เกิดใหม่ทั้งทีขอลิขิตรักเอง - ตอนที่ 536 เถียงข้าง ๆ คู ๆ
ตอนที่ 536 เถียงข้าง ๆ คู ๆ
เซี่ยจวินส่ายหน้าก่อนจะพูดว่า “เธอพูดไม่ถูกนะ ทำไมต้องว่าพวกเธอโดนรังแกเพราะเป็นชาวไร่ ? ฉันเองก็เป็นชาวไร่ คนในบ้านก็เป็นชาวไร่เหมือนกัน ไม่มีใครบอกว่าเป็นชาวไร่แล้วจะถูกคนอื่นรังแก ! ”
ตงลี่หวาส่ายหน้าระอา “ใช่ใช่ เธอคิดมากเกินไป มันไม่ใช่เพราะเรื่องนี้สักหน่อย ! ”
อย่าคิดว่าความล้มเหลวที่ตนได้รับนั้นเป็นเพราะตนมาจากชนบทสิ เห็นกันอยู่ว่ามันไม่ใช่ มีชาวไร่ชาวนามากมาย แล้วทำไมคนอื่นถึงประสบความสำเร็จ ส่วนคุณทำไม่ได้ล่ะ
จางฉุ้ยเหลียนมองหวังหยาจือที่แสดงสีหน้าไม่พอใจแล้วพูดกับเซี่ยจวินว่า “พ่อคะ พ่ออย่าพูดแบบนี้สิคะ เราฟังความคิดเห็นของอาสะใภ้หกก่อนสิคะ”
อาสะใภ้หกจะแสดงความคิดเห็นอะไรได้ ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขาตั้งใจมาหากู้จื้อเฉิงและเซี่ยจวิน ดูสิว่าเห็นแก่ตัวไหม ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่จะว่าไปแล้วก็คงกังวลว่าเอ้อพ่างจะถูกโรงเรียนไล่ออกมากกว่า
จางฉุ้ยเหลียนหาวิธีการดีกว่านี้ไม่ได้เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีคนรู้จักอยู่ในโรงพยาบาล กู้จื้อเฉิงก็ไม่มีเช่นกัน ดังนั้นคงใช้มาช่วยเหลือไม่ได้ แต่ก็ยังหาวิธีอธิบายให้พวกเขาว่าทางที่ดีรีบไปดูเด็กที่โรงพยาบาลดีกว่า บางทีแค่ซื้อของไปขอโทษเรื่องนี้อาจจบลงก็ได้
หวังหยาจือไม่ยอม ยังคงยืนกรานว่าหากทำแบบนั้นก็แสดงว่าตนพ่ายแพ้ เดิมทีอยู่ในกลุ่มด้อยโอกาสและเป็นฝ่ายถูกรังแกอยู่แล้ว ถ้ายอมรับผิดก็แสดงว่าลูกชายทำจริง มีสิทธิ์อะไร ? อีกอย่างสำหรับหล่อนแล้ว เด็กที่ชื่อเจียงหยูเวยก็กวนประสาทจะตายไป
จางฉุ้ยเหลียนไม่อยากพูดอีกเพราะมันไม่มีความหมาย ระบบความคิดของคนเป็นพ่อแม่มีปัญหา แล้วจะสั่งสอนเด็กที่มีปัญหาคนหนึ่งได้อย่างไร แม้ว่าเอ้อพ่างซุกซนไปบ้าง แต่ถ้ามีมารดาที่ดีก็อาจจะมีพรสวรรค์เต็มเปี่ยมก็ได้
เซี่ยจวินเองก็หมดคำพูด ในเมื่อเป็นญาติตระกูลกู้ แต่ไม่ไปหากู้เต๋อไห่ และไม่ไปถามอันหลง ทว่ามาขอความช่วยเหลือจากพวกตน ถ้าช่วยก็คือมิตร แต่ถ้าไม่ช่วยก็มีสิทธิเช่นกัน
