เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 535 โทษใคร ?
ตอนที่ 535 โทษใคร ?
กู้จื้อเฉิงตกตะลึง “เกี่ยวอะไรกับคังคังด้วย?”
จางฉุ้ยเหลียนอดถามไม่ได้ว่า “แล้วคุณหมอพูดว่าอย่างไรบ้าง ? ”
หวังหยาจือแบะปากเล็กน้อยแล้วยกมือกอดอกด้วยความไม่พอใจ “ฉันไม่รู้ ! ” พูดอย่างตรงไปตรงมาราวกับว่าตนมีเหตุผลเป็นพิเศษ
จางฉุ้ยเหลียนสับสน ถามอะไรก็ตอบว่าไม่รู้ คุณไม่รู้ แล้วเราจะรู้หรือว่าต้องช่วยคุณอย่างไร ? “ทำไมพวกคุณน่าเบื่อขนาดนี้ ถ้าไม่รู้แล้วเราจะช่วยได้หรือ ? พวกคุณมาที่นี่ทำไม เราไปหาเรื่องอย่างนั้นหรือ ? ”
เซี่ยจวินขยิบตาใส่จางฉุ้ยเหลียนจากนั้นก็พูดกับเธอว่า “ฮวาฮวาคงหิวแล้ว ลูกไปป้อนนมเถิด”
จางฉุ้ยเหลียนพูดโดยไม่ใส่ใจ “อาเล็กอยู่ข้างบนค่ะ หล่อนป้อนได้และหนูไม่ไป ! ”
อาสะใภ้หกเคยเห็นอำนาจในบ้านหลังนี้ของจางฉุ้ยเหลียนมาแล้ว จึงรีบคลี่ยิ้มและอธิบายว่า “ไอ้หยา เธออย่าเพิ่งโกรธไปเลย ความจริงแล้วครอบครัวนั้นมันใช้ไม่ได้ต่างหาก”
หล่อนจึงเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งรวมทั้งจุดประสงค์ที่มาในครั้งนี้ด้วย ปากก็บอกว่าเจียงหยูเวยเป็นเด็กก๋ากั่นแสบทรวง ชอบดูถูกคนอื่น ชอบชวนเพื่อนในชั้นเรียนรังแกเอ้อพ่าง รังแกเหมือนพวกอันธพาล น้ำเสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความโหดร้ายที่ทำให้ขนลุกซู่ไม่น้อย
เอ้อพ่างทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงทำได้เพียงโต้กลับราวกับคนชั้นต่ำที่ถูกกดขี่ข่มเห่งจนต้องยกจอบขึ้นมาต้อต้านเจ้าของที่ดินอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนผู้ปกครองของเจียงหยูเวยก็ร้ายมิใช่เล่น แค่ทะเลาะกันทั่วไป แม่ของหล่อนถึงกับวิ่งไปแจ้งความแล้วยังให้เด็กอยู่ในโรงพยาบาล สมองซีกหนึ่งอยากให้จ่ายค่ารักษาพยาบาล สมองอีกซีกก็พยายามเป่าหูอาจารย์ใหญ่ให้ไล่เอ้อพ่างออก หลุมพรางที่คนต่ำช้าขุดขึ้นเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกตนไม่มีทางตกลงไปโดยง่ายหรอก
จางฉุ้ยเหลียนถามด้วยความอยากรู้ “เจียงหยูเวยเป็นอะไรมากไหมคะ ? ฉันได้ยินคังคังพูดว่าหางตาของเด็กคนนั้นถูกแว่นตากระแทกจนเลือดอาบ เพื่อนในชั้นเรียนตกใจมาก”
หวังหยาจือรีบพูด “คำพูดของเด็กเชื่อได้หรือ ? เลือดจะออกมากแค่ไหนกันเชียว ? ไม่ได้รับบาดเจ็บในตาเสียหน่อย ก็แค่ผิวหนังตรงหางตามันแตกเท่านั้น ส่วนแป้นของแว่นตาก็เกิดเป็นรอยขีดข่วนเล็กน้อยเท่านั้น ประเด็นคือสันจมูกต่างหากที่ได้รับความเสียหาย ไอ้หยา ก็แค่เลือดไหลออกมาทางจมูก แต่ก็ยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ไม่กระทบกระเทือนมากหรอก ลูกหลานของเพื่อนบ้านในชนบทมักชอบนอนใต้ต้นไม้แล้วโดนลาเหยียบหน้าก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ แต่บ้านพวกหล่อน เหอะ แม่ของหล่อนเป็นหมอแล้วไม่รู้ว่ารุนแรงแค่ไหนได้อย่างไร”
