เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 533 ซื้อบ้านในปักกิ่ง
ตอนที่ 533 ซื้อบ้านในปักกิ่ง
ครั้งนี้แม่สามีและลูกสะใภ้ไม่เกิดการตอบโต้รุนแรงซึ่งกันและกันจึงทำให้ความสัมพันธ์ของจางฉุ้ยเหลียนและแม่สามีดีขึ้นอย่างมาก เธอน้อมรับคำแนะนำของแม่สามีและวันถัดไปก็ได้นำโต๊ะอาหารที่ซื้อใหม่มาเปลี่ยน
ตงลี่หวามองไปทางโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวยาวที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใช้ด้วยความปวดใจ แต่มันก็ใช้ในบ้านไม่ได้จริง ๆ จึงทำได้แค่ขายเป็นของมือสองออกไป
เซี่ยเหมยคิดจะซื้อต่อ แต่จะวางตรงไหนในบ้านของลูกสาวล่ะ ? อีกทั้งบ้านสองหลังที่ย้ายออกมานั้นจางฉุ้ยเหลียนก็กำลังจะขายทิ้ง
เดิมทีจางฉุ้ยเหลียนไม่อยากขายบ้านของเซี่ยจวิน เพราะสุดท้ายแล้วผู้อาวุโสทั้งสองคนจะไม่มีบ้าน และนั่นเป็นการหลอกลวงเอาเงินของคนอื่น แต่เนื่องจากหมดปัญญา และเซี่ยเหมยก็จ้องเอาบ้านว่างหลังนั้นอย่างไม่ลดละ พวกเธอจึงตกลงกันว่าจะขายเสียดีกว่า
จากบทเรียนของหวังหยาจือส่งผลให้พวกเธอไม่กล้าให้ใครยืมบ้านอีกแล้ว เธอจึงบอกแค่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับเอเจนซี่ แล้วคนก็มักจะมาดูบ้านบ่อยๆ แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าจะขายออกวันไหน
ตอนแรกจางฉุ้ยเหลียนเลือกทำเลไว้ดีมาก เมือง Q ไม่มีภูเขาและเป็นที่ราบ ตัวบ้านอยู่ห่างจากแม่น้ำไม่มาก ฤดูหนาวอากาศหนาวแค่ไหนคงไม่ต้องพูด ทว่านอกจากโรงพยาบาลจิตเวชที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงแล้วก็ไม่มีตึกขนาดใหญ่ใด ๆ มาบดบังทัศนียภาพอีก
พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยาวถึง 10 กิโลเมตร การใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำสบายที่สุดในเมืองแล้ว กอปรกับสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบครัน เรื่องสำคัญที่สุดคือถัดจากนั้นเป็นพื้นที่การศึกษาซึ่งสะดวกสบายสำหรับเด็ก ๆ มากด้วย
ไม่นานบ้านทั้งสองหลังก็ขายออกได้ในที่สุด เพราะเป็นบ้านพร้อมอยู่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ราคาย่อมแพงกว่าย่านอื่นแต่ถึงจะเป็นเช่นนี้บ้านทั้งสองหลังก็ถูกขายไปในราคาแค่ 300,000 หยวนเท่านั้น พอหักค่านายหน้าแล้วรวมกับเงินเก็บในธนาคารของจางฉุ้ยเหลียนก็ยังมีแค่ 300,000 หยวนอยู่ดี
เงิน 300,000 หยวนนี้กู้จื้อเฉิงคิดว่าเป็นการเก็บเงินไว้ในธนาคารให้ลูกทั้งสองคน นึกไม่ถึงว่าจางฉุ้ยเหลียนจะเอาไปซื้อบ้านในปักกิ่ง เนื่องจากราคาบ้านในตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นราคาต้องเพิ่มขึ้นอีกแน่ มันเพิ่มสูงขึ้นในทุกปีแล้วถึงตอนนั้นก็ไม่ทันการ
จางฉุ้ยเหลียนถามมาว่าราคาบ้านในย่านวงแหวนรอบที่สี่ของปักกิ่งตอนนี้สูงถึง 5,000 หยวนต่อตารางเมตรแล้ว ผ่านพ้นวันปีใหม่ไปก็จะขึ้นอีกอย่างน้อย 1,000 หยวน ได้ยินตอนนี้เหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ลองคิดดูว่าอีกสิบปีข้างหน้าราคาบ้านต้องสูงถึง 40,000 หยวนต่อตารางเมตรแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้จางฉุ้ยเหลียนก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปดูบ้านที่ปักกิ่ง กู้จื้อเฉิงรู้สึกว่าความโง่เขลาของเธอสัมแดงฤทธิ์ออกมาอีกแล้ว ตัวเองไม่ได้อยู่ปักกิ่งแต่ยอมจ่ายเงินซื้อบ้านมากขนาดนั้นเพื่ออะไร ?
