่างไรก็ไม่รู้! ”
จางฉุ้ยเหลียนเองก็รู้สึกว่าการจัดวางของใช้ในบ้านไม่ได้มาตรฐาน เธอคิดว่าบ้านของคนอื่นก็ตกแต่งแบบนี้ โทรทัศน์ต้องอยู่ตรงข้ามกับโซฟา หน้าโซฟาต้องมีโต๊ะน้ำชา
การจัดวางของห้องต่าง ๆ ภายในบ้านหลังนี้คือการจัดวางแบบตามใจชอบ เธอได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับห้องนอนลูกสาวและห้องนอนของตัวเองให้กู้จื้อเฉิงฟัง
มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้ ตอนตกแต่งบ้านหลังแรกก็กระตือรือร้นมากจนแทบจะรอดูรางวัลของคนสำเร็จไม่ไหว บ้านหลังที่สองก็ยังกระตือรือร้นอยู่บ้าง ทว่าบ้านหลังที่สามและหลังที่สี่คือปล่อยหน้าที่ให้กับเจ้าของร้าน
ผู้คนส่วนมากอยู่บ้านหลังเดียวตลอดชีวิตโดยที่บางครั้งก็ไม่ต้องมีประสบการณ์ ทว่าเศรษฐกิจพัฒนาไปแบบก้าวกระโดดเรื่อย ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาบ้านก็กลายเป็นต้องเช่าบ้านไปครึ่งค่อนชีวิตแล้ว การตกแต่งจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับการอยู่เป็นวัน ๆ ไปเสียมากกว่า
บ้านหลังนี้เป็นการตกแต่งของกู้จื้อเฉิงเองและยังตกแต่งให้จางฉุ้ยเหลียนประหลาดใจอีกด้วย เขารู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนชอบการตกแต่งสไตล์โบราณล้าสมัยอะไรทำนองนั้นมาก หลังจากค้นหาอยู่นานในที่สุดก็เจอร้านที่ขายโคมไฟระย้าในพระราชวังแห่งหนึ่ง
อีกทั้งยังหลอกล่อจางฉุ้ยเหลียนให้พาคังคังไปชมนิทรรศการศิลปะอีกด้วย ภายในนิทรรศการนั้นมีรูปปั้นทองสำริดมากมาย เขายอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อมัน จากนั้นก็นำมาวางในห้องรับแขก มองอย่างไรก็เหมือนผลงานชิ้นเอกในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอะไรทำนองนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินมาแค่ครั้งเดียวแต่ก็ไม่รู้ว่าศิลปินเหล่านั้นมีผลงานอะไรบ้าง
จางฉุ้ยเหลียนหน้าแดงก่ำเพราะคำพูดของอันหลง อยากจะโต้แย้งแต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาถกเถียง เธอกำลังคิดว่าจะบอกหล่อนดีหรือไม่ว่านี่คือรสนิยมของลูกชายแม่นั่นแหละ
อันหลงชี้ไปทางโต๊ะอาหารพร้อมส่ายหน้า “อย่างอื่นพอใช้ได้นะ แต่โต๊ะอาหารตัวนี้รีบเอาไปเปลี่ยนพรุ่งนี้เลย อย่าช้า ยิ่งเร็วยิ่งดี ”
จางฉุ้ยเหลียนมองไปทางโต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมตัวยาวนั้น มันคือโต๊ะที่เธอสั่งให้กู้จื้อเฉิงทำออกมาเพราะให้ความรู้สึกเหมือนโรงอาหารในฮอกวอตส์ นั่งทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวดูมีความหมายดี หัวหน้าครอบครัวก็นั่งในตำแหน่งแรกสุด ขนาบด้วยอาวุโสและเด็กทั้งสองด้าน แม่บ้านแสนขยันจะยกอาหารมื้อค่ำออกมาเสิร์ฟ หึหึหึ ดูเป็นนิยายจะตายไป
เมื่อเห็นจางฉุ้ยเหลียนอึ้งงันไป อันหลงจึงขมวดคิ้วและพูดว่า “ตอนนี้คังคังกำลังอยู่ในวัยซุกซน โชคดีที่เขามีความว่องไวจึงไม่กลัวจะวิ่งชนแล้วได้รับบาดเจ็บ ฮวาฮวาก็ยังเด็กอาจสะดุดหกล้มได้รับบาดเจ็บได้ง่ายในอนาคต โต๊ะน้ำชาตัวนั้นและโต๊ะอาหารตัวนี้มุมโต๊ะมีเหลี่ยมคมไร้ความโค้งมน ถ้าโดนตาของเด็กขึ้นมาจะทำอย่างไร? แม้จะไม่โดนตาแต่ถ้าโดนแขนโดนขาก็เป็นแผลฉกรรจ์ได้นะ”
นี่คงเป็นดั่งสำนวนที่ว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าสินะ !