อาสะใภ้หกมองไปยังจางฉุ้ยเหลียนโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ เพราะรู้ว่าสองสามีภรรยาเซี่ยเชื่อฟังจางฉุ้ยเหลียนเพียงคนเดียว จากนั้นก็หันไปพูดกับกู้จื้อเฉิงว่า “เสี่ยวเฉิง อาก็เห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก หลายปีมานี้คนที่อยู่เคียงข้างพวกเธอก็คือพวกเรา พ่อแม่เธอหย่าร้างกัน เราก็ไม่ได้ดูถูกและแม่เธอก็ไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กับเราด้วย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หัวข้อสนทนาของหล่อนก็เปลี่ยนไป แววตาดุดันขึ้นเล็กน้อย “เรื่องในอดีต เราจะไม่พูดถึงแล้ว ดีหรือชั่วก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องนี้เธอจัดการให้ฉันด้วยแล้วกัน ถ้าหาคนช่วย แล้วเขาเรียกเงินเท่าไหร่ก็รีบบอกมา ! ”
จางฉุ้ยเหลียนมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ ไม่เข้าใจว่าหล่อนหมายความว่าอย่างไร
ความหมายของหล่อนก็คือเรื่องการเอาบ้านชดเชยจากการรื้อถอนของรัฐบาลไปขายนั้นเป็นความผิดของจางฉุ้ยเหลียน ทว่าตอนนี้ผู้ใหญ่อย่างหล่อนจะไม่ติดใจเอาความแล้วก็คงไปมาหาสู่กันต่อตามระดับความสนิทของญาติ นี่เป็นการให้เกียรติเธอมากและจางฉุ้ยเหลียนต้องขอบคุณหล่อนด้วย
สามีภรรยาคือคน ๆ เดียวกัน ความคิดของจางฉุ้ยเหลียนก็คือความคิดของกู้จื้อเฉิง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรื่องในอดีตอะไรครับ ? ที่อาพูดมาผมไม่เข้าใจเลย มีเรื่องอะไรก็แค่พูดกันให้ชัดเจน แล้วอีกอย่างเรื่องนี้คังคังยังต้องไปโรงเรียน เหตุการณ์นี้สำหรับโรงเรียน อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นก็ถือว่าจัดการไม่ง่ายเลย”
จางฉุ้ยเหลียนรีบพูดสนับสนุน “นั่นน่ะสิ จากที่พวกคุณพูดมาคือครอบครัวนั้นไม่ใช่คนที่ควรยุ่ง แล้วถ้าในอนาคตเขาพุ่งเป้าไปที่คังคังจะทำอย่างไร ? ”
ตงลี่หวาอยากปรบมือให้จางฉุ้ยเหลียนเพื่อชื่นชมที่เธอพูดได้ดี คำพูดเมื่อสักครู่ของครอบครัวนั้นได้ทำให้หล่อนโกรธมาก จะอะไรกันนักหนา ยังมาใช้น้ำเสียงที่ส่อความหมายว่า ‘ให้พวกเธอช่วยถือว่าเป็นการไว้หน้าพวกเธอแล้ว’
ที่จางฉุ้ยเหลียนพูดก็ถูกว่าผู้ใหญ่ต้องมีความยุติธรรมและแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ เด็กถึงจะมีทัศนคติที่ดีตาม เซี่ยจวินมักจะชอบพูดว่าผู้ชายควรใจกว้าง ถ้ามีความใจกว้างแค่ไหน โลกก็กว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ครอบครัวนี้ใจแคบ คิดหยุมหยิม คิดเล็กคิดน้อย เวลาเกิดเรื่อง ผู้ชายผลักไสมารดาและสะใภ้ออกไป แล้วพวกหล่อนก็ทำทุกอย่างโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กล่าวโทษเรื่องนั้นเรื่องนี้เสมอ เด็กที่ถูกเลี้ยงโดยฝ่ายหญิงที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยทั้งสองคนนี้ จะมีอนาคตที่ดีได้อย่างไร ?