คำตอบของจางฉุ้ยเหลียนคือฉันลงทุนไม่ได้หรือ ? กู้จื้อเฉิงเองก็ไม่ได้ใส่อารมณ์แต่อย่างใด จะมีเหตุผลอะไรที่ดีไปกว่านี้อีก เขาจึงนึกถึงบ้าน 3 หลังที่อยู่ในระหว่างการก็สร้างจึงอดแนะนำไม่ได้ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขายบ้านสามหลังไปเถิด ทำเลมันไม่ดี เราไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย ! ”
“รีบขายทำไมคะ ? ขายน่ะขายอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้” ราคาบ้านในปักกิ่งที่แพงหูฉี่มันน่าโมโหจริง ๆ นะ เงินก้อนนี้จะพอซื้อบ้านที่ไหนกัน กู้จื้อเฉิงยื่นบัตรใบหนึ่งให้จางฉุ้ยเหลียน “ในนี่มีเงินอยู่และน่าจะเพียงพอ”
จางฉุ้ยเหลียนกลอกตาไปทางกู้จื้อเฉิง “ใครจะใช้ซื้อบ้านจนหมดเล่า คุณโง่หรือเปล่า ! ”
กู้จื้อเฉิงจะโง่ได้อย่างไร ถ้าโง่จริงก็ทำธุรกิจไม่ได้นะ เขาเพียงแค่ประเมินมูลค่าของบ้านทั้งสามหลังต่ำเกินไปเท่านั้น ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับราคาบ้านในปักกิ่งแต่สำหรับในเมือง Q ถือเป็นย่านที่เจริญรุ่งเรืองมาก
จางฉุ้ยเหลียนลากตัวกู้จื้อเฉิงไปปักกิ่งจริง ๆ ก่อนหน้านั้นกู้จื้อเฉิงเคยไปดูงานต่างประเทศหลายครั้ง คนในครอบครัวก็เคยชินไปแล้ว ครั้งนี้จางฉุ้ยเหลียนยอมทิ้งลูกสาวที่ยังไม่หย่านมไว้ ถึงแม้เธอจะไม่มีน้ำนมแล้วป้อนนมผงและเสริมด้วยอาหารให้หล่อนแล้วก็ตาม แต่สองสามีภรรยาตงลี่หวาก็ไม่อยากให้หลานตามไปด้วย
สุดท้ายก็เปลี่ยนความคิดไม่ได้ ทั้งสองคนจึงไปปักกิ่งและเดินเตร็ดเตร่ไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็ซื้อบ้านขนาดพื้นที่ 70 ตารางเมตรบนถนนสายเอ้อร์หวน ( วงแหวนรอบที่สอง ) หนึ่งหลังซึ่งบ้านหนึ่งหลังนี้จ่ายเงินไปทั้งสิ้นเกือบ 500,000 หยวน โชคดีที่กู้ธนาคารได้ จางฉุ้ยเหลียนต้องวางเงินดาวน์และค่าธรรมเนียมทั้งหมดทั้งมวลไป 300,000 หยวน
จางฉุ้ยเหลียนจึงได้เรียนรู้ในเวลานี้ว่าคุณไม่สามารถมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนบ้านของกรุงปักกิ่งได้แม้คุณจะซื้อบ้านในถนนเอ้อร์หวน ทันใดนั้นเธอก็ตกตะลึง นี่ไม่ตลกเกินไปหน่อยหรือ ?