อันหลงเสนอความคิดเห็นอย่างตรงประเด็นและจางฉุ้ยเหลียนต้องยอมรับช่องโหว่ในด้านความปลอดภัยอย่างเถียงไม่ได้
แม้ว่าอันหลงจะก่อปัญหาไว้มากมายแต่ต้องยอมรับว่าหล่อนเป็นแม่ที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่ง ไม่ว่าตกอยู่ในสถานการณ์ไหนหล่อนก็มักคำนึงถึงลูกหลานอยู่เสมอ
งานแต่งงานของกู้จื้อชิวเกิดปัญหาขึ้นมากมาย จางฉุ้ยเหลียนได้พูดกับกู้จื้อเฉิงไว้แล้วว่าในความเป็นจริงกู้จื้อชิวติดหนี้คำขอโทษอันหลงเอาไว้ ส่วนอันหลงกลับเลือกที่จะถอยห่างทุกครั้ง
จางฉุ้ยเหลียนนิ่งเงียบ อันหลงเดินมาตรงหน้าจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเหนื่อยใจว่า “อย่าคิดว่าฉันน่ารำคาญเลยนะ ทุกอย่างนี้เพื่อพวกเธอทั้งนั้น คนในบ้านเยอะก็จริงส่วนโต๊ะอาหารแบบนี้ดูทันสมัยมากแต่มันไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน”
สุดท้ายหล่อนก็เข้าประเด็น “ที่ชาวต่างชาติชอบใช้โต๊ะแบบนี้เพราะอาหารที่พวกเขาทานเป็นสไตล์ตะวันตกคือการตักอาหารมาใส่จานของตนแล้วคลุกเคล้าทานถ้วยเดียว คนจีนอย่างเรานิยมทานข้าวในถ้วยแล้วยื่นมือออกไปคีบอาหาร เธอว่าโต๊ะขนาดใหญ่ตัวนี้คนที่หนังหน้าบางและแขนสั้นจะกล้าเอื้อมมือออกไปไหม ? ”
จางฉุ้ยเหลียนเข้าใจทันที ผู้อาวุโสให้ความสำคัญต่อการอยู่รวมเป็นกลุ่มจึงรีบพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้หนูจะไปซื้อโต๊ะกลมแล้วก็มีถาดหมุนตรงกลางแบบนั้นด้วยค่ะ”
อันหลงพยักหน้าพอใจ เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้วก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน
จางฉุ้ยเหลียนจะให้หล่อนกลับบ้านไปทั้งแบบนี้ได้อย่างไร เธอยิ้มและพูดกับหล่อนว่า “แม่ช่วยอุ้มฮวาฮวาไปนอนในห้องก่อนดีกว่าค่ะ หล่อนยังเด็กมากไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัสถึงช่วงเวลาที่ได้กอดคุณย่าเลยค่ะ”
ปากบอกไม่อยากเจอหลานสาว แต่ทันทีที่หลานลืมตาดูโลกก็เกิดความผูกพันอยากใกล้ชิดสนิทสนม หล่อนอยู่คุยกับจางฉุ้ยเหลียนสักพักจากนั้นก็อุ้มหลานสาวแล้วตรงไปยังห้องนอนของเด็กอย่างร่าเริง
ห้องของฮวาฮวามีแสงแดดสาดส่องเข้ามาทางทิศใต้มากพอ มีม่านหน้าตาโปร่งบางกั้นแสงแดดไว้บ้าง ในห้องไม่ได้รู้สึกอึมครึมหรือไม่ปลอดโปร่งแต่อย่างใด กอปรกับเฟอร์นิเจอร์และสิ่งตกแต่งที่ห้อยระโยงระยางบนหลังคาต่างก็ใช้สีแดงสีส้มเป็นหลักซึ่งทำให้ห้องสว่างมากยิ่งขึ้น
ในเวลานี้เด็กยังไม่นอนในเปล กลางวันหล่อนจะนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่เมื่อตื่นขึ้นก็จะพลิกตัวไปมาเล่นของเล่นของตนเองได้ ดังนั้นอันหลงจึงเอนกายนอนลงข้างตัวหลานสาว จากนั้นก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มถึงเอวแล้วเฝ้ามองด้วยใบหน้านิ่งสงบ ไม่มีอาการง่วงนอนเลยสักนิด
“หน้าเหมือนอาเลยนะ ! ” อันหลงอดทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนเด็ก ๆ เสี่ยวชิวก็เป็นแบบนี้แหละ ใบหน้าน้อย ๆ ที่ดูสะอาดสะอ้านหาได้ยากยิ่ง ! ” ในขณะที่พูดก็อดจุ๊บลงไปบนหน้าผากของเด็กอย่างแผ่วเบาไม่ได้
เมื่อหล่อนคิดถึงลูกสาวที่อยู่ไกลแสนไกลจึงรู้สึกเจ็บปวดในใจไม่ได้
ใช่ว่ากู้จื้อชิวไม่เคยห่างบ้าน หล่อนเคยไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่เมืองหลวงเป็นเวลา 4 ปี แต่หล่อนต้องโทรศัพท์มาที่บ้านทุกวันเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ๆ ต่อมาอันหลงบอกว่าจะซื้อโทรศัพท์ให้หล่อน แต่สามีรู้สึกว่ามันอวดโก้เกินไปและไม่ดีกับลูกสาวด้วย อันหลงจึงล้มเลิกความคิดไป ตอนนั้นต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ในแต่ละเดือนไม่น้อยเลย ทว่าผู้เป็นแม่ก็ไม่เคยวางใจเพราะถึงอย่างไรลูกไปอยู่ไกลหูไกลตาข้างนอกก็ย่อมห่วงมากเป็นธรรมดา
หลังจากที่แต่งงานไปแล้วกู้จื้อชิวมีโทรศัพท์ในห้องทำงานจึงสะดวกในการติดต่อมากยิ่งขึ้น สองแม่ลูกโทรศัพท์คุยกันบ่อยมากทว่าการสื่อสารนี้เกิดปัญหาจนกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลังจากทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วง อันหลงก็ตะแคงข้างและหลับไปในที่สุด ในความฝันนั้นหล่อนเห็นกู้จื้อชิวกลายเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่กำลังนั่งยิ้มหวานอยู่บนเตียง จากนั้นตุ๊กตาก็ยื่นมือออกมาทางหล่อนแล้วตะโกนว่า “แม่ ! ”