ตงลี่หวายกอาหารที่กำลังร้อน ๆ มาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็คีบน่องไก่ให้เอ้อพ่าง 1 ชิ้น “ทานเยอะ ๆ เธอดูสิ ตัวเองร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว ! ”
เอ้อพ่างไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาจับน่องไก่ขึ้นมากัดคำใหญ่ ทานไปพูดไปว่า “อร่อย อร่อยมากเลยครับ ! ”
คังคังถามตงลี่หวา “น้องผมทานข้าวหรือยังครับ ? หล่อนทานอิ่มหรือเปล่า ? ”
ตงลี่หวายิ้มและพูดว่า “คุณป้าของหลานป้อนนมให้จนอิ่มแล้วล่ะ ทานน้ำผลไม้ต่ออีกนิดก็หลับไปเลย”
คังคังพยักหน้าจากนั้นก็มองไปทางพวกผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกแล้วพูดเสียงเบา ๆ ว่า “คุณตากับพ่อของผมยังไม่ได้ทานข้าวเลย ผมเรียกพวกท่านมาทานข้าวดีไหมครับ ? ”
ตงลี่หวาและเซี่ยจวินชื่นชมอันหลงเรื่องการอบรมเด็กมากทีเดียว ไม่เพียงแค่ปลูกฝังคังคังด้วยเสียงดนตรี ศิลปะและหมากล้อมเท่านั้น ทว่าส่วนหนึ่งหล่อนก็ยังให้ความสำคัญกับมารยาทของคังคัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นตำราเรียนอีกเล่มหนึ่งทีเดียว
อันหลงให้คังคังเล่นเปียโน สอนเขาวาดภาพ เซี่ยจวินบอกว่าการเล่นเปียโน วาดภาพและเล่นหมากล้อมเป็นการฝึกฝนของพวกคนรวย แต่หล่อนบอกว่านี่คือการปลูกฝังนิสัยของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นหมากล้อมถือเป็นการขัดเกลานิสัยเด็กได้ดี เพียงแค่คังคังเป็นเด็กดื้อโดยธรรมชาติทำให้มีพลังงานตลอดเวลา กู้จื้อเฉิงจึงให้เขาเล่นฮอกกี้น้ำแข็งและบอกว่านี่เป็นการฝึกความอดทนของเด็ก โชคดีที่เจ้าตัวน้อยอยากรู้อยากเห็น ตอนที่เล่นเปียโนถึงแม้ว่าจะยังไม่เสพติดแต่ก็ยังเอาชนะใจของเขาได้ เขาไม่ยอมให้อาจารย์สอนเปียโนเกิดคำติเตียนและไม่ยอมให้เพื่อนร่วมชั้นชนะหมากล้อมของเขาได้
ตลอดจนเรื่องมารยาทคังคังทำให้คนอื่นรู้สึกถึงการมีการศึกษา จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าเด็กแทบทุกคนที่อยู่ข้างกายผู้อาวุโสมักมีความกตัญญูที่ค่อนข้างโดดเด่นและพิเศษ
ตอนเด็กมาก ๆ อาจจะดูไม่ออก แต่หลังจากค่อย ๆ โตขึ้นก็จะปรากฏออกมาชัดเจนมาก เด็กที่ตามติดผู้อาวุโสมักคำนึงถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายตลอด รู้จักนำอาหารอร่อย ๆ จากที่บ้านไปส่งให้ผู้อาวุโส พอโตจนหาเงินเองได้ก็มักซื้อของขวัญให้ผู้อาวุโสก่อนเสมอ เพราะเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นตงลี่หวาก็ดีหรืออันหลงก็ดี พวกหล่อนไม่เคยโดนเขาเถียงกลับในเวลาที่วิจารณ์เขาอยู่เลย ตรงกันข้ามกับตอนที่จางฉุ้ยเหลียนด่าเขา คังคังมักจะเกิดความไม่พอใจ และเวลาเด็กคนนี้เจอกับกู้จื้อเฉิงก็เป็นอันจบเห่ทุกครั้งไป !