หญิงปากร้ายที่ไร้เหตุผลในโทรทัศน์ยังร้ายสู้หนึ่งในสิบส่วนของหวังหยาจือไม่ได้เลย ในเวลานี้จางฉุ้ยเหลียนจึงเข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดหวังหยาจือจึงสามารถพูดเรื่องซื้อบ้านของเธอได้อย่างมั่นใจจนโดนฉีกหน้าแบบนั้น
บางเรื่องที่คุณพูดออกมาไม่ได้ ทว่าความคิดและนิสัยใจคอมันคงฝังรากลึกลงไปในกระดูกและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
พูดไปพูดมาจางฉุ้ยเหลียนและคนอื่น ๆ ก็เข้าใจในที่สุดว่าครอบครัวนี้ไม่ได้ไปโรงพยาบาล จึงไม่รู้ว่าเด็กสาวอาการเป็นอย่างไรบ้าง
เรื่องที่คังคังพูดมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน เด็กอย่างเขาอยากเห็นความสนุกเท่านั้น จึงไม่สามารถสังเกตเรื่องราวทั้งหมดได้ อีกทั้งสุดท้ายเรื่องก็กลายมาเป็นแบบนี้ทำให้สาเหตุของการบาดหมางนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป
หางตาของเจียงหยูเวยแตกจนต้องรีบไปห้องพยาบาลของโรงเรียน ทันทีที่อาจารย์ฝ่ายพยาบาลเห็นแผลก็รีบพาส่งโรงพยาบาลโดยเร็วเพราะถึงอย่างไรโรงพยาบาลก็อยู่ข้างโรงเรียน จึงไม่ต้องใช้เวลาในการข้ามทางม้าลายด้วยซ้ำ อีกทั้งแม่ของเจียงหยูเวยก็เป็นคุณหมออยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย
ทันทีที่แม่ของหล่อนเห็นแบบนี้ก็รีบพาไปหาเพื่อนร่วมงานเพื่อช่วยดูอาการอย่างรวดเร็ว หลังจากเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้วก็พบว่าสันจมูกของเด็กหัก เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะในฐานะมารดาย่อมต้องการความรับผิดชอบ
แม่ของเด็กสาวให้คนในครอบครัวมาช่วยจัดการเรื่องในโรงพยาบาล ส่วนหล่อนก็รีบตรงไปยังโรงเรียนทันที ในเวลานี้อาจารย์ประจำชั้นก็เชิญแม่ของเอ้อพ่างมาแล้ว ทว่าหวังหยาจือมาโรงเรียนพร้อมโทสะแล้วระเบิดอารมณ์ใส่แม่ของเจียงหยูเวยทันทีที่เจอกัน
ความคิดของหวังหยาจือเป็นตัวแทนของคนไม่ได้รับการศึกษาที่ดีรวมทั้งมีความเชื่อมั่นในตัวสูงทั้งที่ความรู้น้อย
หล่อนคิดว่าการส่งเด็กมาโรงเรียนจะได้รับการสั่งสอนให้เป็นผู้เป็นคน ให้เด็กได้มีความรู้ โรงเรียนสามารถปกป้องดูแลความปลอดภัยของเด็กได้เป็นอย่างดี รวมทั้งให้เด็กสอบเข้าเรียนต่อได้ตามที่หวังไว้ นี่คือเป้าหมายของการส่งเด็กมาโรงเรียนและเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของอาจารย์ด้วย
ตอนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวยังดีมาก หวังหยาจือเคยบ่นกับจางฉุ้ยเหลียนว่าเด็กไปเรียนในเมืองรายจ่ายจะมากเกินไป
จางฉุ้ยเหลียนแปลกใจ “รายจ่ายมากแค่ไหนกันเชียว ? ที่อยู่ของพวกพี่ก็ไม่ต้องจ่ายเงิน เด็กก็ไม่ต้องเรียนพิเศษ ของกินก็มีวัตถุดิบที่ขนมาจากบ้านเก่าแล้วไปเสียเงินตรงไหน ? ”
หวังหยาจือชี้นิ้วออกไปและพูดว่า “เธอดูสิ นี่คือการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ค่าเทอมไม่ต้องพูดถึง เพราะค่าเรียนในชนบทของเราไม่ต้องเก็บด้วยซ้ำ แต่ในเมืองหนึ่งวันเรียกทีสี่วันเก็บที”