กู้จื้อเฉิงไม่ใส่ใจ เขารู้สึกว่าการไม่มีทะเบียนบ้านในปักกิ่งนั้นไม่สำคัญ มันไม่เหมือนกันตรงไหน ? หรือเพราะคุณมีทะเบียนบ้านในปักกิ่งจึงอยู่สูงกว่าใคร ? ไปต่างประเทศไม่ต้องใช้พาสปอร์ตหรือทำธุรกิจก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอย่างนั้นหรือ ?
ในฐานะที่จางฉุ้ยเหลียนกลับชาติมาเกิดจึงเข้าใจในความสำคัญกับระบบทะเบียนบ้านของกรุงปักกิ่งมาก อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็แตกต่างจากเด็กนอกเมืองโดยสิ้นเชิง โชคดีที่คังคังเกิดในตงเป่ย หากเป็นในมณฑลซานตง อานฮุย เหอหนานและเมืองอื่น ๆ เพื่อสอบเข้าวิทยาลัยต้องใช้ความพยายามมากกว่า และเหนื่อยแทบขาดใจ
ฐานะทางบ้านในตอนนี้ย่อมไม่มีปัญญาถึงขั้นสามารถส่งคังคังไปเรียนในกรุงปักกิ่งได้ แต่ในอนาคตหลังจากที่คังคังเข้ามัธยมปลายแล้วก็ต้องขายบ้านไป 1 หลัง เพราะปีสุดท้ายต้องหาคลาสเรียนเสริม เพื่อทำให้อัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและปักกิ่งมีความเป็นไปได้ที่สุด
คนที่คิดว่าเรียนมหาวิทยาลัยไปก็เปล่าประโยชน์เหล่านั้น ความจริงพื้นฐานคือเรียนก็แย่ความรู้วิชาชีพก็ย่ำแย่ ส่วนมหาวิทยาลัยที่ดีไม่เพียงแต่จะยกระดับวิชาชีพของตนไปอีกขั้น แม้แต่ในแวดวงสังคมก็ยังแตกต่างกันด้วย
พนักงานขายอสังริมทรัพย์เห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนเอ่ยขอทะเบียนบ้านในปักกิ่งทันทีถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะมาจาก ‘ชนบทห่างไกล’ ก็ตาม แต่รูปแบบการสนทนาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าเป็นบุคคลมีหน้ามีตาในพื้นที่อยู่บ้างและมีเงินในครอบครองไม่น้อย เขาจึงยิ้มและพูดว่า “คุณผู้หญิง ทางเราขอชี้แจงความจริงให้พวกคุณทราบว่าการซื้อบ้านในปักกิ่งกับเรา เราจะมีนโยบายข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนที่อยู่มาเป็นในปักกิ่งให้ครับ ”
ทันทีที่ได้ฟังแววตาของจางฉุ้ยเหลียนก็เปล่งประกายแล้วรีบถามว่า “พูดมาได้เลย บอกมาได้เลยค่ะ ! ”
เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มแล้วอธิบาย “ในปี 1995 มีการร่างนโยบายซื้อบ้านในกรุงปักกิ่งขึ้นมา 1 รายการ ต่อมาได้มีการเพิ่มเมืองนำร่องบางแห่งลงไป แค่คุณซื้อบ้านในบริเวณเหล่านี้ก็จะมีบริการจัดการเรื่องทะเบียนบ้านในปักกิ่ง แต่พวกคุณต้องซื้อบ้านโดยด่วนเนื่องจากคนที่ซื้อบ้านในตอนนี้มีจำนวนค่อนข้างมากจึงไม่รู้ว่านโยบายนี้จะถูกยกเลิกวันไหน”