ตงลี่หวามองเด็กทั้งสองคนเงียบ ๆ คังคังได้รับการสั่งสอนที่ดี ถ้าผู้ใหญ่ยังไม่หยิบตะเกียบก็ยังทานอาหารไม่ได้ ตอนนี้เมื่อเห็นพวกผู้ใหญ่นั่งอยู่ในห้องรับแขกจึงถามหล่อนเช่นนั้น ส่วนเอ้อพ่างที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ทานอาหารอย่างตะกละตะกลามโดยไม่สนใจว่าพ่อแม่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
หล่อนเกิดความภูมิใจและรู้สึกว่าหลานของตนดีกว่าบ้านอื่นเป็นไหน ๆ
อาสะใภ้หกไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ อีก เพราะต่อให้โง่แค่ไหนก็รู้ว่ากู้จื้อเฉิงไม่พอใจ ท้องของเซี่ยจวินเกิดเสียงร้องโครกครากเพราะความหิวอย่างฉับพลัน เขาจึงพูดอย่างเกรงใจว่า “ไอ้หยา ทำงานมาทั้งวันหิวจนไส้กิ่วแล้ว เรารีบไปทานข้าวกันเถิด อย่าให้ยายของคังคังต้องอุ่นอาหารอีกรอบเลย!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังโต๊ะอาหาร อาสะใภ้หกยังคงนั่งชักสีหน้าไม่พอใจอยู่ที่โซฟา หล่อนพูดกับสะใภ้ด้วยความไม่พอใจ “เรื่องยังไม่จบ แล้วฉันมีอารมณ์ทานข้าวได้อย่างไร ? ฉันไม่ทาน พวกเธอไปทานเถิด! ”
ถ้าตามนิสัยในอดีตของจางฉุ้ยเหลียนก็คงจะรีบเข้าไปง้อเอาใจ แต่ตอนนี้เธอมีประสบการณ์เยอะมากแล้วกอปรกับความรู้ที่สุกงอมจึงไม่ต้องไปใส่ใจ
เธอลากเซี่ยจวินออกไปจากห้องรับแขก หวังหยาจือลูบไปบนท้องโดยไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไขและหล่อนก็ไม่หิว ทว่าเมื่อเห็นอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะก็เกิดความรู้สึกตะกละขึ้นมา พอเห็นกู้จื้อเฉิงลากสามีไปดื่มเหล้า หวังหยาจือก็สาวเท้าตามออกไป
ในฐานะสะใภ้ หล่อนจะลืมแม่สามีไม่ได้ ถึงแม้นี่จะเป็นการมาบ้านหลังใหม่ครั้งแรกแต่หล่อนก็ยังพบห้องครัวได้อย่างรวดเร็ว หยิบจานลึกออกมาหนึ่งใบจากนั้นก็คีบอาหารละลานตาวางลงในจานแล้วตักข้าวหนึ่งชามยกออกไป
จางฉุ้ยเหลียนอดพึมพำอยู่ข้างหูของตงลี่หวาไม่ได้ “ถ้านั่งทานที่โซฟาได้ก็ต้องมานั่งทานข้าวด้วยกันได้สิคะ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ให้ตายเถิด ! ”
ตงลี่หวาใช้เท้าสะกิดจางฉุ้ยเหลียนอยู่ใต้โต๊ะเพื่อปรามไม่ให้พูดจาไร้สาระ หลังจากทานอิ่มแล้ว กู้จื้อเฉิงก็เริ่มเชิญแขกกลับ “เรื่องนี้ผมจะช่วยถามให้แล้วกัน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรนั้นผมไม่รู้ เหนืออื่นใดคือผมยังคงแนะนำให้พวกคุณไปดูเด็กดีกว่า ถ้าเด็กคนนั้นไม่เป็นอะไรมากก็แล้วไป หรือถ้าหมดหนทางจริง ๆ ก็ไปหาอาจารย์ประจำชั้นเพื่อให้หล่อนเป็นตัวกลางตัดสิน มันคงไม่ยาก!”