จางฉุ้ยเหลียนเกิดความสับสนเล็กน้อย “เก็บเงินค่าอะไร ? ”
ต่อมาจึงได้รู้ที่แท้หวังหยาจือก็คิดว่าตอนเปิดเทอมคือการซื้อปากกากับสมุดเหมือนตอนที่หล่อนเรียนในชนบท แต่โรงเรียนในเมืองเปลี่ยนเป็นเรียกเก็บเงินแทน
ชุดนักเรียนต้องใช้เงิน สมุดเรียนก็ต้องจ่ายเงินซื้อ แบบฝึกหัดอีกมากมายแล้วเรื่องที่เกลียดที่สุดคืออาจารย์สอนภาษามักมอบหมายการบ้านนอกหลักสูตรให้เด็กกลับไปอ่านหนังสือที่บ้าน แน่นอนว่าที่บ้านไม่มีหนังสือเหล่านี้ก็ต้องไปซื้อที่ร้าน
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อนไม่เคยได้ยินมาก่อน ทำได้เพียงไปยืมหนังสือที่บ้านของจางฉุ้ยเหลียน โชคดีที่จางฉุ้ยเหลียนเป็น ‘คนสุรุ่ยสุร่าย’ หนังสือในบ้านจึงมากมายกว่าคนอื่น
จางฉุ้ยเหลียนยังบอกหล่อนไม่ได้ว่าทำไมเด็กต้องอ่านหนังสือนอกหลักสูตรมากกว่านี้ แต่หวังหยาจือรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่ไม่ได้ใช้งานทั้งหมด และครูก็เอาไว้เป็นส่วนลดเวลาคุยกับร้านหนังสือเท่านั้น
นิทานอีสป พันหนึ่งราตรี คุณธรรม 5,000 ปีของประเทศจีน หรือไม่ก็นิทานเด็กคุ้นหู อาทิเช่น หนูน้อยหมวกแดง ขวานทองขวานเงิน มู่หลานเข้ากองทัพ หวังหยาจือไม่เคยมอบสิ่งเหล่านี้ให้เด็กเลยสักครั้ง
ตั้งแต่ตอนนั้นมาจางฉุ้ยเหลียนก็รู้ในทันทีว่าทั้งสองมีแนวคิดด้านการศึกษาแตกต่างกัน เธอเป็นประเภทที่หลังจากเด็กไปโรงเรียนแล้วจะไม่สนใจอีก เพราะคิดอยากให้คังคังมีช่วงวัยเด็กที่ชื่นชอบและได้เรียนในสิ่งที่สนใจจนครบรอบด้าน
ดังนั้นตอนที่หวังหยาจือถูกเรียกตัวมาที่โรงเรียน หล่อนคัดค้านอยู่ในใจเพราะรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้น่าเบื่อเกินไปจนมั่นใจว่าหล่อนไม่มีผลประโยชน์ให้ อาจารย์จึงมักสร้างความวุ่นวายให้ลูกชายเสมอ
เพราะมีความรู้สึกแบบนี้ เมื่อได้เจอกับอาจารย์ประจำชั้นจึงไม่คิดว่าลูกของตนผิด เอาแต่เถียงข้าง ๆ คู ๆ แล้วเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์ใหญ่ฟังด้วย ทำเอาอาจารย์ประจำชั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟและทะเลาะกับแม่ของเจียงหยูเวยยกใหญ่
หวังหยาจือปฏิเสธที่จะไปดูเด็กที่โรงพยาบาลโดยคิดว่านั่นเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งถ้าไปโรงพยาบาลก็เท่ากับว่าลูกของตนผิดจริง ไม่เพียงแต่จะล่วงเกินอาจารย์เท่านั้นยังต้องเสียเงินอีกด้วย
เมื่อได้ยินประโยคนี้จางฉุ้ยเหลียนก็หมดคำพูดทันใด นึกไม่ถึงว่าจนตอนนี้ครอบครัวหล่อนยังไม่ไปเยี่ยมเด็กสาว เธอก็จนปัญญาแล้ว วิถีอันพาลแบบนี้น่าจะพอได้แล้วนะ
ในทางกลับกันถ้าเธอต้องมาเจอกับครอบครัวแบบนี้แล้วไม่แจ้งความก็คงจะแปลกไม่น้อย ใครจะทนให้เด็กโดนทำร้ายแบบนี้แถมยังเป็นเด็กผู้หญิงอีก สันจมูกหักไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ
“ผู้หญิงคนนั้นร้ายกาจจะตายไป แจ้งความให้มันได้อะไร ? ตำรวจจับเอ้อพ่างเข้าคุกได้หรือ ? เหอะ เข้าคุกก็ดีเพราะจะได้ประหยัดค่าเลี้ยงดู”
จางฉุ้ยเหลียนไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับทัศนคติของหวังหยาจือ ถ้าจะว่าไปแล้วมนุษย์ก็มีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ลูกหลานของตนทำผิดก็ต้องรีบหาทางแก้ไขตั้งแต่วินาทีแรก ถ้าจะหาตัวการก็หาตัวการ จะสมคบคิดก็สมคบคิดเพราะนี่เป็นเรื่องปกติของคนเรา
กู้จื้อเฉิงเองก็จนปัญญาจึงได้แต่แนะนำให้หวังหยาจือไปโรงพยาบาลเพราะถึงอย่างไรเด็กสาวก็ได้รับบาดเจ็บไปแล้วต้องหาคนรับผิดชอบที่โรงพยาบาลก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
อีกทั้งแม่ของเด็กก็เป็นหมอและยังอยู่ในโรงพยาบาลที่หล่อนทำงานด้วย การหาเส้นสายแบบนี้จึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากนัก
อาสะใภ้หกก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องน่าลำบากใจมาก แต่ถ้าไม่ใช่เพราะยุ่งยากแบบนี้ ใครเล่าจะอยากมาขอความช่วยเหลือ
ในเวลานี้คังคังกำลังเดินลงมาจากชั้นบน จากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมผสมความร้อนใจว่า “แม่ครับ ผมหิวแล้ว เมื่อไรจะทานข้าวครับ”
ทุกคนเพิ่งนึกได้ว่าคังคังยังไม่ได้ทานข้าว จางฉุ้ยเหลียนจึงรีบพูด “ทานทานทาน แม่จะอุ่นอาหารให้ลูกทานก่อนนะ เอ้อพ่างอ่า เธอก็ยังไม่ได้ทานข้าวใช่ไหม ไปล้างมือกับคังคังแล้วรีบมาทานข้าว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนอีก”
จางฉุ้ยเหลียนตะโกนไปทางอาสะใภ้หกและคนอื่น ๆ “พูดกันมาครึ่งวันแล้วรีบทานข้าวดีกว่า ทานไปคุยไปอย่าปล่อยให้หิวเลย”
หวังหยาจือเกลียดลูกชายที่วิ่งไปหาพวกเขาราวกับไม่เคยทานข้าวมาก่อน จึงกัดฟันพูดว่า “ฉันให้แกอดข้าวอดน้ำหรือไง รู้ทั้งรู้ว่าสร้างปัญหาให้ แกมันตัวเวรกรรมจริง ๆ! ”
เอ้อพ่างพูดเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม “ไม่ใช่เพราะแม่พูดเองหรือไง แม่บอกให้ผมไปทะเลาะกับคนอื่น ! ”
หวังหยาจืออึ้งงันในทันใด จากนั้นก็ตะโกนด่าเสียงแหลม “ฉันเคยพูดตอนไหน ? ไอ้ลูกเวร กล้าโกหกอีกนะ ! ”
“แม่พูดถ้ามีคนในโรงเรียนมารังแกผมก็ไม่ต้องกลัว ให้สู้สุดตัวไปเลย ! ถ้าพิการ แม่เลี้ยงเอง ผมก็สู้ตายตามคำของแม่ แม่บอกเองแต่ตอนนี้มาโทษผม ! ”
คำพูดของเอ้อพ่างทำให้หวังหยาจืออับอาย สามีที่เงียบมาโดยตลอดก็พูดว่า “ทำไมเธอสอนลูกแบบนี้ พูดบ้าอะไรของเธอ ! ”
“โทษฉัน โทษฉัน อะไรก็โทษแต่ฉัน ! ” หวังหยาจือหยิกแขนของสามีอย่างแรงและพูดด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “ถ้าคุณมีอนาคต แล้วลูกชายจะเป็นตัวตลกของเพื่อนหรือไง ? ไม่ใช่เพราะคุณเป็นชาวไร่ชาวนาจนปล่อยให้คนอื่นดูถูกลูกตัวเองหรอกหรือ”
“เพราะคุณนั่นแหละ ทั้งหมดเป็นเพราะคุณ ! ”