จางฉุ้ยเหลียนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสมัยนี้ยังมีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนเราถึงเพียงนี้ “แล้วบ้านแพงไหม ไม่รู้ว่าฉันจะซื้อไหวหรือเปล่า คุณดูสิ บ้านหลังหนึ่งต้องจ่ายเงินตั้งเท่าไหร่ ? ทำเลดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ! ”
เด็กหนุ่มจึงพูดถึงส่วนต่าง ๆ แต่จางฉุ้ยเหลียนไม่เข้าใจ เขตเฟิงไถ เขตฝางซาน เขตทงโจว เขตชางผิง เขตซุนอี้ เขตต้าซิง สถานที่ใหญ่ ๆ แค่ได้ยินชื่อจางฉุ้ยเหลียนก็เวียนหัวแล้ว
เด็กหนุ่มพูดด้วยสุ้มเสียงคล้ายในรายการโทรทัศน์ จางฉุ้ยเหลียนไม่รู้ว่าที่เหล่านี้ดีแค่ไหน เธอเคยได้ยินชื่อแค่เขตฝางซาน เขตเฟิงไถและเขตทงโจวว่าอยู่ในปักกิ่งเท่านั้น ส่วนเขตต้าซิงจำได้ว่าญาติบ้านไหนสักหลังนี่แหละเลี้ยงหมูอยู่ในเขตต้าซิง
เด็กหนุ่มทำธุรกิจแล้วผลงานในเดือนนี้ก็ถือได้ว่าดีมาก ถ้าขายออกไปได้อีกสักหลังแล้วหักค่านายหน้าก็ถือว่าดีเลย ส่วนคนแบบไหนก็มักจะอยู่กับคนแบบนั้น ถ้าดูจากฐานะแล้ว เพื่อน ๆ ของเธออาจจะมาซื้อบ้านในปักกิ่งก็ได้
“ผมขอแนะนำบ้านที่อยู่ในเขตต้าซิง เพราะสองปีที่ผ่านสิ่งปลูกสร้างในเขตต้าซิงมีการพัฒนาไปในทางที่ดีมาก คุณเห็นไหมว่าตำบลผางเก้อจวงก็มีการพัฒนาไม่เลวเลย ที่นี่มีเรือนกระจกปลูกผักและคนงานต่างเมืองมีจำนวนเยอะมาก แล้วก็ยังมีอี้จวงที่บรรยากาศโดยรอบดีและเป็นเขตการค้าด้วย”
จางฉุ้ยเหลียนได้ฟังจึงรีบคล้อยตามทันที “ใช่ใช่ใช่ ฉันจำได้ว่าบ้านญาติก็เลี้ยงหมูอยู่ในเมืองนี้ เมืองอี้จวง ใช่ใช่ใช่ คุ้นหูมาก ”
การซื้อบ้านคือเรื่องใหญ่ ทั้งสองคนได้วิ่งไปดูสถานที่ทั้งสองแห่งอย่างไม่มีหยุดพัก ที่ดินของผางเก้อจวงงดงามมากจริง ๆ แต่มูลค่าในการลงทุนซื้อบ้านของที่นี่ไม่สูงนัก จางฉุ้ยเหลียนทำการปรึกษากับกู้จื้อเฉิงและคิดว่าในอนาคตที่นี่อาจกลายเป็นตลาดผักในปักกิ่งก็ได้ หลังจากซื้อบ้านแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะขายออกคงไม่สูงนัก อีกอย่างพวกเธอก็อายุเยอะแล้วไม่สามารถมาปลูกผักที่ปังกิ่งได้
เมืองอี้จวงไม่เลวเลย ถึงแม้ว่าทิวทัศน์แย่กว่าชานเมืองที่ติดหนึ่งในแปดวิวสวยแต่ก็ยังมีที่ตั้งอยู่ในแผนที่ของกรุงปักกิ่ง สำหรับสิ่งแวดล้อมโดยรอบแล้วความเป็นไปได้ในการซื้อรวมทั้งเงื่อนไขตลอดไปจนถึงมูลค่าเพิ่มล้วนสอดคล้องกันเป็นอย่างดี
กู้จื้อเฉิงรู้ว่าจางฉุ้ยเหลียนทำงานทุกอย่างด้วยใจ ทันทีที่คิดได้ว่านี่คืออาณาเขตของปักกิ่ง ราคาบ้านก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างไรก็มีฐานะพอในการซื้อบ้านหลังนี้