ถึงแม้ว่าพวกหล่อนจะเปิดร้านอาหารแต่ก็เป็นเพียงร้านที่ขายข้าวผัด ผัดหมี่และบะหมี่เย็นเท่านั้น แตกต่างจากร้านอาหารเก่าของกู้จื้อชิวที่ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแบบไหนก็ทำได้หมด สไตล์อาหารก็ครบครัน ฤดูหนาวมีปลาซอรี ( อยู่ในตระกูลปลาแมกเคอเรล ) ฤดูร้อนมีปลาตะเพียน มีสลัดผักเนื้อไก่ แต่น่าเสียดายที่ราคาแพงเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว
หวังหยาจือเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยไปพลางพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไปพลาง “คาดหวังอะไรกับอาจารย์นั่น ? เหอะ หล่อนใจแคบจะตายไป ไม่มีอะไรดีสักอย่าง”
แม่สามีพยักหน้า “ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อนรู้เห็นเป็นใจกับเด็กที่รังแกเอ้อพ่างเหล่านั้นก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก เป็นเพราะเราไม่ส่งของขวัญให้ หล่อนจึงคิดจะกลั่นแกล้ง เหอะ ขุนนางเหล่านี้ถ้าเป็นในอดีตต้องโดนทุบตีจนตาย ไร้ยางอาย ! ”
จางฉุ้ยเหลียนเคยเป็นอาจารย์มาก่อนย่อมไม่พอใจกับความคิดชั่วช้าของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า เพียงแค่วาดหวังให้พวกเขากลับไปโดยเร็ว
ไม่มีใครโง่หรอก อย่างไรก็ต้องเข้าใจความหมายของกู้จื้อเฉิงอยู่แล้ว หลังจากทานอาหารอิ่ม ทุกคนจึงพากันจากไปพร้อมความคุกรุ่น
จางฉุ้ยเหลียนมองไปยังโต๊ะน้ำชาพบว่าอาหารในจานนั้นถูกอาสะใภ้หกทานไปแล้วครึ่งหนึ่ง เธอถอนหายใจอย่างจนปัญญา พวกเขาเหมือนตังเมที่ไม่ยอมหลุดจากครอบครัวเธอเสียที
เดิมทีคิดว่าแค่ขอโทษและชดเชยเงินสำหรับเรื่องนี้ก็เป็นอันจบ แต่ครอบครัวอาสะใภ้หกไม่ทำ ถ้าโดนไล่ออกจากโรงเรียนก็ยังจะโวยวายให้ถึงที่สุด
กู้จื้อเฉิงพึ่งพาเส้นสายของเขาในการย้ายเอ้อพ่างไปโรงเรียนอื่น โดยให้เหตุผลว่าเอ้อพ่างไม่ตั้งใจเรียนและทำข้อสอบไม่ได้ แม้ว่าพ่อแม่ของเจียงหยูเวยจะไม่พอใจในความรับผิดชอบ แต่ก็ไม่มีทางเผชิญหน้ากับเส้นสายนั้นไหว ถือเสียว่ามันเป็นเพียงความโชคร้ายของพวกเขา และสำหรับจางฉุ้ยเหลียนถือเป็นความโชคดี เพราะหูของเธอได้โล่งเสียที
ชีวิตสงบสุขได้ไม่นานก็เกิดเรื่องผิดพลาดในวิลล่าบนภูเขา แต่มันควรจะเรียกว่าเรื่องน่ารังเกียจเสียมากกว่า ! ! !