ตามนโยบายคือจำเป็นต้องลงทุนเงินสด 500,000 หยวน ซื้อบ้านที่มีห้องนอนมากกว่า 2 ห้องในชุมชนที่กำหนด จากนั้นจ่ายกองทุนพัฒนาเมืองเล็กๆ ตามมาตรฐาน 20,000 หยวนต่อคน บวก 1,000 หยวนเพื่อจัดการให้ครอบครัวไม่เกิน 4 คนนั้นมีทะเบียนบ้านในท้องที่
แต่คุณสมบัติบางอย่างไม่จำเป็นเลย คุณแค่ต้องซื้อบ้าน 2 ห้องนอนด้วยเงินทุนก่อสร้างเพิ่มเติม 20,000 หยวนต่อคน คุณสามารถสมัครนโยบายเพิ่มทะเบียนบ้านนี้ได้
จางฉุ้ยเหลียนซื้อบ้านสองห้องนอนหลังเล็ก ๆ ในบริเวณที่ดูเหมือนนกไม่บินมาถ่ายมูลด้วยซ้ำ หลังจากใช้เงิน 250,000 หยวนเพื่อซื้อสัญญาแล้ว จางฉุ้ยเหลียนก็ตื่นตระหนกเพราะความเจ็บปวด แต่กู่จื้อเฉิงปลอบเธอว่า “มันก็เหมือนเราซื้อรถซานทาน่า 1 คัน รถยังคิดค่าเสื่อมสถาพ แต่นี่คือการลงทุนไม่ใช่หรือ ? ”
เมื่อคิดตามแล้วมันก็จริง ถึงแม้ว่ากู้จื้อเฉิงจะยุ่งมาก แต่ทั้งสองคนก็มีเงินเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในทุกวัน การซื้อบ้านหลังนี้จึงไม่ได้กระทบรากฐานของครอบครัวแต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึกเหมือนจะเข้าเนื้ออยู่ไม่น้อยและไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลย
คนที่จัดการเรื่องแบบนี้ได้ต้องมีไหวพริบและเขาได้อำนวยความสะดวกโดยการจัดการเรื่องเอกสารให้ทั้งสองคนทุกขั้นตอน การมีเงินย่อมปลุกผีขึ้นมาโม่แป้งได้ มีเงินจะทำอะไรก็ได้ บ้านหลังนี้จึงถูกจ่ายไปในราคา 60,000 หยวนในการเปลี่ยนเป็นชื่อจางฉุ้ยเหลียนและเปลี่ยนที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชนของเธอ คังคัง ฮวาฮวามาอยู่ในทะเบียนบ้านของปักกิ่งเสร็จสรรพ
แล้วกู้จื้อเฉิงล่ะ ? คำตอบนั้นง่ายมากก็เพราะว่า แพง !
ทั้งสองคนกลับบ้านมาด้วยความดีใจแต่ไม่มีใครเอ่ยถึงเงินจำนวน 60,000 หยวนแต่อย่างใด แถมสองสามีภรรยายังเป็นหนี้ธนาคารอีกด้วย ทันทีที่เซี่ยจวินได้ยินก็รู้สึกไม่ดี แล้วรีบหยิบสมุดธนาคารออกมาให้จางฉุ้ยเหลียนเก็บไว้
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มและพูดกับกู้จื้อเฉิงว่า “พ่อกลัวว่าเราสองคนจะทำให้ลูกทั้งสองอดตายค่ะ ! ”
เพียงแต่ในโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่พ่อแม่เท่านั้นที่รักลูก เพราะยังมีผู้ปกครองที่ไร้ศีลธรรมอยู่ด้วย !
แม่ของเอ้อพ่างวิ่งมายืมเงินเนื่องจากเอ้อพ่างทำร้ายเพื่อนจนตาเกือบตาบอด…